foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
2595
11669
54249
172984
330048
18407226
Your IP: 3.236.121.68
2020-07-15 06:16

สถานะการเยี่ยมชม

มี 91 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

อาทิตย์ที่ 31 เทศกาลธรรมดา


ข่าวดี    มัทธิว 23:1-12

ความหน้าซื่อใจคดและความชอบโอ้อวดของธรรมาจารย์และชาวฟาริสี
(1)ครั้งนั้น พระเยซูเจ้าตรัสแก่ประชาชนและบรรดาศิษย์ว่า  (2)“พวกธรรมาจารย์และชาวฟาริสีนั่งบนธรรมาสน์ของโมเสส  (3)ถ้าเขาสั่งสอนเรื่องใด ท่านจงปฏิบัติตามเถิด แต่อย่าปฏิบัติตามพฤติกรรมของเขา เพราะเขาพูด แต่ไม่ปฏิบัติ  (4)เขามัดสัมภาระหนักวางบนบ่าคนอื่น แต่เขาเองไม่ปรารถนาแม้แต่จะขยับนิ้ว  (5)เขาทำกิจการทุกอย่างเพื่อให้คนเห็น เช่น เขาขยายกลักบรรจุพระวาจาให้ใหญ่ขึ้น ผ้าคลุมของเขามีพู่ยาวกว่าของคนอื่น  (6)เขาชอบที่นั่งมีเกียรติในงานเลี้ยง ชอบนั่งแถวหน้าในศาลาธรรม  (7)ชอบให้ผู้คนคำนับตามลานสาธารณะ ชอบให้ทุกคนเรียกว่า ‘รับบี’  (8)“ส่วนท่านทั้งหลายอย่าให้ผู้ใดเรียกว่า ‘รับบี’ เพราะอาจารย์ของท่านมีเพียงผู้เดียวและทุกคนเป็นพี่น้องกัน  (9)ในโลกนี้อย่าเรียกผู้ใดว่า ‘บิดา’ เพราะว่าพระบิดาของท่านมีเพียงพระองค์เดียวคือพระบิดาในสวรรค์  (10)อย่าให้ผู้ใดเรียกท่านว่า  ‘อาจารย์’เพราะพระอาจารย์ของท่านมีเพียงพระองค์เดียวคือพระคริสตเจ้า  (11)ในกลุ่มของท่าน ผู้ใดเป็นใหญ่จะต้องเป็นผู้รับใช้ผู้อื่น  (12)ผู้ใดที่ยกตนขึ้น จะถูกกดให้ต่ำลง ผู้ใดถ่อมตนลง จะได้รับการยกย่องให้สูงขึ้น

*********************************


พระเยซูเจ้าทรงเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกฟาริสีอย่างหมดเปลือกในมัทธิวบทที่ 23 นี้เอง
อย่างไรก็ตาม พระองค์ยอมรับว่าความเชื่อของชาวยิวมีการสืบทอดและส่งต่อกันมาโดยไม่ขาดตอน  เริ่มจากพระเจ้าทรงมอบบัญญัติสิบประการแก่โมเสส  โมเสสส่งต่อให้โยชูวา  โยชูวาส่งต่อให้บรรดาผู้อาวุโสของชาวอิสราเอล  ผู้อาวุโสส่งต่อให้บรรดาประกาศก  และที่สุดพวกประกาศกได้ส่งต่อให้แก่บรรดาธรรมาจารย์และฟาริสี
และจากมัทธิว 5:17-20 เราอาจสรุปได้ว่าบัญญัติสิบประการมีพื้นฐานอยู่บนหลักการสำคัญ 2 ประการคือ
1.    เคารพยำเกรงพระเจ้า  รวมถึงพระนามและวันของพระองค์
2.    เคารพบิดามารดา  ชีวิต  ทรัพย์สิน  ชื่อเสียงของมนุษย์ ตลอดจนเคารพตัวเองโดยไม่ยอมตกอยู่ใต้การครอบงำของกิเลสตัณหาต่าง ๆ
หลักการทั้งสองนี้คงอยู่ชั่วนิรันดร  เพราะฉะนั้นตราบใดที่พวกธรรมาจารย์และฟาริสีสอนให้เราเคารพยำเกรงพระเจ้าและเคารพเพื่อนมนุษย์ ตราบนั้นคำสอนของพวกเขาถูกต้องและมีผลผูกพันดังที่พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ถ้าเขาสั่งสอนเรื่องใด ท่านจงปฏิบัติตามเถิด” เพราะว่าพวกเขากำลังนั่งบนธรรมาสน์ของโมเสส  และกำลังสืบทอดคำสอนที่โมเสสได้รับมาจากพระเจ้า
แต่ใช่ว่าพระองค์จะยอมรับบทบาทของพวกธรรมาจารย์และฟาริสีทั้งหมด !
1.    ในทางปฏิบัติพวกเขา “มัดสัมภาระหนักวางบนบ่าคนอื่น” (ข้อ 4) ด้วยการวางกฎระเบียบและข้อบังคับมากมายนับพัน ๆ ข้อ
นอกจาก “จำนวนมาก” แล้ว พวกเขายังสร้าง “เกราะป้องกัน” ให้แก่กฎที่พวกเขาคิดค้นสร้างขึ้นมาด้วยการห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดหรือยกเลิกกฎของพวกเขา แม้ว่ากฎข้อนั้นจะขัดต่อความรักและความเคารพเพื่อนมนุษย์มากสักเพียงใดก็ตาม
ด้วยเหตุนี้ แทนที่ศาสนาจะนำความยินดีและพละกำลังมาสู่เรามนุษย์  กลับกลายเป็นว่าศาสนานั่นเองแหละที่เป็นตัวถ่วงมนุษย์ให้จมดิ่งสู่ความขมขื่นยิ่งขึ้นไปอีก
ซ้ำร้าย พวกเขาสร้างกฎระเบียบมากมายให้ผู้อื่นปฏิบัติ โดยที่พวกเขาเองจะปฏิบัติก็ต่อเมื่อ “มีคนเห็นและยกย่องชมเชยความศรัทธาของพวกเขา” เท่านั้น
2.    “เขาทำกิจการทุกอย่างเพื่อให้คนเห็น” (ข้อ 5) พวกเขาเปลี่ยนหลักการสำคัญของบัญญัติที่พระเจ้าประทานแก่โมเสสจากการเคารพยำเกรงพระเจ้าและเคารพเพื่อนมนุษย์ไปเป็น “การโอ้อวด” ความศรัทธาของตนเอง
ใครปฏิบัติตามกฎระเบียบต่าง ๆ ได้เข้าตากรรมการ ถือว่าศรัทธามาก !
“เขาขยายกลักบรรจุพระวาจาให้ใหญ่ขึ้น”  เมื่อโมเสสกำชับประชาชนให้ระลึกถึงการอพยพออกจากอียิปต์ด้วยการทำพิธีกินขนมปังไร้เชื้อแล้ว ท่านสรุปว่า “พิธีนี้จะเป็นเหมือนเครื่องหมายที่มือของท่าน เป็นเครื่องเตือนใจต่อหน้าต่อตาท่าน” (อพย 13:9, 16; ฉธบ 6:8; 11:18)
ชาวยิวจึงห้อยกลักทำด้วยกล่องหนังเล็ก ๆ ไว้ที่ข้อมือและหน้าผากทุกวันเวลาสวดภาวนา ยกเว้นวันสับบาโต  ภายในกลักบรรจุด้วยม้วนแผ่นหนังที่จารึกข้อความจากพระคัมภีร์ 4 ตอนด้วยกันคือ อพย 13:1-10; 13:11–16; ฉธบ 6:4–9; 11:13–21
พวกฟาริสีไม่เพียงห้อยกลักทุกวันเท่านั้น แต่ยังขยายกลักให้ใหญ่กว่าของชาวบ้านเพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขานบนอบต่อบัญญัติและมีความศรัทธามากสักเพียงใด
“ผ้าคลุมของเขามีพู่ยาวกว่าของคนอื่น”  พระยาห์เวห์ตรัสสั่งโมเสสให้บอกชาวอิสราเอลว่า “ท่านทั้งหลายและลูกหลานของท่านจะต้องทำพู่ห้อยไว้ที่มุมผ้าคลุมและใช้เชือกสีม่วงแดงเย็บติดไว้  ท่านจะมีพู่ห้อยติดผ้าคลุมเช่นนี้ และเมื่อเห็นพู่ห้อย ท่านจะระลึกถึงบทบัญญัติของพระยาห์เวห์และจะปฏิบัติตาม” (กดว 15:37-41; ฉธบ 22:12)
เช่นเดิม พวกเขาทำพู่ให้มีขนาดใหญ่และยาวเป็นพิเศษ แต่ไม่ใช่เพื่อเตือนใจให้ระลึกถึงบัญญัติและปฏิบัติตาม แต่เพื่อดึงดูดผู้อื่นให้สนใจพวกเขา
“พวกเขาชอบที่นั่งมีเกียรติในงานเลี้ยง” โดยเฉพาะข้างซ้ายและข้างขวาของเจ้าภาพ  ถ้าเป็นปัจจุบันพวกเขาก็จะมีภาพลงหนังสือพิมพ์หรือได้ออกทีวีด้วย
“พวกเขาชอบนั่งแถวหน้าในศาลาธรรม”  ในปาเลสไตน์ พวกเขาจัดให้เด็กและพวกที่ไม่มีความสำคัญนั่งแถวหลัง ส่วนแถวหน้า ๆ เป็นของแขกผู้มีเกียรติและบุคคลสำคัญ  ที่นั่งที่มีเกียรติที่สุดเป็นของบรรดาผู้อาวุโสซึ่งจะหันหน้าหาประชาชน เหมือนที่นั่งของพระสงฆ์เวลาถวายบูชามิสซา
ที่นั่งที่หันหน้าหาประชาชนนี่แหละที่พวกฟาริสีชอบยิ่งนัก เพราะทุกคนสามารถรับรู้ได้ว่าพวกเขาอยู่ในที่ประชุม และมีความสำรวมน่าเลื่อมใสศรัทธามากปานใด
“พวกเขาชอบให้ทุกคนเรียกว่า ‘รับบี’” และปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเคารพมากยิ่งกว่าพ่อแม่ของตนเองเสียอีก  พวกเขาอ้างว่าพ่อแม่ให้ได้เพียงชีวิตตามธรรมชาติ ส่วนพวกเขาสามารถสอนบัญญัติที่นำไปสู่ชีวิตนิรันดร
“พวกเขาชอบให้คนเรียกว่า ‘บิดา’”  เพราะพวกเขาสามารถทำให้คนมีความเชื่อได้ พวกเขาจึงควรเป็น “บิดา” แห่งความเชื่อ และทุกคนควรเรียกพวกเขาว่า “บิดา” เหมือนที่เอลีชาเรียกเอลียาห์ว่า “บิดาของข้าพเจ้า บิดาของข้าพเจ้า” ขณะที่เอลียาห์ถูกยกขึ้นไปบนฟ้าในพายุหมุน ( 2 พกษ 2:12)
แต่พระเยซูเจ้าทรงเตือนเราคริสตชนให้ระลึกอยู่เสมอว่า “พระอาจารย์ของท่านมีเพียงพระองค์เดียวคือพระคริสตเจ้า” (ข้อ 10) และ “บิดาของท่านมีเพียงพระองค์เดียวคือพระบิดาในสวรรค์” (ข้อ 9)

พระองค์ตรัสสั่งเราทุกคนว่า “อย่าปฏิบัติตามพฤติกรรมของเขา” (ข้อ 3) เพราะพวกเขาพยายามทุกวิถีทางที่จะดึงดูดความสนใจมาสู่ตนเอง
ในทางกลับกัน พระองค์สอนให้เราทุกคนละทิ้ง “ตัวตน” หรือ “อัตตา” ของเรา (มธ 10:39) เพื่อว่าหากผู้อื่นเห็นกิจการดีในตัวเรา พวกเขาจะไม่สรรเสริญตัวเรา แต่สรรเสริญพระบิดาในสวรรค์ (มธ 5:16)
ถ้าเรายังชอบ “โอ้อวด” และ “หยิ่งจองหอง” แล้วเราจะต่างจากพวกฟาริสีอย่างไร ?

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk