foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

Kamson on Live

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
4119
20240
75592
110144
330048
18344386
Your IP: 34.204.187.106
2020-07-11 10:45

สถานะการเยี่ยมชม

มี 129 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

อาทิตย์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา


ข่าวดี    มัทธิว 22:34-40

(34)เมื่อชาวฟาริสีได้ยินว่าพระเยซูเจ้าทรงทำให้ชาวสะดูสีนิ่งอึ้งไป จึงมาชุมนุมพร้อมกัน  (35)มีคนหนึ่งเป็นบัณฑิตทางกฎหมายได้ทูลถามเพื่อจะจับผิดพระองค์ว่า  (36)“พระอาจารย์ บทบัญญัติข้อใดเป็นเอกในธรรมบัญญัติ” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า (37) “ท่านจะต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญาของท่าน (38) นี่คือบทบัญญัติเอกและเป็นบทบัญญัติแรก (39) บทบัญญัติประการที่สองก็เช่นเดียวกัน คือท่านต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง (40) ธรรมบัญญัติและคำสอนของบรรดาประกาศกก็ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติสองประการนี้”

**************************


พวกสะดูสีเป็นชนชั้นปกครอง ร่ำรวย แนบแน่นกับโรม นิยมความคิดแบบกรีก  แต่อนุรักษ์นิยมสุดโต่งในเรื่องความเชื่อทางศาสนา พวกเขาไม่ยอมรับสิ่งใหม่ ๆ ดังเช่นคำสอนของบรรดาประกาศก ตลอดจนธรรมประเพณีต่าง ๆ (Oral and Scribal Laws) ซึ่งพวกฟาริสีถือว่าสำคัญสุดยอด
พวกเขายอมรับพระธรรมเก่าเฉพาะห้าเล่มแรก (ปัญจบรรพ) เท่านั้น  ผลที่ตามมาคือพวกเขาไม่เชื่อเรื่องการกลับคืนชีพของผู้ตายเพราะหาข้อพิสูจน์จากหนังสือห้าเล่มแรกนี้ไม่ได้
พระเยซูเจ้าจึงตรัสถามพวกเขาว่า “ท่านไม่ได้อ่านพระวาจา ที่พระเจ้าตรัสแก่ท่านหรือว่า เราคือพระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ พระองค์มิใช่พระเจ้าของผู้ตาย แต่เป็นพระเจ้าของผู้เป็น” (มธ 22:31-32)
แสดงว่าอับราฮัม อิสอัค และยาโคบคือ “ผู้เป็น”
พระองค์เป็นคนแรกที่นำข้อความจากหนังสือปัญจบรรพมาอ้างอิงเพื่อพิสูจน์ว่าอับราฮัม อิสอัค และยาโคบได้กลับคืนชีพหลังความตายแล้ว
นับเป็นความชาญฉลาดชั้นเลิศของพระองค์ !
พวกฟาริสีคงนึกชมชอบอยู่ในใจที่พระองค์ช่วยกำราบคู่ปรปักษ์ทางความคิดอย่างพวกสะดูสีลงได้
แต่ความชื่นชมนี้ก็ไม่อาจหยุดยั้งความประสงค์ร้ายของพวกเขาได้  พวกเขาจึงรวมกลุ่มกันเพื่อหาทางจับผิดพระองค์อีก
คราวนี้พวกเขาส่งบัณฑิตทางกฎหมายมาถามพระองค์ว่า “พระอาจารย์ บทบัญญัติข้อใดเป็นเอกในธรรมบัญญัติ”
พวกฟาริสีถกเถียงกันว่าในบรรดาธรรมบัญญัติ 613 ข้อ ซึ่งแยกออกเป็นประเภทสั่งให้ทำ 248 ข้อ และประเภทสั่งห้ามทำอีก 365 ข้อนั้น ข้อใดสำคัญที่สุด ?
บางคนยืนยันว่าการสวมพู่ห้อยที่ชายเสื้อสำคัญที่สุด !
พวกเขาหวังว่าหากดึงพระองค์เข้ามาร่วมวงถกเถียงด้วย บางทีพระองค์อาจพลาดท่าเสียทีเสนอทฤษฎีที่ไม่เข้าท่า  พวกเขาจะได้กล่าวหาพระองค์ว่าหมิ่นประมาทศาสนาหรือพระเจ้าได้
แต่ไม่ว่าแผนการของพวกเขาจะเป็นเช่นใด คำถามดังกล่าวได้นำไปสู่คำจำกัดความที่สมบูรณ์แบบของคำว่า “ศาสนา”
สำหรับพระเยซูเจ้า ศาสนาที่แท้จริงต้องมีองค์ประกอบ 2 ประการ กล่าวคือ
1.    รักพระเจ้า  องค์ประกอบนี้พระองค์ทรงนำมาจากหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติบทที่ 6 ข้อที่ 5 ซึ่งระบุว่า “ท่านจะต้องรักพระยาห์เวห์ พระเจ้าของท่าน สุดจิตใจ สุดวิญญาณ และสุดกำลังของท่าน”
ข้อความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “เชมา” (Shema) ซึ่งประกอบด้วยพระคัมภีร์ 3 ตอนสั้น ๆ (ฉธบ 6:4–9; 11:13–21; กดว 15:37–41) ที่ชาวยิวถือว่าเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของความเชื่อ  ชาวยิวทุกคนต้องสวด “เชมา” ทุกเช้าเย็น จนเป็นสิ่งแรกที่เด็กยิวทุกคนท่องจำได้
พระองค์ทรงนำสิ่งที่เป็นแก่นแท้ของศาสนายิวมาดัดแปลงจาก “สุดกำลัง” เป็น “สุดสติปัญญา” เพื่อเตือนพวกฟาริสีให้เลิกเล่น “เกมลับสมอง” ด้วยการคิดค้น ตีความ หรือประดิษฐ์กฎระเบียบใหม่ ๆ จากพระคัมภีร์
สำหรับพระองค์ สิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องทุ่มเทสุดจิตใจ สุดวิญญาณ และสุดสติปัญญา คือ “รักพระเจ้า” หรือพูดสั้น ๆ คือ เราต้องทุ่มเทความรักทั้งหมดแด่พระเจ้า
- ความรักที่มีอำนาจเหนืออารมณ์และความรู้สึกของเรา (สุดจิตใจ สุดวิญญาณ)
- ความรักที่นำทางความคิดและทัศนคติของเรา (สุดสติปัญญา)
- และความรักที่เป็นพลังขับเคลื่อนการกระทำทั้งปวงของเรา (สุดกำลัง)
ความรักที่ทำให้เรามอบถวายชีวิตของเราทั้งครบแด่พระเจ้านี้เอง ที่พระองค์ตรัสว่า “นี่คือบทบัญญัติเอกและเป็นบทบัญญัติแรก” (มธ 22:38)
แปลว่า “การรักพระเจ้า” นอกจากจะสำคัญที่สุดเพราะเป็นบัญญัติเอกแล้ว ยังต้องมาก่อนบทบัญญัติอื่นใดทั้งสิ้นอีกด้วย !
2.    รักเพื่อนมนุษย์  องค์ประกอบที่สองทรงนำมาจากหนังสือเลวีนิติบทที่ 19 ข้อที่ 18 “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง”
ความรักต่อพระเจ้าต้องแสดงออกด้วยการรักมนุษย์ และ ต้องรักพระเจ้าก่อนเท่านั้น จึงจะรักเพื่อนมนุษย์ได้ !
เหตุผลคือ “มนุษย์ถูกสร้างมาตามฉายาของพระเจ้า” (ปฐก 1:26, 27) หากไม่รักพระเจ้า เราจะรักมนุษย์ผู้เป็นฉายาของพระองค์ได้อย่างไร ?
ความรักต่อพระเจ้าจึงเป็นบ่อเกิดแห่งความรักต่อเพื่อนมนุษย์ !
ด้วยเหตุนี้ นักบุญยอห์นจึงสอนว่า “ถ้าผู้ใดพูดว่า ‘ฉันรักพระเจ้า’  แต่เกลียดชังพี่น้องของตน ผู้นั้นย่อมเป็นคนพูดเท็จ เพราะผู้ไม่รักพี่น้องที่เขาแลเห็นได้ ย่อมไม่รักพระเจ้าที่เขาแลเห็นไม่ได้” (1 ยน 4:20)
พระเยซูเจ้าจึงเป็นอาจารย์ท่านแรกที่นำ “ความรักต่อพระเจ้า” และ “ความรักต่อเพื่อนมนุษย์” มาเชื่อมสัมพันธ์กัน
ก่อนหน้านี้ พวกฟาริสีรู้จักแต่ “รักพระเจ้า” และ “รักบทบัญญัติ”

เมื่อเรา “รัก” เพื่อนมนุษย์ การเคารพและยอมรับสิทธิและหน้าที่ของเพื่อนมนุษย์จึงเป็นไปได้
เมื่อสิทธิและหน้าที่ได้รับการยอมรับ ประชาธิปไตยจึงเกิดขึ้นได้
และเมื่อมีประชาธิปไตย การตรากฎหมายตามความต้องการของคนส่วนใหญ่จึงเป็นไปได้
ความรักต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนมนุษย์จึงเป็นพื้นฐานของกฎหมายอื่น ๆ ทั้งมวล
ด้วยเหตุนี้ พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า “ธรรมบัญญัติและคำสอนของบรรดาประกาศกก็ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติสองประการนี้” (มธ 22:40)
เพราะฉะนั้น หากไม่รักพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ ทุกกิจกรรมย่อมขาดพื้นฐานและเป็นได้ก็เพียงการสร้างภาพ !

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk