foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2019

IMG resize 2019

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

เอกสารฉลอง 350 ปี

350

พระวาจาประจำวัน

word of God 2

เว็บไซต์คาทอลิก

bkk


sathukarnlogo


haab


becthailand


santikham


pope report-francis


bannerpope


cc_link2011


0002


thaicatholicbible


mass


bnbec


facebook

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
6331
13397
37512
321266
436281
14632055
Your IP: 35.172.195.49
2019-11-19 11:32

สถานะการเยี่ยมชม

มี 234 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

วันอาทิตย์ที่สามสิบเอ็ด เทศกาลธรรมดา

ลูกา 19:1-10
    พระเยซูเจ้าเสด็จเข้าเมืองเยรีโคและกำลังจะเสด็จผ่านเมืองนั้น ชายคนหนึ่งชื่อศักเคียส เป็นหัวหน้าคนเก็บภาษี เป็นคนมั่งมี เขาพยายามมองดูว่าใครคือพระเยซูเจ้า แต่ก็มองไม่เห็นเพราะมีคนมาก และเพราะเขาเป็นคนร่างเตี้ย เขาจึงวิ่งนำหน้าไปปีนขึ้นต้นมะเดื่อเทศเพื่อให้เห็นพระเยซูเจ้า เพราะพระองค์กำลังจะเสด็จผ่านไปทางนั้น เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงที่นั่น ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตร ตรัสกับเขาว่า “ศักเคียส รีบลงมาเถิด เพราะเราจะไปพักที่บ้านท่านวันนี้” เขารีบลงมาต้อนรับพระองค์ด้วยความยินดี ทุกคนที่เห็นต่างบ่นว่า “เขาไปพักที่บ้านคนบาป” ศักเคียสยืนขึ้นทูลพระเยซูเจ้าว่า “พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าจะยกทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่งให้แก่คนจน และถ้าข้าพเจ้าโกงสิ่งใดของใครมา ข้าพเจ้าจะคืนให้เขาสี่เท่า” พระเยซูเจ้าตรัสว่า “วันนี้ ความรอดพ้นมาสู่บ้านนี้แล้ว เพราะคนนี้เป็นบุตรของอับราฮัมด้วย บุตรแห่งมนุษย์มาเพื่อแสวงหา และเพื่อช่วยผู้ที่เสียไปให้รอดพ้น”

บทรำพึงที่ 1

ข้อรำพึงที่หนึ่ง
การเดินทางภายใน

    เยรีโคเป็นเมืองที่ร่ำรวย ตั้งอยู่กลางโอเอซิสอันเขียวชอุ่มและอุดมสมบูรณ์ ระหว่างแม่น้ำจอร์แดนและถิ่นทุรกันดารอันแห้งแล้ง ศักเคียสเปรียบได้กับตัวแทนของเมืองนี้ เขาเป็นหัวหน้าคนเก็บภาษี เขาจึงต้องรวยมาก เพราะมีธุรกิจมากมายให้เรียกเก็บภาษีได้ในเมืองนี้ แม้ว่าจะร่ำรวยมาก แต่วิญญาณของเขากลับแห้งแล้งเหมือนกับถิ่นทุรกันดาร แต่กระนั้น ก็มีบางสิ่งบางอย่างที่กำลังทำงานอยู่ในตัวเขา และเปิดเผยให้เขาเห็นความยากจนภายใน ลูกาบอกเล่าอย่างเฉียบคมถึงความเคลื่อนไหวภายในเหล่านี้โดยใช้คำสนทนาของเขา

    ก่อนอื่น เราได้เห็นความพยายามของศักเคียส มีบางสิ่งบางอย่างขับเคลื่อนเขา ซึ่งน่าจะเป็นความว่างเปล่าภายในวิญญาณของเขา เขาเป็นคนร่างเตี้ย และมองไม่เห็นพระเยซูเจ้าเพราะมีคนมาก บางทีประโยคนี้อาจบรรยายมากกว่าสภาพร่างกายของเขา เขายังขาดความเคารพตนเองด้วย เพราะความคิดเห็นของคนทั่วไปต่อคนเก็บภาษีทำให้เขาไม่มีความหวังมากนักว่าจะได้รับความกรุณาจากพระเจ้า ด้วยความต้องการจะเห็นพระเยซูเจ้า เขาจึงไม่คิดถึงอะไรเลย และกล้าทำสิ่งที่ไม่สมเกียรติสำหรับบุคคลที่มีตำแหน่งสำคัญอย่างเขา เขาวิ่งนำหน้าฝูงชนและปีนขึ้นต้นไม้เพื่อให้สามารถมองเห็นพระเยซูเจ้าผ่านใบไม้ เราสังเกตเห็นการพยายามของเขาได้อีกครั้งหนึ่ง

    ศักเคียสได้กระทำสิ่งที่เขาต้องทำแล้ว บัดนี้ ถึงคราวที่พระเยซูเจ้าต้องกระทำบ้าง คนบาปคนนี้รู้ตัวแล้วว่าเขาต้องการความช่วยเหลือ และได้แสดงความปรารถนาจะทำอะไรสักอย่าง แล้วก็มาถึงนาทีแห่งพระหรรษทานที่เขาไม่คาดหมายว่าจะได้รับ เป็น “จุดที่สิ่งที่ไร้กาลเวลาตัดผ่านกาลเวลา” (ที.เอส. เอเลียต)
    นี่เป็นหนึ่งในช่วงเวลาพิเศษที่พระเยซูเจ้าทรงมองใครบางคน พระองค์ทรงเสนอคำเชิญซึ่งไม่มีใครปฏิเสธได้

    “ศักเคียส ลงมาจากที่ซ่อนบนต้นไม้เถิด จงเปิดประตูบ้านให้เราเข้าไป เราจะต้องนั่งร่วมโต๊ะอาหารของท่านในคืนนี้”

    เวลาหลายปีแห่งการหลอกตนเอง และการซ่อนตัวโดยไม่จำเป็นเบื้องหลังสิ่งกีดขวางต่าง ๆ สามารถละลายหายไปหมดภายในหนึ่งนาทีแห่งพระหรรษทาน คนบาปมักคิดว่าจะต้องเกิดปัญหายุ่งยากมากมายถ้าเขาต้องกลับใจ

    แต่ “จุดตัดผ่าน” ของพระเจ้ามักไม่ยากเย็น แต่อ่อนโยนเสมอ “ดังนั้น พระองค์จะทรงดัดนิสัยผู้ทำความผิดทีละเล็กทีละน้อย พระองค์จะทรงตักเตือนและเตือนใจว่าเขาได้ทำบาปอย่างไร เพื่อว่าเขาจะยับยั้งใจจากความชั่ว และวางใจในพระองค์ พระเจ้าข้า” (ปชญ 12:2 ในบทอ่านที่หนึ่งของวันนี้) วิธีการของพระเยซูเจ้าแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าไม่ทรงบีบบังคับคนบาป แต่ทรงเชิญชวน

    หลังจากพระเยซูเจ้าตรัสเชิญชวน ก็ถึงคราวที่ศักเคียสต้องตอบสนอง เขารีบลงจากต้นไม้ และต้อนรับพระเยซูเจ้าด้วยความยินดี แต่การกลับใจก็ยังต้องพิสูจน์ตนเองด้วยการทดสอบ มีคนที่ตั้งข้อรังเกียจหลายคนอยู่ที่นั่น และพร้อมจะคัดค้าน และร้องทุกข์ แต่ศักเคียสมีความหนักแน่น เขา “ยืนขึ้น” การทดสอบเพียงแต่ทำให้ความตั้งใจของเขามั่นคงมากขึ้น และชัดเจนขึ้น เพื่อจะมีชีวิตใหม่ในพระอาณาจักรซึ่งเขาเห็นได้ในตัวพระเยซูเจ้า เขาจำเป็นต้องเสียสละหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ความตั้งใจของเขาหนักแน่นพอจะรับมือได้ เขาสัญญาทันทีว่าจะยกทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่งให้แก่คนยากจน และสำหรับผู้ใดที่เขาเคยฉ้อโกง เขาจะชดเชยให้เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนดให้ชดเชย

    ศักเคียสเดินทางออกจากทะเลทรายในวิญญาณ ออกมาสู่โอเอซิสแห่งชีวิตใหม่ และบ่อน้ำพุแห่งความตั้งใจจริง และด้วยพระหรรษทานของพระเจ้า ก้าวแรกของการเดินทางแห่งการกลับใจนั้นใช้เวลาเพียงสั้น ๆ เมื่อเขาตอบรับด้วยความยินดีต่อสายพระเนตรที่แสดงความอ่อนโยนและสงสารของพระเยซูเจ้า นี่คือวันแห่งความรอดพ้น ... “เพราะบุตรแห่งมนุษย์มาเพื่อแสวงหา และเพื่อช่วยผู้ที่เสียไปให้รอดพ้น”

ข้อรำพึงที่สอง
คำให้การเป็นพยานของศักเคียส

    ข้าพเจ้าชี่อศักเคียส ถ้าชื่อนี้ทำให้คิดถึงความสำเร็จ ข้าพเจ้าก็ไม่ว่าอะไร เพราะข้าพเจ้าต้องการให้คนรู้จักข้าพเจ้าในแง่ของความสำเร็จมานานหลายปี แต่ในวันนี้ความสำเร็จไม่สำคัญอะไรนัก ตั้งแต่ข้าพเจ้าพบพระเยซูเจ้า ถ้าท่านเกิดมาจน ความต้องการประสบความสำเร็จอาจกลายเป็นทรราชที่คอยกดขี่อยู่ภายในตัวท่านได้ ท่านต้องดึงตนเองออกมาจากสลัม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าตัวท่าน และลูกหลานที่สืบทอดนามของท่าน จะไม่ต้องกลับไปสู่สภาพเดิมของท่านอีก ท่านไม่มีทางเลือกมากนักในการหาเงิน หรือหางาน และเมื่อท่านเป็นคนเล็ก ๆ ในชีวิต ท่านจะกลายเป็นคนก้าวร้าวที่อยากให้ผู้อื่นมองเห็นท่าน พวกเขาอาจตำหนิที่ท่านทำงานให้พวกโรมัน แต่ต้องมีคนเก็บภาษีไม่ใช่หรือ มิฉะนั้นก็จะไม่มีถนน ไม่มีทางส่งน้ำ ไม่มีกองทัพที่จะรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย เมื่อท่านเป็นคนจน ท่านไม่สามารถอยู่กับอดีต อดีตไม่ทำให้ท่านมีขนมปังบนโต๊ะอาหาร และถ้าข้าพเจ้าไม่ทำงานนี้ ก็ต้องมีผู้อื่นรับทำ ข้าพเจ้าทำงานหนัก ... หนักมาก ... แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เมื่อท่านมีพลังขับเคลื่อนจากภายในตัวท่าน ข้าพเจ้าทำความรู้จักกับคนใหญ่คนโตและพยายามรักษาความสัมพันธ์กับบุคคลเหล่านี้ เพราะคนเหล่านี้เป็นผู้แต่งตั้งข้าพเจ้า เขาจะไม่แต่งตั้งท่านเป็นหัวหน้า ถ้าท่านไม่แสดงให้เขาเห็นว่าท่านสามารถปกครองและจัดการบุคคลใต้บังคับบัญชาได้ พวกโรมันรู้ว่าเขาต้องทำอะไรบ้าง และนั่นเป็นข้อดีของพวกเขา เขาเคารพคนที่ทำงานหนัก และเขามองเห็น และยอมรับความสามารถของคน

    ชนชาติของเราติดพันอยู่กับอดีต และสนใจแต่ว่าครอบครัวของท่านเป็นใครมาจากไหน ข้าพเจ้าอยู่ในตำแหน่งที่สามารถทำรายได้อย่างงาม และข้าพเจ้าก็ฉวยโอกาสนี้ เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียว ข้าพเจ้าไม่เคยนับถือเงินทองเป็นพระเจ้า ซึ่งอาจฟังดูแปลก แต่ข้าพเจ้าสนใจว่าเงินทองสามารถทำอะไรได้บ้าง ข้าพเจ้ากว้านซื้อทรัพย์สิน และใช้เงินทองอย่างฟุ่มเฟือย ข้าพเจ้าต้องการสิ่งที่ดีที่สุด และแสดงให้ทุกคนเห็นว่าข้าพเจ้าเป็นคนเด่นที่สุด ข้าพเจ้าสนุกกับการทำให้ผู้คนกระดากใจด้วยการให้ของขวัญราคาแพง แต่ผ้าไหมแพรพรรณในโลกไม่สามารถปิดบังหัวใจที่โดดเดี่ยวได้ อีกทั้งมิตรภาพที่สร้างขึ้นเพราะความจำเป็น และคำสรรเสริญเยินยอกันและกัน ก็ไม่ช่วยให้ข้าพเจ้ามีใครที่ข้าพเจ้าไว้วางใจได้จริง ไม่มีใครที่จะมาแบ่งเบาความเจ็บปวดในวิญญาณของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากลายเป็นคนอารมณ์ขุ่นหมองและโดดเดี่ยว ข้าพเจ้าเริ่มดื่มเหล้าจนเมามาย สถานการณ์นี้จำต้องยุติเสียที แล้วพระเยซูเจ้าก็เสด็จมา

    ข้าพเจ้าเคยได้ยินเรื่องของพระองค์จากเพื่อน ๆ ของเลวี บางคนประทับใจในตัวพระองค์มาก บางคนคิดว่าพระองค์ค่อนข้างเป็นคนบูชาอุดมการณ์ที่ไม่มีพิษมีภัย เขาว่ากันว่าพระองค์ไม่ประนีประนอมกับคนรวย ... พวกกวี ศิลปิน นักฝัน คนเหล่านี้ไม่ยอมรับความเป็นจริง แต่ข้าพเจ้ารู้จากประสบการณ์ว่าถ้ามีผู้สนับสนุนที่มือเติบ พวกเขาก็เปลี่ยนความคิดในไม่ช้า มันง่ายที่จะสาปแช่งสิ่งที่ท่านไม่มี

    ข้าพเจ้าแปลกใจที่ได้ยินเรื่องของเลวี การนิยมชมชอบนักเทศน์คนหนึ่งก็ดีอยู่ แต่ต้องถึงกับติดตามเป็นศิษย์ของเขาทีเดียวหรือ เลวีเป็นคนเก็บภาษีที่เก่ง เขาทำงานอย่างมีหลักเกณฑ์ เราชอบวิธีที่เขาทำบัญชี และเขาสามารถจัดงานเลี้ยงอย่างฟุ่มเฟือยไม่ต่างจากคนเก็บภาษีอื่น ๆ ซึ่งมีประโยชน์ เพราะทำให้รู้จักคนอย่างกว้างขวาง เรามีทางก้าวหน้าได้ไกล แต่เลวีกลับส่งสมุดบัญชีคืนให้เรา และติดตามนักเทศน์คนนั้นไป เขาจัดงานเลี้ยงใหญ่แล้วก็จากไป ความคิดนี้เข้ามาวนเวียนในสมองของข้าพเจ้า อย่างน้อยข้าพเจ้าขอให้ได้เห็นหน้าของนักเทศน์คนนี้สักครั้ง เมื่อมองย้อนกลับไป ข้าพเจ้าอดขำตนเองไม่ได้ คนที่มีตำแหน่งมีหน้ามีตาอย่างข้าพเจ้ากลับปีนขึ้นไปซ่อนตัวบนต้นไม้ มันแปลกมาก เพราะข้าพเจ้ามักกังวลว่าจะถูกผู้อื่นนินทาเสมอ

    พระเยซูเจ้าทรงหยุดเดิน และฝูงชนก็หยุดด้วย หัวใจข้าพเจ้าแทบหยุดเต้น ข้าพเจ้าไม่กล้าหายใจ แต่พระองค์ทรงเงยพระพักตร์ขึ้น และข้าพเจ้ามองเห็นความอ่อนโยนในพระเนตรคู่นั้น ข้าพเจ้าไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว ข้าพเจ้ารู้ได้ทันทีว่าพระองค์เข้าใจข้าพเจ้า สิ่งที่พระองค์ตรัสหลังจากนั้น ... ข้าพเจ้าแทบไม่เชื่อหูว่าจะได้ยิน “ศักเคียส” ข้าพเจ้ามาสงสัยในภายหลังว่าพระองค์ทรงรู้จักชื่อข้าพเจ้าได้อย่างไร “ศักเคียส รีบลงมาเถิด เพราะเราจะไปพักที่บ้านท่านวันนี้”

    นั่นคือความยินดีล้วน ๆ ... ความยินดี และแสงสว่าง ... ความยินดี และการต้อนรับ ... ข้าพเจ้าไม่เคยรู้สึกอะไรที่ลึกล้ำเช่นนี้ ความรู้สึกว่ามีใครบางคนที่เข้าใจท่านจากภายใน ที่ห่วงใยท่านมากพอจะยื่นมือมาหาท่าน ที่สามารถรักท่านราวกับว่าท่านเป็นมนุษย์คนเดียวที่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกเช่นนั้น บัดนี้ ทุกสิ่งกลายเป็นเหมือนขยะ ขยะสำหรับข้าพเจ้า แต่ไม่ใช่ขยะสำหรับผู้ที่ขัดสน การแบ่งปันทรัพย์สินให้แก่คนจนก็กลายเป็นความยินดีใหม่ ๆ ได้อีกอย่างหนึ่ง

    คนทั่วไปพูดว่าข้าพเจ้าเป็นบ้า แต่ความรักมีสิทธิ์จะบ้าได้บ้างไม่ใช่หรือ และไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็ไม่สำคัญสำหรับข้าพเจ้าอีกแล้ว

บทรำพึงที่ 2

พระเยซูเจ้าเสด็จเข้าเมืองเยรีโค และกำลังจะเสด็จผ่านเมืองนั้น

    เยรีโค เป็น “สัตว์ประหลาด” ทางภูมิศาสตร์ เป็นเมืองที่ต่ำที่สุดในโลก คือ 250 เมตรต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เมื่อมนุษย์ดำรงชีพอยู่ในระดับนั้น เขาจะ “ขั้นสู่ที่สูง” ทันทีที่เขาตัดสินใจจะออกจากเมืองที่เขาอาศัยอยู่ ... ศักเคียสจะเริ่มต้นจากจุดที่ต่ำมากจริง ๆ...

    เยรีโค เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของมนุษยชาติยุคโบราณ เพราะเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดบนโลกนี้ มีซากปรักหักพังที่นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่ามีอายุถึง 8,000 ปีก่อนคริสตกาล เมื่ออับราฮัมเดินทางผ่านเมืองนี้ เมืองนี้ก็อายุได้หกพันปีแล้ว ... ศักเคียสเหมือนกับมนุษย์ในทุกยุคสมัย...

    เยรีโค เป็นเมืองสุดท้ายที่ผู้แสวงบุญสามารถหยุดพักระหว่างทางไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ในวันนั้นสำหรับพระเยซูเจ้ายังมีทางสูงชันที่พระองค์ต้องเดินไปข้างหน้า เนินเขาหัวกะโหลก (ภาษีฮีบรูเรียกว่ากลโกธา) ตั้งอยู่ที่นั่น ใกล้ประตูเอเฟรม ห่างจากที่นั่นประมาณ 20 กม. และสูงกว่าเมืองเยรีโคมากกว่าหนึ่งพันเมตร

    “พระเยซูเจ้ากำลังจะเสด็จผ่านเยรีโค” ... นี่คือช่วงสุดท้ายของการเดินทางครั้งสุดท้ายของพระองค์!

    พระเยซูเจ้าทรงทราบดีว่าพระองค์จะทรงพบกับอะไรบ้างในกรุงเยรูซาเล็ม วันนี้ หรืออาจเป็นวันก่อนหน้านั้น พระองค์ทรงเรียกเพื่อน ๆ ของพระองค์มาหา และบอกเขาว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น “บัดนี้ พวกเรากำลังขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และทุกสิ่งที่บรรดาประกาศกได้เขียนไว้เกี่ยวกับบุตรแห่งมนุษย์จะเป็นความจริง บุตรแห่งมนุษย์จะถูกมอบแก่บรรดาคนต่างศาสนา จะถูกสบประมาทเยาะเย้ย ถูกทำทารุณ และถูกถ่มน้ำลายรด เขาเหล่านั้นจะโบยตีพระองค์ และฆ่าพระองค์เสีย แต่ในวันที่สาม พระองค์จะทรงกลับคืนพระชนมชีพ” (ลก 18:31-34) แต่ลูกาบอกเราว่า ศิษย์ทั้งสิบสองคนไม่เข้าใจว่าพระองค์หมายถึงอะไร ... พระเยซูเจ้าเท่านั้นที่ทรงมองเห็นเหตุการณ์ภายหน้าอย่างชัดเจน ... ทรงอยู่กับความคิดของพระองค์ตามลำพัง

ชายคนหนึ่งชื่อศักเคียส...

    นี่เป็นคำประชดประชันหรือ ... ในภาษาฮีบรู คำว่า Zakkay แปลว่า “บริสุทธิ์” ... “ผู้ชอบธรรม” ... คนบาปสาธารณะที่ชื่อ “บริสุทธิ์” นี้ทำให้เรานึกถึงคนหยาบช้าที่มีชื่อเรียกเล่น ๆ ว่า “คนไร้เดียงสาผู้อ่อนหวาน”...

    แต่ขอให้รอจนถึงตอนจบของเรื่องนี้ก่อนเถิด...

    เขาอาจจะเหมาะสมกับชื่อของเขาในที่สุดก็ได้ ... ใครจะรู้...

ศักเคียส เป็นหัวหน้าคนเก็บภาษี เป็นคนมั่งมี

    ศักเคียส เป็นบุคคลที่ชาวฟาริสีถือว่าเป็นคนบาปโดยอาชีพ เป็นคนน่ารังเกียจ และเป็นที่ชิงชังของคนทั้งปวง ... เขารับใช้กองกำลังที่ยึดครองแผ่นดิน ... เขาเป็นมิตรกับจักรพรรดิ ... เป็นคนที่แสวงหาประโยชน์ และกดขี่คนจน ... หัวหน้าคนเก็บภาษีสกปรกคนนี้ทำกำไรมหาศาลด้วยการทำให้คนจนถึงกับอดอยาก และใช้เงินทองอย่างฟุ่มเฟือยในคฤหาสน์ที่สะดวกสบายที่สุดในเมือง ... พระเยซูเจ้าตรัสไว้เมื่อไม่นานมานี้ว่า “อูฐจะรอดรูเข็มยังง่ายกว่าคนมั่งมีเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า” (ลก 18:25)...

    ศักเคียส เป็นชายที่ควรหลีกเลี่ยงเหมือนโรคระบาด เขาเป็นคนบาปที่ไม่มีทางกลับใจ ... เป็นคนชั่วที่ไม่มีใครควรเยี่ยมเยียน ... อันที่จริง ประชาชนที่เดินผ่านบ้านเขาจะเบือนหน้าหนี และถ่มน้ำลายลงบนพื้น...

เขาพยายามมองดูว่าใครคือพระเยซูเจ้า แต่ก็มองไม่เห็นเพราะมีคนมาก และเพราะเขาเป็นคนร่างเตี้ย เขาจึงวิ่งนำหน้าไป ปีนขึ้นต้นมะเดื่อเทศ เพื่อให้เห็นพระเยซูเจ้า เพราะพระองค์กำลังจะเสด็จผ่านไปทางนั้น

    คำบรรยายทั้งหมดนี้เป็นสัญลักษณ์ ศักเคียสเป็นคนร่างเตี้ย เตี้ยจนเขามองไม่เห็นพระคริสตเจ้า ... ฝูงชนที่ไม่เป็นมิตร หมายถึง ความคิดเห็นของคนทั่วไปที่เขาต้องข้ามผ่านไป เพื่อไปให้ถึงและเห็นพระคริสตเจ้า ... ต้องปีนต้นไม้ (ไม้กางเขนก็คือต้นไม้ เป็นต้นไม้ที่สร้างความประหลาดใจ) เพื่อจะเห็นพระเยซูเจ้า...

    แต่ความหมายเชิงสัญลักษณ์เหล่านี้ไม่ได้บิดเบือนความจริงทางประวัติศาสตร์ที่ระบุอย่างละเอียดนี้ ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อ – การกลับใจของ “หัวหน้าคนเก็บภาษี” – คงติดตรึงอยู่ในใจของชาวเมืองเยรีโคในสมัยของลูกา ... นอกจากนี้ รายละเอียดทั้งหมดยังดูเหมือนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้จริง...

    พระเยซูเจ้าทรงรักษาคนตาบอดที่ทางเข้าเมือง (ลก 18:35-42) คำเล่าลือถึงการรักษาครั้งนี้คงแพร่กระจายราวกับไฟไหม้ป่า ไม่น่าแปลกใจที่ศักเคียสรู้สึกว่าอยากเห็นหน้าชายที่ชื่อเยซูคนนี้ ... นอกจากนี้ เขายังถูกเหยียดหยามจากฝูงชนจนเขาอยากปีนขึ้นไปชะโงกดูบนต้นไม้มากกว่า บางทีอาจมีสายตาของทุกคนที่นั่นจับจ้องอย่างเย้ยหยัน เขาไม่สนใจจะรักษาศักดิ์ศรีของตนในฐานะหัวหน้าเจ้าหน้าที่การคลังของอาณาจักรโรมัน...

    ข้าพเจ้าพยายามวาดภาพในจิตนาการ ว่าอะไรดลใจให้ศักเคียสกล้าเผชิญกับเสียงเย้ยหยัน เขาม้วนชายเสื้อคลุมของเขา ซึ่งอาจเป็นเสื้อคลุมแบบชนชั้นกลางของสังคมยิว หรืออาจเป็นเสื้อแบบชาวโรมัน – และปีนขึ้นต้นมะเดื่อเทศเหมือนเด็กคนหนึ่ง เขาทำเช่นนี้เพราะอยากรู้อยากเห็น หรือเพราะมีแรงดึงดูดอันเร้นลับ หรือความไม่สบายใจกับวิถีชีวิตของตนเอง ... เขาใช้ชีวิตนับเหรียญ และรังควานคนทั้งเมือง ประชาชนหลบหน้าเขา และเราก็รู้ว่าทำไม เขาตามรังควานคนเหล่านี้โดยอ้างกฎหมาย ซึ่งเป็นกฎหมายของศัตรู ... แต่บัดนี้ เขาได้ยินว่าพระเยซูเจ้ากำลังเสด็จผ่านมา และพระองค์ทรงเป็นมิตรกับบุคคลที่ไม่มีใครรักลง ... ดังนั้น เพื่อจะได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้า ชายคนนี้จึงกล้าปีนต้นไม้ในวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิของปาเลสไตน์...

เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงที่นั่น ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตร และตรัสกับเขา...

    เห็นได้ชัดว่าศักเคียสเป็นฝ่ายมองก่อน ด้วยสายตาที่ลุกร้อนด้วยความปรารถนาจะเห็นพระเยซูเจ้า แต่คงจะไม่เกิดอะไรขึ้นถ้าพระเยซูเจ้าไม่ทรงเงยพระพักตร์ และทรงมองดูชายท่าทางแปลก ๆ บนต้นมะเดื่อเทศ ... ข้าพเจ้าเพ่งพินิจเหตุการณ์นี้ครู่หนึ่ง พระเยซูเจ้า และศักเคียส กำลังมองกันและกัน...

    เราคิดว่าเรากำลังแสวงหาพระเจ้า แต่ในความเป็นจริง พระเจ้าทรงแสวงหาเราก่อน – ทรงแสวงหาเรามาตลอดนิรันดรกาล พระเยซูเจ้าคงมีความสุขมากในวันนั้น อีกไม่กี่ไมล์ก็จะถึงกรุงเยรูซาเล็ม อีกไม่กี่วันก็จะถึงพระทรมานที่พระองค์ต้องยกถวายเพื่อความรอดพ้นของมวลมนุษย์ ... และในฐานะพระผู้ไถ่กู้ พระองค์กำลังจะจับปลาตัวหนึ่งที่ใหญ่ที่สุด! ความโดดเดี่ยวและการถูกทอดทิ้งบนไม้กางเขน ความเจ็บปวดทรมานทั้งหมดที่พระองค์จะต้องรับทน พระหัตถ์และพระบาทที่ต้องถูกฉีกออกจากกัน ... ทั้งหมดนี้ พระองค์ทรงมั่นใจว่าจะไม่สูญเปล่า ... ด้วยการขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์กำลังช่วยโลกให้รอดพ้น – และศักเคียส คือผลแรกที่พระองค์ทรงเด็ดจากต้นไม้นั้น...

    เพื่อนคนบาปทั้งหลาย จงกล้ามองพระเยซูเจ้าเถิด พระองค์ทรงกำลังมองท่านด้วยความรักอันอ่อนโยนของพระบิดา...

    เพื่อนคนบาปทั้งหลาย จงจ้องมองพระเนตรของพระผู้ทรงรักท่านเถิด และค้นพบว่าพระองค์ทรงให้อภัยท่าน...

“ศักเคียส รีบลงมาเถิด เพราะเราจะไปพักที่บ้านท่านวันนี้”

    พระเยซูเจ้าทรงเป็นฝ่ายริเริ่มด้วยคำพูดเหล่านี้  ศักเคียสคิดว่าเขากำลังมองหาพระเยซูเจ้า แต่ความจริง พระเยซูเจ้าทรงกำลังมองหาเขา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นราวกับว่าพระเยซูเจ้าทรงวางแผนไว้ พระองค์ทรงรู้จักเขา ... และทรงเรียกเขาด้วยชื่อของเขา ... พระเยซูเจ้าทรงเชิญพระองค์เองไปเป็นแขกของเขา ทรงเลือกบ้านของเขาในบรรดาบ้านอื่น ๆ ทุกหลัง ... พระองค์ทรงเลือกบุคคลที่ต่ำต้อยที่สุด คนที่ถูกดูหมิ่นมากที่สุด...

    นี่คือวิธีการของพระเยซูเจ้าในการร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น เพื่อจะประทานพระหรรษทานของพระองค์แก่คนเหล่านั้น เจ้าชายยอมกลายเป็นขอทานเพื่อจะให้ โดยไม่ทำร้ายจิตใจผู้รับ ... พระเยซูเจ้าทรงแสดงตนเหมือนเป็นนักเทศน์เร่ร่อนที่กำลังร้องขออาหาร และที่พักสำหรับคืนนั้น ... และพระองค์ทรงแสดงความคุ้นเคยอย่างยิ่ง “ศักเคียส รีบลงมาเถิด” ราวกับกำลังตรัสว่า “ศักเคียส เร็ว ๆ เข้า เรากำลังหิว” ... พระองค์ทรงใช้วิธีเดียวกันนี้เมื่อทรงขอน้ำดื่มจากหญิงชาวสะมาเรีย ที่ใกล้บ่อน้ำ ... เหมือนกับที่ทรงยอมให้หญิงคนบาปชโลมน้ำมันหอมให้พระองค์ในบ้านของซีโมน ชาวฟาริสี...

เขารีบลงมาต้อนรับพระองค์ด้วยความยินดี

    ความรีบร้อนของเขาที่ลงมาจากต้นไม้ สอดคล้องกับความเร่งรีบของพระเยซูเจ้า

    ความยินดีเป็นเครื่องหมายของการพบกับพระเยซูเจ้า ความยินดีแพร่กระจายเป็นทาง เริ่มตั้งแต่บทสรรเสริญของพระนางมารีย์ ผ่านความยินดีของคนเลี้ยงแกะในเบธเลเฮม ไปจนถึงความยินดีของศิษย์ที่เดินทางไปยังเอมมาอุส...

    และท่านเล่า เพื่อนคนบาปของข้าพเจ้า ท่านยินดีที่ได้สบตากับพระเยซูเจ้าหรือไม่...

ทุกคนที่เห็นต่างบ่นว่า “เขาไปพักที่บ้านคนบาป”

    พระเยซูเจ้าทรงขอให้ศิษย์ของพระองค์อย่าทำตัวเป็นที่สะดุด (ลก 17:1-3) แต่บางครั้ง พระองค์เองกลับไม่ลังเลใจเลยที่จะทำตัวเป็นที่สะดุด ด้วยทัศนคติของพระองค์ที่แตกต่างอย่างยิ่งจากความคิดของคนทั่วไปในยุคของพระองค์ – และโดยเฉพาะด้วยการแสดงน้ำพระทัยดีต่อคนบาป อย่างที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน ... พระเยซูเจ้าทรงเป็น “พระผู้ไถ่กู้” จนถึงกับทำให้ผู้อื่นตกใจ ... พระองค์ทรงให้อภัย จนถึงกับทำให้ผู้ชอบธรรมทั้งหลายสะดุดใจ...

ศักเคียสยืนขึ้นทูลพระเยซูเจ้าว่า “พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าจะยกทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่งให้แก่คนจน และถ้าข้าพเจ้าโกงสิ่งใดของใครมา ข้าพเจ้าจะคืนให้เขาสี่เท่า”

    นักบุญอัมโบรสกล่าวขณะเทศน์สอนในเมืองมิลานว่า “การเป็นคนรวยไม่ใช่บาป แต่บาปอยู่ที่การใช้ความร่ำรวยของตนในทางที่ผิด” แต่ตลอดพระวรสารของนักบุญลูกา ดูเหมือนจะบอกว่าการใช้ทรัพย์สมบัติทางโลกอย่างเหมาะสมเพียงวิธีเดียว คือ ต้องกำจัดให้หมดไป ต้องแบ่งปันให้แก่คนจน และบริจาคเป็นทาน! “จงขายทรัพย์สินของท่าน และให้ทาน” (ลก 12:33) “จงใช้เงินทองของโลกอธรรมนี้เพื่อสร้างมิตรให้ตนเอง” (ลก 16:9)...

    ศักเคียสพ่ายแพ้ต่อความรักที่ไม่เห็นแก่ตัวที่พระเยซูเจ้าทรงแสดงต่อเขา บัดนี้ เขาต้องการมอบความยินดีแบบเดียวกันนี้ให้แก่ผู้อื่นอีกทอดหนึ่ง ... ศักเคียสไม่มีความสุขกับเงินทองที่เขาสะสมไว้ แต่บัดนี้ เมื่อเขามีความยินดี เขาต้องการแจกจ่ายความยินดีนี้...

พระเยซูเจ้าตรัสว่า “วันนี้ ความรอดพ้นมาสู่บ้านนี้แล้ว เพราะคนนี้เป็นบุตรของอับราฮัม ด้วยบุตรแห่งมนุษย์มาเพื่อแสวงหา และเพื่อช่วยผู้ที่เสียไปให้รอดพ้น”

    พระเยซูเจ้าทรงพูดคุยอย่างเปิดใจกับศักเคียส ทั้งสองพูดคุยอะไรกัน ... ทั้งสองกิน และดื่มด้วยกัน อยู่ต่อหน้ากัน...

    สำหรับทุกศาสนา รวมถึงศาสนาของชาวยิว พระเจ้าทรงเป็นผู้มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ และพระวิหารของพระองค์กระตุ้นให้ประชาชนรู้สึกยำเกรง ในองค์พระเยซูเจ้า พระเจ้าเสด็จออกมาจากที่ประทับของพระองค์ และเสด็จไปพำนักในบ้านของคนบาป ... และนับแต่วันนั้นเป็นต้นมา วัดทั้งหลาย – แม้แต่อาสนวิหารอันโอฬาร – ก็เป็นเพียงบ้านอันต่ำต้อยของศักเคียส – ที่ซึ่งทั้งนักบุญ และคนบาปมาชุมนุมกันฉันพี่น้องเพื่อเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า...

    พระศาสนจักรไม่ได้มีไว้สำหรับนักบุญ แต่เพื่อ “ช่วยผู้ที่เสียไปให้รอดพ้น”...

    บัดนี้ ศักเคียส เป็นบุคคลที่เหมาะสมกับชื่อของเขาแล้ว – “ผู้บริสุทธิ์” ... ผู้ที่ได้รับกาชำระจนบริสุทธิ์แล้ว!