^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

วันอาทิตย์ที่สามสิบ เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่สามสิบ เทศกาลธรรมดา

ลูกา 18:9-14
    พระเยซูเจ้าตรัสเล่าเรื่องอุปมานี้ให้บางคนที่ภูมิใจว่าตนเป็นผู้ชอบธรรม และดูหมิ่นผู้อื่น ฟังว่า “มีชายสองคนขึ้นไปอธิษฐานภาวนาในพระวิหาร คนหนึ่งเป็นชาวฟาริสี อีกคนหนึ่งเป็นคนเก็บภาษี ชาวฟาริสีอธิษฐานภาวนาในใจว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระองค์ที่ข้าพเจ้าไม่เป็นเหมือนมนุษย์คนอื่นที่เป็นขโมย อยุติธรรม ล่วงประเวณี หรือเหมือนคนเก็บภาษีคนนี้ ข้าพเจ้าจำศีลอดอาหารสัปดาห์ละสองวัน และถวายหนึ่งในสิบของรายได้ทั้งหมดของข้าพเจ้า’ ส่วนคนเก็บภาษียืนอยู่ห่างออกไป ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ได้แต่ข้อนอก พูดว่า “ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงพระกรุณาต่อข้าพเจ้าคนบาปด้วยเถิด’ เราบอกท่านทั้งหลายว่า คนเก็บภาษีกลับไปบ้าน ได้รับความชอบธรรม แต่ชาวฟาริสีไม่ได้รับ เพราะว่าผู้ใดที่ยกตนขึ้นจะถูกกดให้ต่ำลง ผู้ใดที่ถ่อมตนลงจะได้รับการยกย่องให้สูงขึ้น”

บทรำพึงที่ 1

ข้อรำพึงที่หนึ่ง
หัวใจที่ถ่อมตน และสำนึกผิด

    อุปมาเรื่องชายสองคนในพระวิหาร เสนอคำสั่งสอนข้อที่ 4 เกี่ยวกับการภาวนา กล่าวคือ ความจองหองเป็นอุปสรรคสำหรับการภาวนาแท้ ในขณะที่ความสำนึกผิดอย่างถ่อมตนกลายเป็นคำภาวนาที่พุ่งตรงไปถึงพระหทัยของพระเจ้า เรื่องนี้ตั้งใจสอนผู้ที่ภูมิใจในคุณธรรมของตน และดูถูกคนอื่น ๆ คำพูดโอ้อวดของคนจองหองเป็นรูปแบบหนึ่งของการบูชาตนเอง ในขณะที่คำภาวนาของคนถ่อมตนแทงทะลุเมฆ

    ธรรมประเพณีของคริสตชนถือว่าชาวฟาริสีมีชื่อเสียงไม่ดี และเสนอภาพของฟาริสีว่าเป็นคนหน้าซื่อใจคด และยึดถือธรรมบัญญัติตามตัวอักษร ชื่อของเขาแปลว่า “ผู้แยกตัว (The Separated)” ซึ่งเกิดจากความต้องการรักษามรดกทางศาสนาของชาวยิวไม่ให้ปนเปื้อนวัฒนธรรมของชาวกรีก ซึ่งถูกยัดเยียดให้พวกเขา พวกเขาเชื่อว่าพระบัญญัติของพระเจ้าครอบคลุมทุกด้านของชีวิต ดังนั้น ถ้าต้องการเป็นผู้ที่สมบูรณ์ครบครัน เขาจึงต้องปฏิบัติตามรายละเอียดทุกข้ออย่างเคร่งครัด บางคนเหมือนกับชายในเรื่องอุปมานี้ ซึ่งไม่เพียงปฏิบัติตามบทบัญญัติ แต่ยังเพิ่มเติมข้อใหม่เข้าไปด้วย เขาจำศีลอดอาหารมากขึ้นเป็นพิเศษ และถวายหนึ่งในสิบของรายได้ เพราะไม่พอใจแต่เพียงการถวายส่วนที่หักออกจากผลผลิตของตน ซึ่งเป็นข้อกำหนดของธรรมบัญญัติ

    ความบกพร่องของเขาไม่ได้อยู่ที่ความกระตือรือร้นที่จะปฏิบัติตามธรรมบัญญัติ แต่อยู่ที่ความภาคภูมิใจที่เขาได้ทำเช่นนั้น และทำให้เขาคิดว่าเขามีสิทธิ์ตัดสินผู้อื่น ที่ดูเหมือนเลวกว่าเมื่อเทียบกับตัวเขา เรื่องนี้บอกรายละเอียดข้อหนึ่งที่มีนัยสำคัญ ชายคนนี้กำลังอธิษฐานภาวนากับตนเอง คำพูดของเขาดูเหมือนว่าเป็นคำพูดกับพระเจ้า แต่ในความเป็นจริง กลับวนเวียนอยู่ในเมฆหมอกแห่งการหลอกตนเอง ตรงกันข้ามกับคำภาวนาของคนเก็บภาษี ซึ่งแทงทะลุเมฆ และพุ่งตรงไปหาความเวทนาสงสารของพระเจ้า “ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงพระกรุณาต่อข้าพเจ้าคนบาปด้วยเถิด” พระเยซูเจ้าทรงรับรองกับเราว่าเขากลับไปบ้านโดยได้รับความชอบธรรม

    ความเรียบง่ายของบทภาวนาของคนเก็บภาษีเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะตัดข้อความที่ซับซ้อนออกไปจนหมด เมื่อเขาตระหนักรู้ว่าเขากำลังพบกับพระเจ้า โดยพื้นฐานแล้วการภาวนาเป็นกิจกรรมที่เรียบง่ายมาก เพราะเกี่ยวข้องแต่กับพระเจ้าและตัวเรา และการพบกันที่เกิดขึ้นระหว่างพระเจ้ากับตัวเรา แก่นของการภาวนาอยู่ที่ความสนใจที่เรามอบให้กับพระเจ้าผู้ประทับอยู่กับเราในเวลานั้น บางครั้ง เราอาจตระหนักถึงพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า ซึ่งนำวิญญาณไปสู่การสรรเสริญ บางครั้ง วิญญาณจะถูกชักนำเข้าสู่ความสนิทสนมซึ่งเกิดจากการตระหนักในความรักของพระเจ้า แต่ก็มีบางครั้งที่ประสบการณ์ที่วิญญาณได้สัมผัสกับพระเจ้า ทำให้บุคคลนั้นรู้ตัวในส่วนลึกของวิญญาณว่าตนเองเป็นคนบาปและไม่คู่ควร นี่คือความรู้สึกของคนเก็บภาษีในพระวิหาร “ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงพระกรุณาต่อข้าพเจ้าคนบาปด้วยเถิด” พระนามของพระเจ้าไม่จำเป็นต้องได้รับการปรุงแต่งด้วยคำพูดหรูหราใด ๆ นี่คือการติดต่อโดยตรงกับพระเจ้า และคำวิงวอนขอพระเมตตาของเขาก็เรียบง่ายไม่ซับซ้อนเลย สิ่งเดียวที่เขาพูดถึงตัวเองได้ก็คือ เขาเป็นคนบาป

    ประสบการณ์ของเขาคล้ายกับของซีโมนเปโตร หลังจากอัศจรรย์การจับปลาจำนวนมาก เมื่อเปโตรรับรู้ในทันใดว่ามีช่องว่างอันกว้างใหญ่คั่นอยู่ระหว่างตัวเขาและความศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้า “โปรดไปจากข้าพเจ้าเสียเถิด พระเจ้าข้า เพราะข้าพเจ้าเป็นคนบาป”

    ฟรังซิส แห่งอัสซิซี เป็นอีกคนหนึ่งที่อธิษฐานภาวนาด้วยความสำนึกผิดอย่างถ่อมตน เขาสามารถภาวนานานนับชั่วโมงด้วยบทภาวนาที่เรียบง่ายว่า “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพเจ้า พระองค์เป็นใคร และข้าพเจ้าเป็นใคร”

    ต่างจากนักบุญฟรังซิส นักบุญออกุสตินเป็นบุคคลที่ชอบใช้คำบรรยาย และได้ขยายความหมายของความไม่เหมาะสมคู่ควรของคนบาปคนหนึ่งในบทรำพึงของเขา ซึ่งเริ่มต้นว่า

    ข้าแต่พระเยซูเจ้า ขอทรงโปรดให้ข้าพเจ้ารู้จักตนเอง ให้ข้าพเจ้ารู้จักพระองค์
    และไม่ปรารถนาสิ่งใดนอกจากพระองค์ผู้เดียว
    ขอทรงโปรดให้ข้าพเจ้าชังตนเอง และรักพระองค์
    และทำทุกสิ่งเพื่อพระองค์

    ผู้ใดยกตนขึ้นจะถูกกดให้ต่ำลง แต่ผู้ใดถ่อมตนลงต่อหน้าพระเจ้า จะได้รับยกย่องให้สูงขึ้น คำภาวนาของคนบาปผู้ถ่อมตนแทงทะลุเมฆ พระเมตตาของพระเจ้าซึ่งมีอำนาจเยียวยาได้หลั่งลงมาบนตัวเขา และเขากลับบ้านโดยได้รับความชอบธรรมจากพระเจ้า

    ข้าแต่พระเจ้า พระองค์จะไม่ทรงผลักไสหัวใจที่สำนึกผิดเลย

 
ข้อรำพึงที่สอง
เรื่องที่น่าตกใจ

    ขณะที่ทรงเล่าเรื่องอุปมานี้ พระเยซูเจ้าคงจะเหมือนนักแสดงคนหนึ่งที่ใช้น้ำเสียงต่างกันตามความเหมาะสม และมีท่าทางประกอบ อุปมาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่พลิกสถานการณ์ เมื่อพระองค์ทรงยกค่านิยม หรือความประพฤติอย่างหนึ่ง ที่คนทั่วไปยกย่องว่าดี และทรงชี้ให้เห็นความบกพร่อง เรื่องประเภทนี้จำเป็นต้องทำให้ผู้ฟังตกใจ จนพวกเขาฉีกม่านแห่งความคุ้นเคยออก และมองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ข้างหลังม่านนั้น เราจะเข้าใจคุณค่าของเรื่องนี้ได้มากขึ้น ถ้าเราตระหนักว่าเรื่องนี้คงสั่นคลอนความรู้สึกของชาวฟาริสีผู้เคร่งครัด เมื่อเขาได้ยินพระเยซูเจ้าเสนอว่าคนเก็บภาษีที่เป็นคนบาป กลับเป็นผู้ชอบธรรมมากกว่าพวกเขาในสายพระเนตรของพระเจ้า

    เรื่องนี้เตือนใจมนุษย์ได้ทุกยุคสมัย เครื่องหมายที่เผยให้เห็นการหลอกตนเอง และศาสนาเทียม ยังมีอยู่ทุกวันนี้เหมือนกับในสมัยของพระเยซูเจ้า สิ่งที่น่าสนใจคือวิธีการที่ชาวฟาริสีคนนี้ภาวนาเหมือนกับพูดกับตนเอง การพูดกับตนเองเป็นอาการของความกดดัน ในใจของเขามีเจ้านายตัวเล็ก ๆ ที่คอยสั่งโน่นสั่งนี่ และขอคำอธิบายไม่ว่าเขาจะทำอะไร ฟาริสี คนนี้ถูกกดดันให้จำศีลอดอาหารเป็นพิเศษ ทำกิจการกุศลเป็นพิเศษ เพื่อให้เจ้านายผู้นี้เลิกกวนใจเขา เมื่อใดที่ท่านเห็นผู้ใดต้องการทำงานให้สมบูรณ์แบบจนเกินกำลังมนุษย์ธรรมดา ลองมองหาสิ่งที่เขาเก็บกดไว้หรือไม่ยอมรับ เมื่อใดที่บทบัญญัติปกติยังไม่เพียงพอ จนต้องคิดค้นหน้าที่พิเศษขึ้นมาให้ทำ เมื่อนั้น ท่านกำลังพบใครบางคนที่ต้องการเป็นผู้ไถ่กู้ของตนเอง เขาคนนั้นกำลังพยายามใช้ความครบครันของตนเองแลกกับพระคุณของพระเจ้า คนศักดิ์สิทธิ์แท้สนใจกับบทบัญญัติน้อยมาก แต่ให้ความสนใจมากที่สุดกับจิตวิญญาณ ความศรัทธาที่มากเกินควรมักเป็นความพยายามดิ้นให้หลุดจากสิ่งที่เขาควรทำ เพราะความรักเมตตา ความจริง และความยุติธรรมเรียกร้องให้เขาทำ

    ฟาริสีคนนี้ดีเกินกว่าจะเป็นมนุษย์จริง ๆ เจคเกล และไฮด์ เป็นเรื่องที่ตรงกับความเป็นจริงที่สุดนับตั้งแต่มีการเขียนนิยายขึ้นมา ในตัวเราแต่ละคนมีบุคลิกภาพที่ตรงกันข้ามกันซ่อนอยู่ ถ้าเราไม่เคยรู้ว่าด้านมืดของเราสามารถทำอะไรได้บ้าง จงระวังตัว! เพราะผู้ที่คิดว่าตนเองเป็นเทวดาจะตัวสั่นเหมือนปีศาจอย่างรวดเร็ว

    ในยุคหลัง ๆ นี้ หลายคนเข้ารับการอบรมเพื่อช่วยให้เข้าใจตนเองมากขึ้น คนเหล่านี้ค้นพบว่าสิ่งที่เขาทำได้ดีอาจเป็นกับดักที่ทำลายตัวเขาได้ด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าท่านสนใจเรื่องกีฬา ท่านคงสังเกตแล้วว่าชายที่มีกล้ามเป็นมัดเหล่านั้นมีปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ หรือม้าพันธุ์ดีจะมีโอกาสติดโรคมากกว่าม้าที่สมบุกสมบัน

    ชาวฟาริสีคนนี้ปฏิบัติศาสนกิจภายนอกอย่างเคร่งครัด แต่นั่นกลายเป็นกับดักที่คอยจับตัวเขา เขาเคร่งครัดมากจนคิดไปว่าเขาทำเช่นนี้ได้ด้วยตนเอง แทนที่จะคิดว่าเป็นพระหรรษทานของพระเจ้า เขาจึงพร้อมจะพ่ายแพ้การประจญให้เป็นคนจองหอง เขารู้สึกว่าตนเองดีกว่ามนุษย์ทุกคน ที่ร้ายกว่านั้น เขารู้สึกว่าตนเองมีสิทธิ์ตัดสินคนบาปผู้น่าสงสารที่ยืนอยู่ข้างหลังเขา

    ถ้าคุณธรรมของชาวฟาริสีกลายเป็นกับดักสำหรับเขา ความสำนึกผิดของคนบาปก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาพบกับพระเจ้าผ่านทางการภาวนาอย่างถ่อมตน ดังที่เช็กสเปียร์ กล่าวว่า “ความเคราะห์ร้ายมีประโยชน์ที่มีรสหอมหวาน” พระเจ้าทรงสามารถทำให้ความเป็นคนบาปของเรากลายเป็นประโยชน์ได้ พระเจ้าทรงสามารถเขียนเส้นตรงทับเส้นที่บิดเบี้ยวได้ พระองค์ทรงสามารถใช้ความอ่อนแอ และความผิดพลาดของเรา ทำลายความจองหองของเรา ทลายภาพลวงตาของเรา และกะเทาะเปลือกของการภาวนาแต่ปาก สำนึกว่าเราเป็นคนบาปจะทำให้เราไม่รีบตัดสินผู้อื่น และจะช่วยพัฒนาจิตใจของเราให้รู้จักเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น

    เรื่องอุปมาที่พระเจ้าทรงเล่านี้ต้องการทำให้เราสะดุ้ง ให้เราหลุดพ้นจากความรู้สึกพึงพอใจกับตนเอง และพลิกระเบียบแบบแผนที่เราคิดว่าถูกต้อง ในบรรดาความจองหองรูปแบบต่าง ๆ ที่เราอาจตกเป็นเหยื่อได้นั้น ความคิดว่าตนเองเคร่งครัดศรัทธาในศาสนามากกว่าผู้อื่น ถือว่าเป็นรูปแบบของความจองหองที่น่ารังเกียจที่สุด

บทรำพึงที่ 2

พระเยซูเจ้าตรัสเล่าเรื่องอุปมานี้ให้บางคนที่ภูมิใจว่าตนเป็นผู้ชอบธรรม...

    พระเยซูเจ้าทรงโปรดที่จะสั่งสอนด้วย “เรื่องอุปมา” คือใช้ภาพเปรียบเทียบ เราพบเรื่องอุปมาประมาณ 50 เรื่องในพระวรสาร ลูกาเล่าไว้ 40 เรื่อง และ 15 เรื่องเป็นเรื่องที่มีอยู่แต่ในพระวรสารของลูกาเท่านั้น

    อุปมาเรื่อง “ชาวฟาริสี และคนเก็บภาษี” เป็นหนึ่งในเรื่องที่ปรากฏในพระวรสารของลูกาเท่านั้น

    ลูกาบอกตั้งแต่แรกว่าเรื่องนี้ต้องการสื่อสารถึงใคร กล่าวคือ บุคคล “ที่ภูมิใจว่าตนเป็นผู้ชอบธรรม” เมื่อมองอย่างผิวเผิน ดูเหมือนว่าความภูมิใจนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผิด การเป็นผู้ชอบธรรมเป็นอุดมคติที่ดีมาก มนุษย์ทุกคนที่สมจะได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ควรต้องการเป็นผู้ชอบธรรม...

    คำว่า “ความชอบธรรม” ในภาษาพระคัมภีร์มีความหมายมากกว่า “ความยุติธรรม” มากกว่า “การให้เท่าที่แต่ละคนสมควรได้รับ” ... อันที่จริง ในพระคัมภีร์ “การเป็นผู้ชอบธรรม” มีความหมายไม่ต่างจาก “เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์” ... คือเป็นผู้มีคุณธรรมในทุกด้าน

    ผู้ชอบธรรมจะดำเนินชีวิตอย่างสอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้า ซึ่งเป็นอุดมการณ์ที่สูงส่งอย่างแท้จริง ประกอบด้วยความจริงใจ ความซื่อตรง พฤติกรรมที่ถูกต้อง ความศักดิ์สิทธิ์ ความครบครัน ... เราพร้อมเกินไปที่จะประณามชาวฟาริสี ราวกับว่าเขาทุกคนเป็น “คนหน้าซื่อใจคดจิตใจสกปรก” อันที่จริง คนหน้าซื่อใจคดในหมู่ชาวฟาริสีน่าจะมีสัดส่วนน้อยกว่าคนหน้าซื่อใจคดในมนุษย์กลุ่มใด ๆ ชาวฟาริสีสืบเชื้อสายมาจากกลุ่มบุคคลที่ต่อต้านอย่างจริงใจ และกล้าหาญต่อการเบียดเบียนของอันทิโอคัส เอปิฟานัส และในสมัยของพระเยซูเจ้า ชาวฟาริสีก็ยังคงเป็นกลุ่มคนที่บริสุทธิ์ และมีคุณธรรม ที่เคร่งครัดศรัทธาและอุทิศทั้งชีวิตให้พระเจ้า – พวกเขาเป็นต้นแบบของความศรัทธา การศึกษาธรรมบัญญัติ และได้รับการยกย่องและเป็นที่รักใคร่ของประชาชนทั่วไป พวกเขาจึงมีอิทธิพลต่อคนเหล่านี้มาก “ความชอบธรรม” ตามความหมายในพระคัมภีร์ หมายความรวมถึง “ความยำเกรงพระเจ้า” คือมโนธรรมอันละเอียดอ่อนที่ไม่สามารถทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคืองพระทัยแม้แต่ในเรื่องเล็กน้อย แม้ว่าจะทำได้ยากเย็นเพียงไรก็ตาม ... และ “ความรักต่อเพื่อนมนุษย์” กล่าวคือ ความตั้งใจมั่นว่าจะไม่ทำสิ่งใดที่เป็นการทำร้ายผู้อื่น...

    เมื่อเราอ่านเรื่องอุปมานี้ซึ่งต้องการพูดกับ “บางคนที่ภูมิใจว่าตนเป็นผู้ชอบธรรม” เราไม่ควรลืมความจริงข้อนี้...

    ขอให้เราระลึกด้วยว่าเคยมีผู้เรียกพระเยซูเจ้าว่า “ผู้ชอบธรรม” (ลก 23:47; มธ 27:9) หลายคนที่เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่พระวรสารเอ่ยถึงก็ได้ชื่อว่าเป็น “ผู้ชอบธรรม” (ลก 1:6, 2:25, 23:50; กจ 10:22)...

    ดังนั้น จึงต้องถามว่า อะไรคือการประจญอันแยบยลต่อ “ผู้ชอบธรรม”...

    และในทางกลับกัน อะไรคือโอกาสอันแยบยลของคนบาป หรือผู้ที่ขาดความชอบธรรม...

    ... บางคนที่ภูมิใจว่าตนเป็นผู้ชอบธรรม และดูหมิ่นผู้อื่น

    นี่คือด้านหนึ่งของชีวิตของพวกเขาที่ขาดความชอบธรรม การดูหมิ่นผู้อื่นไม่ใช่พฤติกรรมที่ดี ... เราเห็นได้ง่าย ๆ ว่าทำไมพระเยซูเจ้าจึงไม่สามารถเห็นด้วยกับจิตใจที่ดูหมิ่นผู้อื่น เพราะพระหทัยของพระองค์เองนั้นอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยความเมตตา ... พระเจ้าไม่ทรงดูหมิ่นเหยียดหยามใคร ยิ่งมนุษย์คนหนึ่งบกพร่อง หลงผิด ป่วย อัปลักษณ์ พระเจ้าก็ยิ่งรักเขา ยิ่งมนุษย์คนหนึ่งน่ารังเกียจ เขาก็ยิ่งต้องการความรักแบบให้เปล่า พระเจ้าแท้ที่พระเยซูเจ้าทรงเปิดเผยให้เรารู้จักทรงเป็นพระเจ้าของคนพเนจร คนนอกคอก คนที่ถูกประณาม คนตามชายขอบของสังคม คนที่ไม่มีใครรัก และคนที่ถูกทอดทิ้ง ... แกะที่พลัดหลงอยู่ในพุ่มหนามจะดึงดูดความสนใจของคนเลี้ยงแกะผู้เปี่ยมด้วยความรักทันที...

    “ดูหมิ่น” หรือ ... คนเลี้ยงแกะจะดูหมิ่นแกะตัวใดของตนได้หรือ...

    เป็นประสบการณ์จริงของคนทั่วไปว่าลูกที่พิการ แทนที่จะถูกดูหมิ่น กลับจะได้รับความรักจากมารดา หรือบิดามากว่าลูกที่สุขภาพสมบูรณ์ ทำไมเราจึงแปลกใจเล่า นี่คือปฏิกิริยาตามธรรมชาติไม่ใช่หรือ ... เป็นความจริงที่ดูเหมือนขัดแย้งกันในตัวว่าความรักที่ให้เปล่าและบริสุทธิ์ที่สุดจะเอื้อมไปหาผู้ที่ต้องการความรักเช่นนี้มากที่สุด และแม้ว่าบางครั้งบุคคลนั้นไม่สามารถรักตอบได้เลยก็ตาม...

    พระเจ้าทรงเป็นเช่นนี้ พระองค์ทรงเป็นความรักที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ และไม่คาดหวังจะได้รับความรักตอบ ... พระเจ้าทรงเป็นความรักอันสมบูรณ์...

มีชายสองคนขึ้นไปอธิษฐานภาวนาในพระวิหาร คนหนึ่งเป็นชาวฟาริสี อีกคนหนึ่งเป็นคนเก็บภาษี

    เช่นเดียวกับเรื่องเล่าของโลกตะวันออก คำบรรยายนี้เกินจริงจนแทบจะกลายเป็นเรื่องตลก พระเยซูเจ้าทรงเป็นนักเล่าเรื่องที่เฉลียวฉลาด เมื่อฟังเรื่องอุปมานี้ครั้งหนึ่งแล้ว ผู้ฟังจะไม่มีวันลืม...
    พระเยซูเจ้าทรงนำเสนอตัวละครสองคนที่มีลักษณะตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิง...

    ชาวฟาริสี เป็นคนศรัทธา และเป็นผู้ชอบธรรมจนไร้ที่ติ

    ส่วนคนเก็บภาษีก็เป็นสัญลักษณ์ของคนบาป และความเสื่อมศีลธรรม คนเหล่านี้ได้รับมอบหมายให้เก็บภาษี แต่เขาขูดรีดเงินจากประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และยักยอกเงินจำนวนมากไว้เอง คนเหล่านี้คือ “คนรวยสกปรก” ที่ไม่มีใครนิยม และทุกคนดูหมิ่น นอกจากนี้ เนื่องจากอาชีพของเขาทำให้เขาต้องเกี่ยวข้องกับเงินโรมัน เขาจึงทำสิ่งที่ชาวยิวถือว่าทุราจารต่อพระเจ้าอยู่ทั้งวัน เพราะบนเหรียญเงินเหล่านั้นมีรูปของจักรพรรดิ (คนต่างชาติที่ยึดครองแผ่นดินของพวกเขา) พร้อมระบุยศศักดิ์เสมอพระเจ้า (นี่คือการบูชารูปเคารพ) ... ชาวยิวทั่วไปถือว่าคนเก็บภาษีอยู่ในจำพวกเดียวกับคนชั่ว คนต่างศาสนา และโสเภณี (มธ 5:46-47, 18:17)

ชาวฟาริสียืนอธิษฐานภาวนาในใจว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระองค์ที่ข้าพเจ้าไม่เป็นเหมือนมนุษย์คนอื่นที่เป็นขโมย อยุติธรรม ล่วงประเวณี หรือเหมือนคนเก็บภาษีคนนี้ ข้าพเจ้าจำศีลอดอาหารสัปดาห์ละสองวัน และถวายหนึ่งในสิบของรายได้ทั้งหมดของข้าพเจ้า”

    ดังนั้น ชายคนนี้จึงซื่อสัตย์สุจริต และใจกว้าง เราไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะสงสัยว่าเขากำลังกล่าวเท็จ เขาทำอย่างที่เขาพูดจริง ๆ ... ธรรมบัญญัติกำหนดให้จำศีลอดอาหารเพียงหนึ่งวัน คือในวันฉลอง Yom Kippur แต่คนศรัทธาทั้งหลายสมัครใจจำศีลอดอาหารเพื่อใช้โทษบาปถึงสัปดาห์ละสองครั้ง ธรรมบัญญัติกำหนดให้เกษตรกรบริจาคหนึ่งในสิบของพืชผลที่เก็บเกี่ยวได้ให้แก่คนยากจน และให้พระวิหาร แต่มโนธรรมอันละเอียดอ่อนของฟาริสี ทำให้เขาสมัครใจจ่ายหนึ่งในสิบของทุกสิ่งที่เขาซื้อมา ซึ่งเป็นการบริจาคเป็นครั้งที่สอง (มธ 23:23)...

    นอกจากนี้ คำภาวนาของชาวฟาริสีเป็นคำภาวนาที่บริสุทธิ์ เขาไม่วิงวอนขอสิ่งใดเลย ... เขาเพียงแต่ขอบพระคุณพระเจ้า บทภาวนาของเขาเป็นการบูชาขอบพระคุณ...

    ถูกแล้ว เราต้องชมเชยบุรุษ “ผู้ชอบธรรม” คนนี้ ถ้ามีมนุษย์ชายหญิงที่ดำเนินชีวิตแบบนี้มากขึ้น สังคมจะน่าอยู่กว่านี้ จะไม่มีการลักขโมย ไม่มีความอยุติธรรม ไม่มีการคบชู้ผิดประเวณี ... ประชาชนยอมแบ่งปันสิ่งของของตนกับผู้อื่นเพราะคิดว่าทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน ... คนเหล่านี้คือคนที่ภาวนาด้วยคำสรรเสริญ และขอบพระคุณพระเจ้า...

    เราคงจะบิดเบือนความหมายของเรื่องอุปมานี้ ถ้าเราคิดว่าบุรุษ “ผู้ชอบธรรม” นี้เป็นคนหน้าซื่อใจคดที่ซ่อนพฤติกรรมของเขาอย่างมิดชิด...

    แต่ถ้าพระเยซูเจ้าไม่ทรงประณามว่าเขาเป็น “คนหน้าซื่อใจคด” พระองค์ทรงประณามเขาในเรื่องใด อะไรคือลัทธิฟาริสี...

    เมื่อมองผาด ๆ เราก็เห็นได้แล้วว่าชายคนนี้จองหอง และภูมิใจในตนเองมากเพียงไร เราสังเกตเห็นว่าเขาดูถูกผู้อื่น ซึ่งเขาเรียกทุกคนว่าคนบาป แต่ในปัจจุบัน เราไม่อาจเรียกคนกลุ่มใดว่า “ฟาริสี” ได้อีกต่อไป ไม่มีใครอยากถูกเรียกว่าฟาริสี แต่ไม่ได้เป็นข้อพิสูจน์ว่าคนประเภทนี้สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว ในสังคมสมัยใหม่ เรายังพบ “คนเก็บภาษี และคนบาป” ที่ภูมิใจในตนเองอยู่ไม่ใช่หรือ คนเหล่านี้แสดงพฤติกรรมที่ขัดต่อศีลธรรมโดยไม่ละอายใจ เขาคุยโวที่เขาตีตนออกห่างจากพระ ศาสนจักร และดูถูกคนที่มีอุดมคติ หรือพยายามปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น ... เขาภูมิใจในตนเองจนเขาดูหมิ่นชนชั้นแรงงาน เขามั่นใจว่าเขารู้ดีเกี่ยวกับสัจธรรม เขาจึงประณามบุคคลที่เขาเรียกว่า “พวกเอียงซ้าย” หรือ “พวกก่อปฏิกิริยา” ... เปล่าเลย ลัทธิฟาริสียังไม่ตาย คนเหล่านี้สวดภาวนาว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระองค์ที่ข้าพเจ้าไม่เป็นเหมือนนายจ้างที่กดค่าแรงคนงาน ... หรือเหมือนกับผู้นำสหภาพแรงงานที่มีความคิดสุดโต่ง ... หรือเหมือนกับเด็กหนุ่มคนนี้ที่มีพฤติกรรมเสื่อมทรามไปเสียทุกด้าน ... หรือเหมือนหญิงชราที่ดื้อรั้นคนนั้น ... หรือเหมือนผู้ชายใจหยาบคนนั้น...

    พระเจ้าข้า โปรดทรงปลดปล่อยเราให้พ้นจากลัทธิฟาริสี ที่ซ่อนตัวอย่างแยบยลเหล่านี้เถิด...

    พระเจ้าข้า โปรดทรงช่วยข้าพเจ้าไม่ให้คิดว่าพระวรสารนี้กำลังกล่าวถึงผู้อื่น แต่ขอให้ข้าพเจ้าตระหนักว่าข้าพเจ้าภูมิใจในตนเองมากเพียงไร และข้าพเจ้าดูหมิ่นผู้อื่นในหลาย ๆ ทางอย่างไร ... ถ้าข้าพเจ้าสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วน ข้าพเจ้าจะเห็นว่าผู้อื่นมีความสามารถมากกว่าข้าพเจ้าในด้านต่าง ๆ มากมาย...

ส่วนคนเก็บภาษียืนอยู่ห่างออกไป ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ได้แต่ข้อนอกพูดว่า “ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงพระกรุณาต่อข้าพเจ้าคนบาปด้วยเถิด”

    ตรงกันข้าม คนเก็บภาษีไม่ตัดสินผู้อื่น แต่ตัดสินตนเอง เขารู้ตัวว่าเป็นคนบาป ... เมื่ออยู่เบื้องหน้าพระเจ้า...

    เราสังเกตได้ว่าเขาไม่ได้จาระไนบาปของเขา เขาไม่ได้ “สารภาพบาป” เขาเพียงรู้สึกว่าน้ำหนักของบาปของเขากดตัวเขาให้ต่ำต้อย และเขาก็ทูลพระเจ้าเช่นนี้ ... เขาไม่ได้พึ่งพากำลังของตนเอง หรือบุญกุศลของตนเอง ... เรานึกภาพได้ว่าเขาพยายามหลายครั้งหลายหนที่จะปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น แต่เขาก็กลับไปอยู่ในสภาพเดิมทุกครั้ง...

    ถ้าเรามองเห็นตนเองใน “ตัวฟาริสี คนนี้” เราย่อมมองเห็นตนเองในตัวคนบาปผู้น่าสงสารคนนี้เช่นกัน ... คนบาปผู้ไม่เคยดำเนินชีวิตตามอุดมคติของเขาได้สำเร็จ ผู้ต้องต่อสู้ตลอดเวลากับนิสัยชั่วของเขา และอาจถึงกับอยากจะรู้สึกสิ้นหวัง...

    แต่เราสามารถสวดบทภาวนานี้ซ้ำ ๆ ไม่หยุดได้ว่า “ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงพระกรุณาต่อข้าพเจ้าคนบาปด้วยเถิด”...

เราบอกท่านทั้งหลายว่าคนเก็บภาษีกลับไปบ้าน ได้รับความชอบธรรม แต่ชาวฟาริสีไม่ได้รับ เพราะผู้ใดที่ยกตนขึ้นจะถูกกดให้ต่ำลง ผู้ใดที่ถ่อมตนลงจะได้รับการยกย่องให้สูงขึ้น”

    ประชาชนที่กำลังฟังพระเยซูเจ้าคงรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าเมื่อได้ยินประโยคนี้ แต่พระเยซูเจ้าไม่ทรงอธิบาย ... พระองค์ทรงปล่อยให้เราคิดได้เองว่าพระเจ้าไม่ทรงเป็นเหมือนอย่างที่เราเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็น...

    พระเจ้าทรงเป็นความรัก พระเจ้าทรงเป็นผู้ประทานพระพรแบบให้เปล่า พระเจ้า “ทรงเป็นทุกข์” ร่วมกับคนบาปที่เป็นทุกข์เพราะเขาเป็นคนบาป พระเจ้าทรงปรารถนาจะให้อภัย...

    แต่ไม่มีใครเติมน้ำลงในถ้วยที่เต็มแล้วได้ ชายผู้ชอบธรรม หรือควรเรียกว่าผู้ที่คิดว่าตนเองเป็นผู้ชอบธรรมนี้ จะไม่ต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้าในที่สุด ... เพราะเขาอยู่ได้ด้วยตนเองแล้ว...

    บทเรียนจากเรื่องอุปมานี้อยู่การเปลี่ยนคำว่า “ผู้ชอบธรรม” ที่ใช้ตอนต้นเรื่องให้เป็น “ได้รับความชอบธรรม” นี่คือลีลาการเขียนวรรณกรรมเซมิติก...

    ท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์ไม่สามารถเป็นผู้ชอบธรรมได้ด้วยตนเอง แต่ต้อง “ได้รับความชอบธรรม” ระหว่างที่เขาพยายามดำเนินชีวิตอย่างชอบธรรม...

    ข้าแต่พระบิดา ความชอบธรรมนี้ก็คือความยินดีที่ได้รับการอภัยจากพระองค์...

    การพิพากษาของพระองค์เป็นพระหรรษทาน – เป็นของประทานที่ได้มาเปล่า ๆ – สำหรับบุคคลที่ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองพระองค์ แต่หัวใจของเขาวิงวอนพระองค์...

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
5646
11742
40413
30444
420929
17934638
Your IP: 3.231.226.13
2020-06-03 16:56

สถานะการเยี่ยมชม

มี 55 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk