foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Catechetical Center of Bangkok

Kamson on Live

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
3123
10445
22678
57230
330048
18291472
Your IP: 18.206.238.176
2020-07-07 06:29

สถานะการเยี่ยมชม

มี 869 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

วันอาทิตย์มหาทรมาน
แห่ใบลาน


ข่าวดี    มัทธิว 21:1-11  (บทอ่านก่อนแห่ใบลาน)

(1)เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จพร้อมกับบรรดาศิษย์เข้ามาใกล้กรุงเยรูซาเล็ม และเสด็จมาที่หมู่บ้านเบทฟายีบนภูเขามะกอกเทศ พระองค์ทรงใช้ศิษย์สองคน  (2) ตรัสสั่งว่า “จงไปที่หมู่บ้านข้างหน้า แล้วท่านจะพบแม่ลาตัวหนึ่งผูกอยู่ มีลูกอยู่ด้วย จงแก้เชือกและจูงมาให้เราเถิด (3) ถ้ามีใครถาม จงตอบว่า “พระอาจารย์ต้องการใช้มัน และจะส่งกลับคืนให้ทันทีเมื่อใช้เสร็จ” (4) เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพื่อพระดำรัสที่ตรัสทางประกาศกจะได้เป็นความจริงว่า
(5)จงบอกธิดาแห่งศิโยนว่า
ดูซิ กษัตริย์ของท่านเสด็จมาพบท่าน
มีพระทัยอ่อนโยน ประทับบนแม่ลา
บนลูกลา สัตว์ใช้งาน
(6)ศิษย์ทั้งสองคนไปทำตามที่พระเยซูเจ้าทรงสั่ง  (7)เขาจูงแม่ลาและลูกลามาถวายพระองค์ ปูเสื้อคลุมของตนบนหลังลา พระองค์ประทับบนหลังลา  (8)ประชาชนจำนวนมากปูเสื้อคลุมของตนบนทางเดิน บางคนตัดกิ่งไม้มาวางตามทางเดิน  (9)ประชาชนทั้งที่เดินไปข้างหน้าและที่ตามมาข้างหลัง ต่างโห่ร้องว่า
โฮซานนาแด่โอรสของกษัตริย์ดาวิด
ขอถวายพระพรแด่ผู้มาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า
โฮซานนา ณ สวรรค์สูงสุด
(10)เมื่อพระองค์เสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มแล้ว ประชาชนทั่วทั้งเมืองต่างแตกตื่นถามว่า “ผู้นี้เป็นใครหนอ” (11) ประชาชนที่ติดตามพระเยซูเจ้าก็ตอบว่า “ผู้นี้คือพระเยซู ประกาศกจากนาซาเร็ธ แคว้นกาลิลี”

***************************


ในพระธรรมเก่า เมื่อประชาชนไม่สนใจฟังคำเตือนหรือฟังแล้วแต่ไม่พยายามเข้าใจ สิ่งที่บรรดาประกาศกนิยมปฏิบัติกันคือ เปลี่ยนจากการ “พูด” มาเป็น “ทำ” ในสิ่งที่ทุกคนสามารถเห็นและเข้าใจได้แทน
ตัวอย่างเช่น เมื่อกษัตริย์ซาโลมอนไม่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า ประกาศกอาหิยาห์ชาวชิโลห์ได้สวมเสื้อคลุมตัวใหม่ไปพบเยโรโบอัมในทุ่งนาตามลำพัง  เขาถอดเสื้อคลุมตัวนั้นออกมาฉีกเป็นสิบสองชิ้นแล้วพูดกับเยโรโบอัมว่า “ท่านจงเอาไปสิบชิ้นเถิด เพราะพระยาห์เวห์ พระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสว่า ‘เราจะฉีกอาณาจักรไปจากมือของซาโลมอนแล้วมอบให้ท่านสิบเผ่า เขาจะมีเหลือเพียงเผ่าเดียว เพราะเห็นแก่ดาวิดผู้รับใช้ของเรา และเพราะเห็นแก่กรุงเยรูซาเล็มเมืองที่เราเลือกไว้เป็นของเราจากทุกเผ่าของอิสราเอล” (1 พกษ 11:29-32)
อีกครั้งหนึ่ง เมื่อประกาศกเยเรมีย์เห็นว่าปาเลสไตน์ต้องตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของบาบิโลนอย่างแน่นอน แต่บรรดาประกาศกเทียมกลับยุว่า “พวกเจ้าจะไม่ต้องรับใช้กษัตริย์บาบิโลน”  ท่านจึงทำแอกจากไม้พร้อมสายรัดคล้องคอของท่านเอง อีกทั้งส่งแอกพร้อมสายรัดไปให้กษัตริย์แห่งเอโดม โมอับ อัมโมน ไทระ และไซดอน เพื่อเตือนให้ยอมสยบต่อกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์แห่งบาบิโลน จะได้ไม่เกิดสงคราม การกันดารอาหาร โรคระบาด หรือถึงขั้นสิ้นชาติ (ยรม 27:1-11)
เช่นเดียวกัน เมื่อตระหนักว่ามีน้อยคนที่เชื่อและยอมรับพระองค์เป็นพระเมสสิยาห์ พระเยซูเจ้าจึงตัดสินพระทัยกระทำดุจเดียวกับบรรดาประกาศกในอดีต
นั่นคือ ทรงเปลี่ยนจาก “พูด” มาเป็น “ทำ”
พระองค์เสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างสง่าและเปิดเผยในช่วงเฉลิมฉลองเทศกาลปัสกาซึ่งสำคัญที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด และมีประชาชนมาร่วมงานมากที่สุด !!
หากคำนวณจากจำนวนลูกแกะที่ถูกฆ่าเป็นเครื่องบูชาโอกาสปัสกาปีละสองแสนห้าหมื่นตัว แต่ละตัวต้องมีคนรวมกลุ่มกันกินเนื้อแกะที่ถวายแล้วอย่างน้อยสิบคนตามบทบัญญัติ ก็จะได้จำนวนประชาชนที่มาร่วมฉลองปัสกาอย่างน้อยปีละสองล้านห้าแสนคน
แสดงว่าพระองค์ทรงเลือก “กระทำ” ในโอกาสที่ประชาชนผู้มีศาสนาอยู่ในหัวใจจำนวนมากที่สุดมารวมตัวกันที่กรุงเยรูซาเล็ม
นอกจากทรงเลือกโอกาสอย่างพิถีพิถันแล้ว พระองค์ยังทรงเตรียมการอย่างรอบคอบที่สุดอีกด้วย
พระองค์ทรงส่งศิษย์สองคนไปที่หมู่บ้านซึ่งมาระโกระบุว่าคือเบธานี (มก 11:1) เพื่อพบเพื่อนของพระองค์ที่ได้ตกลงกันล่วงหน้าให้เตรียมลาพร้อมกับลูกที่ยังไม่เคยมีผู้ใดขี่มาก่อน โดยใช้รหัสลับว่า “พระอาจารย์ต้องการใช้มัน” (มธ 21:3)
ในเมื่อทรงเตรียมการล่วงหน้าอย่างพิถีพิถันเช่นนี้ พระองค์ทรงมีพระประสงค์จะสื่อสารสิ่งใดหรือ ?
1.    พระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์
ประกาศกเศคาริยาห์กล่าวทำนายถึงการเสด็จมาของกษัตริย์แห่งศิโยนไว้ว่า “ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย จงชื่นชมยินดีเหลือล้น  ธิดาแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย จงโห่ร้อง  ดูเถิด กษัตริย์ของเจ้าเสด็จมาหาเจ้า ทรงชอบธรรมและนำความรอดมา ทรงอ่อนโยนและประทับมาบนหลังลา ทรงลูกลาเสด็จมา” (ศคย 9:9)
การประทับบนหลังลูกลาเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มจึงสื่อความหมายชัดเจนว่า พระองค์ทรงเป็น “พระเมสสิยาห์” และ “กษัตริย์” ที่ประกาศกเศคาริยาห์ได้ทำนายไว้
นับว่าไม่เสียแรงเปล่าเพราะมีประชาชนจำนวนมากเข้าใจความหมายที่พระองค์ต้องการสื่อและ “ปูเสื้อคลุมของตนบนทางเดิน” (มธ 21:8) ซึ่งเป็นสิ่งที่บรรดาแม่ทัพผู้เป็นเพื่อนของเยฮูกระทำหลังจากทราบว่าพระเจ้าทรงส่งประกาศกเอลีชามาเจิมตั้งเยฮูให้เป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล (2 พกษ 9:13)
ยิ่งไปกว่านั้น “บางคนตัดกิ่งไม้มาวางตามทางเดิน” (มธ 21:8) เช่นเดียวกับชาวยิวที่ “ขับร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า โบกกิ่งปาล์ม ดีดพิณเล็กพิณใหญ่ ตีฉิ่งฉาบ” (1 มคบ 13:51) โอกาสฉลอง “ชัยชนะอันยิ่งใหญ่” ที่ซีโมน มัคคาบีสามารถยึดป้อมอาคราในกรุงเยรูซาเล็มและขับไล่ข้าศึกออกไปจากอิสราเอลได้
บางคนอาจแปลกใจว่าในเมื่อพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ แต่ไฉนจึงประทับบนหลังลาเล่า ?
ความแปลกใจนี้เกิดจากภาพพจน์ของ “ลา” ซึ่งไม่สู้ดีนักในสายตาของเรา  แต่ในปาเลสไตน์กษัตริย์ประทับบนหลังม้ายามออกศึกสงครามเท่านั้น  เมื่อบ้านเมืองสงบสุขและมีสันติพระองค์จะประทับบนหลังลา
เพราะฉะนั้น พระเยซูเจ้าจึงไม่เพียงสื่อสารว่าทรงเป็นกษัตริย์เท่านั้น แต่ยังสื่อด้วยว่าทรงเป็นกษัตริย์แห่ง “ความรักและสันติ”  ไม่ใช่กษัตริย์ซึ่งจะพิชิตโลกด้วยกองทัพและความรุนแรงตามที่ชาวยิวจำนวนมากคาดหวัง
2.    ทรงเชื้อเชิญแม้แต่ศัตรู
ก่อนจะเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม “บรรดาหัวหน้าสมณะและชาวฟาริสีได้ออกคำสั่งว่า ถ้าใครรู้ว่าพระองค์อยู่ที่ไหน ก็ให้มารายงาน เพื่อจะได้จับกุมพระองค์” (ยน 11:57)
เรียกว่าพระองค์ถูกออกหมายจับแล้ว !
แต่แทนที่จะหลบ ๆ ซ่อน ๆ เข้าเมือง  พระองค์กลับเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างสง่าผ่าเผย ชนิดสายตาทุกคู่พากันจับจ้องมาที่พระองค์
ทำไมพระองค์จึงกล้าเสี่ยงตายปานนี้ ?
คำตอบคือ พระองค์กล้าเสี่ยงเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ก็ด้วยความหวังว่าจะเชื้อเชิญบรรดาศัตรูที่จ้องกำจัดพระองค์ให้หันมายอมรับและ “เชื่อ” พระองค์
เพราะพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์แห่งความรักและสันติ
เพราะพระองค์คือพระผู้ช่วยให้รอด
ดังที่ประชาชนจำนวนมากได้ “เชื่อ” และโห่ร้องต้อนรับพระองค์ว่า “โฮซานนาแด่โอรสของกษัตริย์ดาวิด  ขอถวายพระพรแด่ผู้มาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า โฮซานนา ณ สวรรค์สูงสุด” (มธ 21:9)
“โฮซานนา” แปลว่า “โปรดช่วยให้รอดเทอญ” (สดด 118:25)
ดังนั้น “โฮซานนา ณ สวรรค์สูงสุด” จึงหมายถึง ขอให้เทวดาบนสวรรค์ชั้นสูงสุดร้องทูลพระเจ้าว่า “โปรดช่วยให้รอดด้วยเทอญ”

ในเมื่อเทวดา ณ สวรรค์ชั้นสูงสุด ยังทูลขอพระองค์ผู้ทรงเป็นโอรสของกษัตริย์ดาวิดและเสด็จมาในพระนามของพระเจ้าว่า “โปรดช่วยให้รอดด้วยเทอญ”  แล้วเราซึ่งโบกใบลานต้อนรับพระองค์ในฐานะกษัตริย์ ไม่คิดจะร้อง “โฮซานนา” บ้างดอกหรือ ?
อย่าให้วันนี้ผ่านไปโดยเรายังไม่ได้กราบทูลพระองค์จากห้วงลึกแห่งหัวใจว่า “โปรดช่วยลูกให้รอดด้วยเทอญ !”

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk