^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

ลก 24.35-48 พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์แก่บรรดาอัครสาวก คำแนะนำสุดท้ายแก่บรรดาอัครสาวก

วันอาทิตย์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

ข่าวดี    ลูกา 24:35-48
(35)ศิษย์ทั้งสองคนจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตามทางและเล่าว่าตนจำพระองค์ได้เมื่อทรงบิขนมปัง
    (36)ขณะที่บรรดาศิษย์สนทนากันอยู่นั้น พระเยซูเจ้าทรงยืนอยู่ในหมู่เขา ตรัสว่า ‘สันติสุขจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด’  (37)เขาต่างตกใจกลัว คิดว่าได้เห็นผี  (38)แต่พระองค์ตรัสว่า ‘ท่านวุ่นวายใจทำไม เพราะเหตุใดท่านจึงมีความสงสัยในใจ  (39)จงดูมือและเท้าของเราซิ เป็นเราเองจริง ๆ จงคลำตัวเราดูเถิด ผีไม่มีเนื้อ ไม่มีกระดูกอย่างที่ท่านเห็นว่าเรามี’  (40)ตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ทรงให้เขาดูพระหัตถ์และพระบาท  (41)เขายินดีและแปลกใจจนไม่อยากเชื่อ พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า ‘ท่านมีอะไรกินบ้าง’  (42)เขาถวายปลาย่างชิ้นหนึ่งแด่พระองค์  (43)พระองค์ทรงรับมาเสวยต่อหน้าเขา
    (44)หลังจากนั้นพระองค์ตรัสกับเขาว่า ‘นี่คือความหมายของถ้อยคำที่เรากล่าวไว้ขณะที่ยังอยู่กับท่าน ทุกสิ่งที่เขียนไว้เกี่ยวกับเราในธรรมบัญญัติของโมเสส บรรดาประกาศกและเพลงสดุดีจะต้องเป็นความจริง’ (45) แล้วพระองค์ทรงทำให้เขาเกิดปัญญาเข้าใจพระคัมภีร์ (46) ตรัสว่า ‘มีเขียนไว้ดังนี้ว่า พระคริสตเจ้าจะต้องรับทนทรมานและจะกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตายในวันที่สาม (47) จะต้องประกาศในพระนามของพระองค์ให้นานาชาติกลับใจเพื่อรับอภัยบาปโดยเริ่มจากกรุงเยรูซาเล็ม (48) ท่านทั้งหลายเป็นพยานถึงเรื่องทั้งหมดนี้


    บทอ่านวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของพระวรสารโดยนักบุญลูกาบทสุดท้าย ซึ่งกล่าวถึงพระคูหาว่างเปล่าและคำยืนยันของทูตสวรรค์ว่า พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว (ลก 24:1-8)  การปรากฏพระองค์แก่ศิษย์สองคนที่กำลังเดินทางไปหมู่บ้านเอมมาอุส (ลก 24:13-35)  การสำแดงพระองค์และคำแนะนำสุดท้ายแก่บรรดาอัครสาวกซึ่งเป็นเนื้อหาหลักของพระวรสารวันนี้ (ลก 24:36-49)  และท้ายสุดคือการเสด็จสู่สวรรค์ของพระองค์ (ลก 24:50-53)
    จากเนื้อหาที่ยกมา เราอาจกล่าวได้ว่าประเด็นสำคัญที่สุดที่ลูกาต้องการบอกเราในบทนี้คือ “พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพจริง” !
    ขอย้ำคำว่า “จริง” !
เพราะเริ่มมีบางลัทธิดังเช่น Gnosticism สอนว่า “วิญญาณเป็นสิ่งดี วัตถุเป็นสิ่งชั่ว” โดยไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้น
    ผลสรุปที่ตามมาคือ พระเจ้าผู้ทรงเป็นจิตล้วนจะรับเอากายเป็นมนุษย์ไม่ได้ เพราะกายเป็นวัตถุและชั่ว  พระเยซูเจ้าจึงไม่เคยมีร่างกายแบบมนุษย์จริง ๆ  แต่เป็นเพียง “เงา” คล้ายผีที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์เท่านั้น  ดังนั้นเวลาพระองค์เดินจะไม่ปรากฏรอยเท้าบนพื้น
    เมื่อพระองค์ไม่มีร่างกายแบบมนุษย์ พระองค์จึงไม่รู้สึกเจ็บปวดทรมานและไม่ได้สิ้นพระชนม์จริง ๆ
    ในเมื่อพระองค์ไม่ได้สิ้นพระชนม์จริง จะมีการกลับคืนพระชนมชีพได้อย่างไรกัน  หรือหากมีการกลับคืนพระชนมชีพจริง ๆ พระองค์ก็ยังคงเป็นเพียง “วิญญาณ” หรือ “ผี” เท่านั้น
    ผู้ที่นิยมลัทธินี้เชื่อว่าพวกเขากำลังยกย่องให้เกียรติพระเยซูเจ้าอย่างสูงสุด ว่าพระองค์ทรงเป็น “พระเจ้า” ไม่ใช่ “มนุษย์”
แต่จริง ๆ แล้วพวกเขากำลังทำลายพระองค์
    ถ้าพระองค์จะไถ่กู้มนุษย์ พระองค์ต้องเป็นมนุษย์  พระองค์จำเป็นต้องเป็นเหมือนเราเพื่อจะทำให้เราเป็นเหมือนพระองค์ !
    ลูกาจึงต้องยืนยันว่า “พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพจริง”……
    เหตุผลแรกคือ บรรดาสตรีไม่พบพระศพในพระคูหา แต่พบทูตสวรรค์สองคนพูดว่า ‘ทำไมท่านมองหาผู้เป็นในหมู่ผู้ตายเล่า พระองค์มิได้ประทับอยู่ที่นี่ พระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว จงระลึกถึงพระวาจาที่พระองค์ตรัสกับท่านขณะที่ยังประทับอยู่ในแคว้นกาลิลีว่า บุตรแห่งมนุษย์จำต้องถูกมอบในเงื้อมมือของคนบาป จะต้องถูกตรึงกางเขน และจะกลับคืนพระชนมชีพในวันที่สาม’ (ลก 24:5-7)
    เหตุผลที่สองคือ พระเยซูเจ้าทรงประทับที่โต๊ะอาหารร่วมกับศิษย์สองคนแห่งเอมมาอูส “พระองค์ทรงหยิบขนมปัง ทรงถวายพระพร ทรงบิขนมปังและยื่นให้เขา เขาก็ตาสว่างและจำพระองค์ได้” (ลก 24:30-31)
    เหตุผลที่สามคือสิ่งที่เราได้ฟังในวันนี้  นั่นคือพระองค์ทรงสำแดงพระองค์แก่บรรดาอัครสาวกซึ่งกำลังสนทนากันอยู่ใน “ห้องชั้นบน” ที่เคยใช้เลี้ยงอาหารค่ำครั้งสุดท้าย
    พวกอัครสาวกต่างตกใจกลัวคิดว่าเห็นผี จนพระเยซูเจ้าอดตำหนิไม่ได้ว่า “เพราะเหตุใดท่านจึงมีความสงสัยในใจ” พร้อมกับท้าทายพวกอัครสาวกว่า “จงดูมือและเท้าของเราซิ เป็นเราเองจริง ๆ จงคลำตัวเราดูเถิด ผีไม่มีเนื้อ ไม่มีกระดูกอย่างที่ท่านเห็นว่าเรามี”
แล้วพระองค์ทรงให้เขาดูพระหัตถ์และพระบาทจริง ๆ
เท่านั้นยังไม่พอ พระองค์ทรงรับปลาย่างชิ้นหนึ่งมาเสวยต่อหน้าพวกเขาอีกด้วย !
ทั้งหมดนี้แปลเป็นอื่นไปไม่ได้เลยนอกจากว่า พระคริสตเจ้าผู้กลับคืนพระชนมชีพไม่ใช่ผี ไม่ใช่วิญญาณ และไม่ใช่เงา แต่เป็นพระเยซูเจ้าองค์เดียวกับที่ได้สิ้นพระชนม์จริง
เพราะฉะนั้น คริสตศาสนาจึงมิได้มีพื้นฐานอยู่บนความเพ้อฝัน หรือจิตใจที่ฟั่นเฟือนของสาวกบางคน  แต่มีพื้นฐานอยู่บนบุคคลจริงในประวัติศาสตร์ที่ได้เผชิญหน้ากับความตาย ได้ต่อสู้และมีชัยชนะเหนือความตาย และได้กลับคืนพระชนมชีพจริง !
    มาถึงตรงนี้ บางคนอาจนึกตำหนิพวกอัครสาวกที่โลเล เชื่อช้า หลงคิดว่าพระองค์เป็นผี
    จริงอยู่ เราอาจตำหนิคนที่ “เชื่อช้า” ได้  แต่สำหรับเราที่ “เชื่อแล้ว” จำเป็นต้องหันกลับมาทบทวน “คุณภาพ” ความเชื่อของเราด้วย
    พวกอัครสาวกแม้จะเชื่อช้า แต่เมื่อเชื่อแล้ว พวกเขาได้ทุ่มเททั้งชีวิตและส่วนใหญ่ได้พลีชีวิตของตนเพื่อยืนยันสิ่งที่พวกเขาเชื่อ
    ส่วนพวกเรา ไม่ต้องถึงขั้นพลีชีพดอก  เอาแค่สละ “อัตตา” หรือ “ตัวกู-ของกู” ให้เหลือน้อยลงหน่อยก็พอแล้ว
    ทำไมความเชื่อของเราจึงไม่มีพลังช่วยให้เราสละตนเอง เพื่อจะได้มีชีวิตใหม่แบบพระคริสตเจ้า ?
    หรือว่าเราเชื่อพระองค์เพราะได้ยินคุณพ่อเจ้าวัดเทศน์ หรือได้ยินครูสอน โดยที่เราไม่เคยออกแรงแสวงหาจนพบพระองค์ และเชื่อด้วยประสบการณ์ของเราเองเลย ?
    ถ้าเป็นเช่นนี้ “เชื่อช้า” แต่ “เชื่อจริง” ไม่ดีกว่าหรือ ?!?
   
นอกจากประเด็นสำคัญเรื่องการกลับคืนพระชนมชีพซึ่งเป็นของจริงแล้ว พระวรสารวันนี้ยังชี้ให้เห็น “ความสำคัญของกางเขน” อีกด้วย
    พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ทุกสิ่งที่เขียนไว้เกี่ยวกับเราในธรรมบัญญัติของโมเสส บรรดาประกาศก และเพลงสดุดีจะต้องเป็นความจริง” นั่นคือ “พระคริสตเจ้าจะต้องรับทนทรมานและจะกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตายในวันที่สาม”
    ธรรมบัญญัติของโมเสสหนึ่ง คำสอนของประกาศกอีกหนึ่ง และข้อเขียนดังเช่นเพลงสดุดีอีกหนึ่ง  ทั้งสามส่วนรวมกันคือเนื้อหาของพระธรรมเก่า ซึ่งในขณะนั้นคือพระคัมภีร์ทั้งหมด
แปลว่า “พระคัมภีร์ทั้งหมด” ล้วนกล่าวถึงและตั้งตาคอย “กางเขน”
    แม้พระเยซูเจ้าเองเมื่อทรงตรัสว่า “นี่คือความหมายของถ้อยคำที่เรากล่าวไว้ขณะที่ยังอยู่กับท่าน” ย่อมแสดงว่าพระองค์ทรงสอนและทรงรอคอยเวลาแห่ง “กางเขน” ด้วยเช่นกัน
    เพราะฉะนั้น “กางเขน” จึงเป็นสิ่งที่รวมอยู่ในแผนการแห่งความรอดของพระเจ้าตั้งแต่เริ่มแรก และเป็นเครื่องหมายถึง “ความรักนิรันดร” ของพระองค์  หาใช่เกิดจากการจนมุมหรือเกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิคของพระเยซูเจ้าแต่ประการใดไม่
    เมื่อกางเขนมีความสำคัญในแผนการแห่งความรอดเช่นนี้ พระเยซูเจ้าจึงกำหนดเงื่อนไขในการติดตามพระองค์ไว้ว่า “ถ้าผู้ใดอยากติดตามเราก็จงเลิกนึกถึงตนเอง จงแบกไม้กางเขนของตนทุกวัน และติดตามเรา” (ลก 9:23)
   
ประเด็นสุดท้ายที่พระวรสารวันนี้ต้องการบอกเราคือ “ภารกิจในการประกาศข่าวดีเป็นเรื่องจำเป็นและเร่งด่วน”
    ในเมื่อพระเยซูเจ้าทรง “พิชิตความตายและบาป” ได้แล้ว  เราจะมัวอ้อยอิ่งอยู่ใน “ห้องชั้นบน” ที่ใช้จัดงานเลี้ยงไม่ได้
    พระองค์ทรงกำชับบรรดาอัครสาวกและเราทุกคนว่า “จะต้องประกาศในพระนามของพระองค์ ให้นานาชาติกลับใจเพื่อรับอภัยบาป”
    ความโศกเศร้าอันเนื่องมาจากการสิ้นพระชนม์ของพระองค์จะต้องผ่านพ้นไป  บัดนี้เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะนำ “ความยินดี” ไปสู่มนุษย์ทุกคน
    ความยินดีอันเกิดจาก “การกลับใจ” และได้รับ “การอภัยบาป”
    หรือว่าตัวเราเองยังคงจมอยู่ในความโศกเศร้า ?!

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
3943
8144
54839
44870
420929
17949064
Your IP: 18.208.132.33
2020-06-05 13:49

สถานะการเยี่ยมชม

มี 179 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk