foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Catechetical Center of Bangkok

Kamson on Live

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
9091
9125
9091
43643
330048
18277885
Your IP: 34.204.198.244
2020-07-05 23:55

สถานะการเยี่ยมชม

มี 176 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

สมโภชพระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นสวรรค์

ข่าวดี    ลูกา 24:46-53
(46)พระองค์ตรัสว่า ‘มีเขียนไว้ดังนี้ว่า พระคริสตเจ้าจะต้องรับทนทรมานและจะกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตายในวันที่สาม  (47)จะต้องประกาศในพระนามของพระองค์ให้นานาชาติกลับใจเพื่อรับอภัยบาปโดยเริ่มจากกรุงเยรูซาเล็ม  (48)ท่านทั้งหลายเป็นพยานถึงเรื่องทั้งหมดนี้
    (49)‘บัดนี้ เรากำลังจะส่งพระผู้ที่พระบิดาทรงสัญญาไว้มาเหนือท่านทั้งหลาย เพราะฉะนั้นท่านจงคอยอยู่ในกรุงจนกว่าท่านจะได้รับพระอานุภาพจากเบื้องบนปกคลุมไว้’
    (50)พระองค์ทรงนำบรรดาศิษย์ออกไปใกล้หมู่บ้านเบธานี ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นอวยพระพร  (51)และขณะที่ทรงอวยพระพรนั้น พระองค์ทรงแยกไปจากเขา และทรงถูกนำขึ้นสู่สวรรค์  (52)บรรดาศิษย์กราบนมัสการพระองค์แล้วกลับไปกรุงเยรูซาเล็มด้วยความยินดียิ่ง  (53)เขาอยู่ในพระวิหารตลอดเวลา ถวายพระพรแด่พระเจ้า


 
    มีบางคน แม้ในหมู่อัครสาวกเอง ที่ไม่เชื่อว่าพระเยซูเจ้าทรงกลับเป็นขึ้นมาจากความตาย  พวกเขาคิดว่าการแสดงพระองค์แต่ละครั้งไม่ใช่พระวรกายของพระองค์จริง แต่เป็นเพียงผีของผู้ตายปรากฏมา หรือไม่ก็เป็นเพียงความเพ้อฝันของศิษย์บางคนที่มีจิตใจฟั่นเฟือนอันเนื่องมาจากความผิดหวัง ตกใจกลัว หรือเศร้าเสียใจสุดขีดกับการสิ้นพระชนม์ของพระองค์
    พระองค์จึงแสดงพระองค์แก่พวกเขาตรัสว่า “ท่านวุ่นวายใจทำไม เพราะเหตุใดท่านจึงมีความสงสัยในใจ จงดูมือและเท้าของเราซิ เป็นเราเองจริง ๆ จงคลำตัวเราดูเถิด ผีไม่มีเนื้อ ไม่มีกระดูกอย่างที่ท่านเห็นว่าเรามี”  ตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ทรงให้พวกเขาดูพระหัตถ์และพระบาท อีกทั้งทรงรับปลาย่างมาเสวยต่อหน้าพวกเขา (ลก 24:36-43)
    พระองค์ทรงกระทำเช่นนี้เพื่อพิสูจน์ว่า พระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพจริง เพราะทรงมีพระวรกายที่จับต้องได้ และสามารถเสวยอาหารได้ด้วย !
    นอกจากพิสูจน์ด้วยการกระทำแล้ว  พระองค์ยังอ้างพระคัมภีร์ที่เราได้รับฟังในวันนี้ เพื่อสนับสนุนสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำอีกด้วย
พระองค์ตรัสว่า “มีเขียนไว้ดังนี้ว่า พระคริสตเจ้าจะต้องรับทนทรมานและจะกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตายในวันที่สาม” (ลก 24:46)
    พระองค์กำลังอ้างพระคัมภีร์เพื่อชี้ให้เห็นว่า “กางเขนเป็นสิ่งจำเป็น” !
เพราะกางเขนคือสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวถึงและเฝ้ารอคอยมาเป็นเวลานานแล้ว  กางเขนคือสิ่งที่อยู่ในแผนการของพระเจ้าตลอดมา  หาใช่เกิดจากการวางแผนผิดพลาดจนทำให้พระเยซูเจ้าต้องจนตรอกและถูกตรึงตายบนไม้กางเขนแต่ประการใดไม่
และหลังจากความตายบนไม้กางเขนผ่านพ้นไปแล้ว  อีกสิ่งหนึ่งที่อยู่ในแผนการของพระเจ้าและมีกล่าวถึงในพระคัมภีร์ด้วยเช่นกันก็คือ “การกลับคืนพระชนมชีพ” !
ทั้งหมดนี้ย่อมนำมาสู่ความจริงที่ว่า พระเยซูคริสตเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตายโดยปราศจากข้อสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้น !!!
------------------
เมื่อทรงทำให้บรรดาอัครสาวกแน่ใจใน “การกลับคืนพระชนมชีพ” จนสามารถเป็นประจักษ์พยานยืนยันได้แล้ว  สิ่งที่ตามติดมาอย่าง “เร่งด่วน” และ “ทันที” ก็คือคำสั่งที่ว่า
“จะต้องประกาศในพระนามของพระองค์ให้นานาชาติกลับใจเพื่อรับอภัยบาป” (ลก 24:47)
นี่คือ “ภารกิจ” สุดท้ายที่ทรงมอบหมายก่อนที่พระองค์จะเสด็จจากโลกนี้ไป !
    พระองค์ทรงมอบหมายให้เราออกไปหาทุกคน ทุกชาติ ทั่วโลก
    เรียกร้องให้พวกเขากลับใจ
    และหยิบยื่นการอภัยบาปให้แก่พวกเขา
นี่คือภารกิจอันยิ่งใหญ่ของพระศาสนจักรและของเราทุกคน !
วันคืนแห่งความเศร้าโศกเสียใจเพราะการสิ้นพระชนม์ได้ผ่านพ้นไปแล้ว  บัดนี้เป็นช่วงเวลาแห่งความชื่นชมยินดีอันเนื่องมาจากการกลับคืนพระชนมชีพ
เรามีหน้าที่นำความชื่นชมยินดีนี้ไปสู่มนุษย์ทุกคน !
------------------
แม้ภารกิจจะยิ่งใหญ่และเร่งด่วน แต่คุ้มค่าเสมอที่จะรอคอย “ความช่วยเหลือจากพระเจ้า” ด้วยทรงตรัสว่า “บัดนี้ เรากำลังจะส่งพระผู้ที่พระบิดาทรงสัญญาไว้มาเหนือท่านทั้งหลาย  เพราะฉะนั้นท่านจงคอยอยู่ในกรุงจนกว่าท่านจะได้รับพระอานุภาพจากเบื้องบนปกคลุมไว้” (ลก 24:49)
เห็นได้ชัดเจนว่า ไม่มีภารกิจใดที่พระเจ้าทรงเรียกร้องจากเราโดยปราศจากความช่วยเหลือจากพระองค์ !
ธุรกิจที่ขาดการเตรียมตัวอย่างดีย่อมเสี่ยงต่อความล้มเหลวฉันใด  ภารกิจที่ขาดการเตรียมตัวอย่างดีก็ย่อมเสี่ยงต่อความล้มเหลวฉันนั้น
พระเยซูเจ้าจึงตรัสสั่งให้บรรดาอัครสาวก “คอยอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม” เพื่อเตรียมตัวรับ “พระอานุภาพจากเบื้องบน” ซึ่งได้แก่พระจิตเจ้า และพวกเขาได้เตรียมตัวอย่างดีที่สุดด้วยการ “อยู่ในพระวิหารตลอดเวลา ถวายพระพรแด่พระเจ้า” (ลก 24:53)
การอยู่กับพระเจ้า คือการเตรียมตัวที่ดีที่สุด !
    น่าเสียดายที่บางคนมองว่า การปล่อยวางภารกิจและหน้าที่การงานต่าง ๆ แล้วใช้เวลา อยู่กับพระเจ้า เป็นการเสียเวลา
อันที่จริง การอยู่กับพระเจ้าไม่ใช่การเสียเวลา  แต่เป็นการเตรียมตัวเพื่อรับความช่วยเหลือ ความสว่าง และพละกำลังจากพระองค์ ซึ่งจะช่วยให้เราทำหน้าที่และบรรลุภารกิจได้อย่างสมบูรณ์ชนิดที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า “เราจะทำได้” !
------------------
ที่สุด นาทีสุดท้ายของพระองค์ในโลกนี้ก็มาถึงด้วยความชื่นชมยินดีอย่างยิ่ง เมื่อทรงนำบรรดาศิษย์ออกไปใกล้หมู่บ้านเบธานี ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นอวยพระพร และขณะที่ทรงอวยพระพรนั้น “พระองค์ทรงแยกไปจากเขา และทรงถูกนำขึ้นสู่สวรรค์” (ลก 24:50-51)
ไม่มีผู้ใดเห็น และไม่มีผู้ใดรู้ว่าพระองค์เสด็จสู่สวรรค์อย่างไร ?
ทุกวันนี้ การเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระองค์ยังคงเป็นธรรมล้ำลึก เพราะเหตุการณ์นี้ยิ่งใหญ่เกินกว่าคำพูดตามประสามนุษย์จะอธิบายหรือพรรณนาได้
แต่การเสด็จขึ้นสวรรค์อย่างไรนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ  เพราะสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเราคือ “พระองค์เสด็จขึ้นสวรรค์จริง”
บางคนอาจสงสัยว่า “ทำไมพระองค์ไม่ประทับอยู่กับเรามนุษย์ในโลกนี้ตลอดไป ?”
จริงอยู่พระองค์สามารถทำเช่นนั้นได้อย่างแน่นอน  แต่อะไรจะเกิดขึ้น ?
หากพระองค์ประทับอยู่ในโลกนี้แล้วแสดงพระองค์แก่บรรดาศิษย์ต่อไปเรื่อย ๆ  ความตื่นเต้นยินดีจะไม่กลายเป็นความเคยชิน แล้วเป็นความเย็นเฉย และในที่สุดความเชื่อของเราจะไม่พลอยพังทลายไปดอกหรือ ?
จึงจำเป็นต้องมีเส้นแบ่งระหว่าง “พระเยซูเจ้าบนโลกนี้” กับ “พระคริสตเจ้าบนสวรรค์” !
นี่คือเหตุผลตามประสามนุษย์ที่พระองค์ “ถูกนำขึ้นสู่สวรรค์” !
อย่างไรก็ตาม การเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระเยซูเจ้า ที่เราร่วมใจกันสมโภชในวันนี้ มีความหมายสำคัญยิ่งสำหรับเราทุกคน เหตุว่า
    1.    เป็นการสิ้นสุดของพระเยซูเจ้าบนโลกนี้  วันเวลาที่บรรดาอัครสาวกเชื่อและแอบอิงอยู่กับพระเยซูเจ้าที่ทรงมีเลือดและเนื้อเหมือนเราได้สิ้นสุดลงแล้ว
         นับจากนี้ไป เราเชื่อและอิงแอบแนบแน่นอยู่กับพระองค์ซึ่งไม่ขึ้นกับ “เวลา” และ “สถานที่” อีกต่อไป
    2.    เป็นการเริ่มต้นความชื่นชมยินดี  วันเวลาแห่งความหวาดกลัว การหลบซ่อน และฝันสลายได้ผ่านพ้นไปแล้ว
         เพราะหลังจากพระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นสวรรค์ “บรรดาศิษย์กราบนมัสการพระองค์แล้วกลับไปกรุงเยรูซาเล็มด้วยความยินดียิ่ง” (ลก 24:52)
         ความ “ยินดียิ่ง” นี้เกิดจากความตระหนักว่า นับจากนี้ไป ไม่มีอะไรภายใต้โลกหล้านี้อีกแล้วที่สามารถ “แยกเราไปจากพระองค์” ผู้ทรงเป็นเจ้านายที่รักได้  ดังที่นักบุญเปาโลกล่าวไว้ว่า “ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าความตายหรือชีวิต ไม่ว่าทูตสวรรค์หรือผู้มีอำนาจปกครอง ... ไม่มีสรรพสิ่งใด ๆ  จะพรากเราได้จากความรักของพระเจ้า ซึ่งปรากฏในพระคริสตเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (รม 8:38-39)
    3.    เป็นหลักประกันแห่งความมั่นใจ  พระเยซูเจ้าที่บรรดาอัครสาวกเคยติดสอยห้อยตามและรับใช้ บัดนี้ พระองค์ทรงประทับอยู่บนสวรรค์
        ช่างก่อให้เกิดความมั่นใจเพียงใดที่เรามี “เจ้านาย” ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในโลกใบนี้เท่านั้น แต่ยังทรงประทับอยู่บนสวรรค์อีกด้วย
        เจ้านายที่เฝ้ารอเราอยู่บนสวรรค์ก็คือ พระเยซูเจ้าองค์เดียวกันกับที่ทรงรักและทรงเมตตาต่อมวลมนุษย์เมื่อสองพันปีก่อน !
        ความตายจึงไม่ใช่การเดินทางไปสู่โลกแห่งความมืดมิดและน่ากลัวอีกต่อไป
        แต่เป็นการเดินทางไปหา “พระองค์”.....
             หากเราเลือกเดินตามหนทางของพระองค์ตั้งแต่วันนี้ !!

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk