foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2019

IMG resize 2019

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

เอกสารฉลอง 350 ปี

350

พระวาจาประจำวัน

word of God 2

เว็บไซต์คาทอลิก

bkk


sathukarnlogo


haab


becthailand


santikham


pope report-francis


bannerpope


cc_link2011


0002


thaicatholicbible


mass


bnbec


facebook

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
11878
24600
64008
184055
512389
15007233
Your IP: 35.172.217.40
2019-12-11 19:37

สถานะการเยี่ยมชม

มี 113 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

พระตรีเอกภาพ (The Trinity)
ธรรมล้ำลึกของพระเจ้าองค์เดียวในสามพระบุคคล
คือท่อธารของการเป็นหนึ่งเดียวและความสนิทสัมพันธ์ทั้งหลาย

holy trinity-1    สัญลักษณ์ที่เด่นชัดที่สุดของคริสต์ศาสนาก็คือพระตรีเอกภาพ ทั้งในแง่นามธรรมและเครื่องหมายแสดงทางคณิตศาสตร์ พระตรีเอกภาพหมายถึงการเป็นหนึ่งเดียวของทั้งสามพระบุคคล คือ พระบิดา พระบุตร และพระจิต ในรูปแบบของ สามเป็นหนึ่ง จากคำๆนี้ก็เกิดการเท่าเทียมที่เป็นทั้ง พระธรรมล้ำลึกและที่ไม่อาจจะเข้าใจได้ ของ 3=1 และ 1=3 แม้จะมีลักษณะเฉพาะตัว พระเจ้าก็ทรงเป็นสามพระบุคคลที่ไม่แยกจากกัน เป็นข้อเสนอที่ไม่ต้องพิสูจน์ที่ไม่อาจอธิบายได้นี้ อันเป็นการเริ่มต้นและการสิ้นสุดของทุกสิ่งก็ไม่ได้อธิบายอะไรเลย และเรื่องของสามเป็นหนึ่งเดียวอย่างที่สุดนี้สัมผัสเรา

    พระตรีเอกภาพที่เป็นนามธรรมนี้ได้รับการอธิบายแบบที่มองเห็นได้ด้วยสัญลักษณ์ทางเรขาคณิตที่เป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า ซึ่งมักจะอยู่เหนือพระแท่น ศิลปะแบบบารอค ทั้งสามมุมและทั้งสามด้านเท่ากันแต่รวมเป็นแผ่นเดียว มีดวงตาอยู่ตรงกลางซึ่งหมายความว่าพระเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็นทุกสิ่ง – แต่ว่าตาดวงเดียวนี้มีพลัง ไม่ส่งเสริมให้คิดถึงสายตาแห่งความรักเลยแต่กลับชวนให้คิดถึงมโนธรรมที่หวาดกลัวซึ่งมีอยู่ในกาอินตามความคิดของวิกเตอร์ ฮิวโก
    คำว่า “ตรีเอกภาพ” ทำให้เราพูดถึงพระเจ้าองค์เดียวในสามพระเจ้า (Beings) ตามคำสอนของทั้งสามศาสนาที่เชื่อถึงลัทธิเอกเทวนิยม (monotheism เอกเทวนิยม) อันได้แก่ศาสนายิว คริสตศาสนาและศาสนาอิสลามนั้นพระเจ้าต้องเป็นองค์เดียว เหตุว่าถ้ามีมากกว่าองค์เดียวก็จะเป็นเครื่องหมายแสดงถึงการขาดคุณสมบัติหรือความอ่อนแอ ถ้ามีพระเจ้าหลายองค์ก็จะมาลงเอยที่การเป็นปรปักษ์กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังที่ได้ปรากฏชัดแล้วในเทพนิยายของชาวกรีกและชาวโรมัน เนื่องจากคริสต์ศาสนาได้รับมรดกความคิดเรื่องการนับถือพระเจ้าองค์เดียวจากศาสนายิวจึงคิดว่าพระเจ้าองค์เดียว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าประทับอยู่โดดเดี่ยว สิ่งแรกและที่สำคัญที่สุดก็คือความรักที่ทรงมอยู่ภายในพระองค์และแผ่สู่สิ่งสร้างทั้งหมดของพระองค์ธรรมล้ำลึกของพระเจ้าก็คือธรรมล้ำลึกแห่งความรักซึ่งกันและกัน แห่งการสร้าง ประสบการณ์ชีวิตประจำวันของเราทำให้เราเข้าใจง่ายขึ้นว่าพ่อเป็นใคร ลูกเป็นใคร ตลอดจนลมหายใจแห่งความรักด้วย ในฐานะที่พระเจ้าทรงเป็นบ่อเกิดของทุกสิ่ง พระองค์มิได้ทรงกักพระองค์ท่านเองไว้ภายใน ในเวลาเดียวกันทรงเป็นพระบิดาที่เต็มไปด้วยความรัก อ่อนโยน พระบุตรทรงเป็นแก้วตาของพระองค์และพระจิตเจ้าแห่งความรักซึ่งทรงเป็นผู้เชื่อมโยงระหว่างสามพระบุคคล
    พันธสัญญาเดิมซึ่งทั้งชาวยิวและคริสตชนบูชาเป็นพระวาจาของพระเจ้านั้นได้เผยแสดงให้เห็นถึงความเป็นบิดาที่มีเทวภาพอยู่แล้ว ท่านประกาศกโฮเชยากล่าวถ้อยคำที่น่าทึ่งเหล่านี้ว่า “เราสอนให้อิสราเอลเดินได้” อุ้มเขาไว้ในอ้อมแขนแสนสุขี แต่เขาไม่ยอมรับรู้อยู่เช่นนี้ เราหวังดีดูแลเขาเฝ้าห่วงใย เราโอบเขาด้วยรักประจักษ์จิต อุ้มเขาชิดแนบแก้มแย้มยิ้มให้ เราเลี้ยงดูแลเขาอย่างเอาใจ อยู่ชิดใกล้เคียงกันมั่นรักจริง” (ฮชย.11:3-4) ท่านประกาศกอิสยาห์ยังได้เสริมอีกว่าความรักฉันบิดานี้ยังรวมเอาความอ่อนโยนของมารดาเข้าอีกด้วย “แม่ทั่วหน้าลืมลูกได้อย่างไรเล่า เขาไม่รักบุตรแนบชิดสนิทเนา ที่ตนคลอดมานั้นหรือฉันใด ถึงแม้ว่าแม่ลืมลูกเคยผูกจิต กลับครวญคิดแปรผันหันหนีได้ แต่ตัวเราพระเจ้าเฝ้าใส่ใจ เราจะไม่ลืมเจ้าเนานิจกาล” (อสย.49:15) พระเอกบุตรของพระองค์เสด็จมาเพื่อเผยแสดงว่า พระบิดานั้นเต็มไปด้วยความรักอ่อนโยน ซึ่งความรักนิรันดร์ของพระองค์นั้นจะเห็นได้ทั่วไปในพระธรรมใหม่(๑) แรกสุดกับพระแม่มารีย์ซึ่งจะทรงเป็นพระมารดาของพระผู้ไถ่ ที่ซึ่งอัครทูตสวรรค์คาเบรียลได้เผยแสดงพระธรรมล้ำลึกของพระเจ้าเดียวในสามพระบุคคล การปฏิสนธินิรมลของพระบุตรผู้ทรงสรรพานุภาพเป็นงานของพระบุคคลที่สามในพระตรีเอกภาพคือพระจิตเจ้าแห่งความรัก ดังนั้น เหตุการณ์ที่อัครทูตสวรรค์คาเบรียลมาแจ้งสารแก่พระนางมารีย์ได้เผยแสดงถึงกับพระตรีเอกภาพแห่งความรัก (๒)
    พระวรสารตามคำเล่าของนักบุญยอห์นอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพระคริสต์กับพระบิดา ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกัน ตามแผนการของพระเจ้านั้นเราควรมีส่วนร่วมกับพระจิตเจ้าในการเป็นหนึ่งเดียวระหว่างพระบิดาและพระบุตร (๓) เพราะเหตุนี้เองที่จดหมายของนักบุญเปาโลจึงเต็มไปด้วยความคิดเกี่ยวกับพระตรีเอกภาพ ดังตัวอย่างของการทักทายต่อไปนี้ “ขอพระหรรษทานของพระเยซูคริสต์องค์ พระผู้เป็นเจ้า ขอความรักของพระเจ้าและความสนิทสัมพันธ์ของพระจิตเจ้า สถิตอยู่กับทุกท่านเทอญ” (2คร.13:13)
    ชาวเราได้รับการล้างในความรักที่รวมสามพระบุคคลให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ศีลศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกประกอบในพระนามของพระบิดา พระบุตรและพระจิต นั้นต่างได้รับการยอมรับโดยคริสต์ศาสนาทั้งสามนิกาย (คาทอลิก ออร์ธอดอกซ์และโปรเตสแตนท์) ความรักหรือมิตรภาพนั้นเป็นอารมณ์ที่เราทำให้มีเอกภาพแบบถาวรกับคนอื่น แต่ละคนยังไม่หลอมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างเต็มที่ ในฐานะที่พระตรีเอกภาพทรงเป็นผู้นำเราเข้าสู่ความรักของพระเจ้า พระตรีเอกภาพทรงเสนออย่างที่สมบูรณ์ที่สุดของการรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแก่เราเพราะว่าทั้งสามพระบุคคลทรงเป็นสาระเดียวกัน แต่มีข้อแตกต่างกัน
    มีตัวอย่างมากมายเกี่ยวกับพระตรีเอกภาพในศิลปะแบบคริสต์ ในทางตรงกันข้ามชาวยิวกับชาวมุสลิม ในความเคารพอย่างสูงสุดของพวกเขา ปฏิเสธที่จะบรรยายถึงพระเจ้า – นี่เป็นความหมายของพระบัญญัติที่พระยาเวห์ทรงประทานแก่โมเสสบนภูเขาซีนาย (๔) – ส่วนชาวคาทอลิกและออร์ธอดอกซ์ คริสตชนคิดว่าเป็นการถูกต้องที่จะสร้างภาพลักษณ์ของพระเจ้า เนื่องด้วยธรรมล้ำลึกแห่งการมาบังเกิดรับธรรมชาติมนุษย์ เนื่องจากพระบุคคลองค์หนึ่งในพระตรีเอกภาพทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ จึงบรรยายถึงพระองค์เป็นมนุษย์ในภาพวาดหรือรูปแกะสลัก ตัวอย่างง่ายๆแบบนี้ได้ปรากฏแล้วในคริสตศาสนา ระยะแรก เช่นเดียวกันได้มีบรรยายถึงพระจิตเจ้า ซึ่งทรงแสดงองค์ในรูปแบบของนกพิราบด้วย ไม่มีใครเคยเห็นพระบิดา ซึ่งทรงเป็น “ต้นกำเนิด” ของพระเจ้า
    ภาพแสดงพระตรีเอกภาพที่ดึกดำบรรพ์ที่สุด เห็นจะได้แก่ภาพของการรับพิธีล้างของพระคริสต์ “เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นจากน้ำ ทันใดนั้นก็ทรงเห็นท้องฟ้าถูกแหวกออกและพระจิตเจ้าเสด็จลงมาเหนือพระองค์ดุจรูปนกพิราบและมีเสียงจากฟากฟ้ากล่าวว่า “เจ้าเป็นบุตรสุดที่รักของเราเป็นที่โปรดปรานของเรา” (มก 1:10-12)
ภาพที่สืบทอดมาจากดึกดำบรรพ์ คือรูปพระหัตถ์ของพระบิดาออกจากก้อนเมฆเพื่อ ชี้ถึงพระบุตร ซึ่งทรงมีรูปนกพิราบสัญลักษณ์พระจิตเจ้าอยู่เหนือพระบุตร
    ต่อมาอีกนานจึงได้มีการวาดรูปชายผู้สูงอายุที่มีผมดกและหนวดเครายาว บางรูปก็สวมมงกุฏด้วย เป็นพระบิดาที่ทรงช่วยยกกางเขนซึ่งพระบุตรของพระองค์สิ้นพระชนม์ ในขณะที่นกพิราบบินอยู่เหนือพระเศียรทั้งสอง
    เหตุการณ์หนึ่งในเรื่องราวของอับราฮัม นับตั้งแต่พระศาสนจักรเริ่มแรกแล้ว ที่บ่อยครั้งใช้เป็นการบ่งบอกถึงธรรมล้ำลึกแห่งพระตรีเอกภาพ อันได้แก่ ภาพที่ทูตสวรรค์สามท่านมาเยี่ยมอับราฮัม ซึ่งตามความในพระคัมภีร์นั้นบางครั้งก็เป็นเอกพจน์บางครั้งก็เป็นพหูพจน์ (ปฐก 1:1-15) ตามธรรมเนียมของคริสต์ศาสนามักจะคิดว่าเป็นการวาดภาพถึง เรื่องพระตรีเอกภาพ ตั้งแต่ศตวรรษที่ห้ามาแล้วจะพบภาพหินประดับ (Mosaics) ในพระวิหารพระแม่มารีย์ที่กรุงโรม (Santa Maria Maggiore) ซึ่งถูกสร้างขึ้นตาม พระบัญชาของพระสันตะปาปาซิกตุสที่ 3 และยังพบเห็นที่ราเวนนา (Ravenna) อีกด้วย รูปวาดไอคอน เกี่ยวกับพระตรีเอกภาพที่มีชื่อเสียงของฤาษีอันไดร รูแบลฟ์เป็นที่คุ้นเคยกัน แต่ความจริงแล้วเป็นภาพของทูตสวรรค์สามองค์ที่มาเยี่ยมอับราฮัม ท่านทั้งสามนั่งเป็นวงกลมเพื่อแสดงออกถึงความรักที่ทรงมีต่อกันและในตรงกลางวงกลมนี้มีลูกแกะตัวหนึ่งนอนอยู่ตรงกลางโต๊ะ-แท่นที่พวกท่านนั่งล้อมวงอยู่ พวกเราก็สามารถที่จะเข้าไปอยู่ในวงแห่งความรักนี้ได้โดยร่วมในการถวายมิสซาบูชาขอบพระคุณ ซึ่งบันดาลให้เราเข้าถึงความรักอันสูงส่งที่แสดงออกโดยพระคริสต์พระผู้ไถ่บนกางเขน
    ความจริงแล้ว บทภาวนาในพิธีมิสซา จบด้วยข้อความเกี่ยวกับพระตรีเอกภาพซึ่งเผยแสดงถึงความหมายทั้งหมดของธรรมล้ำลึกในศาสนาคริสต์ว่า “อาศัยพระคริสตเจ้า พร้อมกับพระคริสตเจ้าและในพระคริสตเจ้า ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงสรรพานุภาพ พระองค์ทรงพระสิริรุ่งโรจน์กับพระจิตตลอดนิรันดร” ทุกคนตอบรับพร้อมกันว่า “อาแมน” (ภาษาฮีบรู แปลว่า จริง แน่นอน)


(๑)    “ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้าเลย พระบุตรเพียงพระองค์เดียว ผู้สถิตอยู่ในพระอุระของพระบิดานั้น ได้ทรงเปิดเผยให้เราทราบ” (ยน.1:18)
(๒)    “พระจิตจะเสด็จมาเหนือท่านและพระอานุภาพของพระเจ้าสูงสุดจะแผ่เงาปกคลุมท่าน เพราะฉะนั้นบุตรที่เกิดมาจะเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ และจะรับพระนามว่า พระบุตรของพระเจ้า” (ลก.1:35)
(๓)    ยน.17:20-21 (loc.cit)
(๔)    “เจ้าไม่ต้องทำรูปเคารพไว้สำหรับตัวไม่ว่าจะเป็นรูปคนหรือรูปสัตว์ที่อยู่ในท้องฟ้าหรือในโลก....” (อพย.20:4)