
ชิฟราห์ (Shiphrah)
อ้างอิงจากพระคัมภีร์: อพยพ 1:15-22
คุณธรรมอันโดดเด่น: ความเมตตา
แนวคิดสู่การเป็นวีรสตรี: "ผู้มีใจเมตตา ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับพระเมตตา" (มัทธิว 5:7)
ทางเลือกที่เปี่ยมด้วยความเมตตา
ทุก ๆ วัน ชิฟราห์จะยุ่งอยู่กับการช่วยทำคลอดทารก ใคร ๆ ต่างก็เรียกเธอว่า หญิงทำคลอด เธอรู้ดีว่าต้องทำอย่างไรเพื่อช่วยเหลือคุณแม่มือใหม่ และเธอก็ทำงานนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม ที่สำคัญคือ ชิฟราห์เป็นคนที่รักเด็กมาก
พระเจ้าประทานพรสวรรค์ให้เธอปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่นับจากนี้ เธอจะกลายเป็นวีรสตรีแห่งความเมตตา
เธอได้เฝ้ามองเด็ก ๆ หลายคนที่เคยเห็นมาตั้งแต่ยังเป็นทารก เติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มหญิงสาวที่แข็งแรง เธอรักงานส่วนนี้มากที่สุด พระเจ้ากำลังทรงทำให้ลูกหลานของอับราฮัมทวีจำนวนมากขึ้นในทุก ๆ วัน และชิฟราห์ก็ได้รับเลือกให้มาช่วยงานนี้ นั่นจึงทำให้เธอมีงานล้นมืออยู่ตลอดเวลา
กษัตริย์แห่งอียิปต์ไม่พอพระทัยเลยที่เห็นลูกหลานของอับราฮัมมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการมีเด็กผู้ชายมากเกินไป อาจหมายถึงการมีชายฉกรรจ์ที่แข็งแกร่งจำนวนมากในอนาคต ซึ่งพวกเขาอาจลุกขึ้นมาต่อสู้กับพระองค์ หรืออาจปฏิเสธที่จะเป็นทาสอีกต่อไป ดังนั้น เขาจึงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดยั้งเรื่องนี้
ในเวลานั้น ลูกหลานของอับราฮัมอาศัยอยู่ในอียิปต์ แต่ที่นั่นไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา กษัตริย์แห่งอียิปต์ได้บังคับให้พวกเขาเป็นทาส ทั้ง ๆ ที่ในอดีต พระเจ้าทรงใช้โยเซฟ บรรพบุรุษของพวกเขา ช่วยปกป้องอียิปต์ให้รอดพ้นจากภัยแล้ง หากพระเจ้าไม่ทรงใช้โยเซฟมาช่วยให้คำแนะนำแก่ฟาโรห์ว่าควรทำอย่างไร อียิปต์ก็คงไม่สามารถรอดพ้นจากวิกฤตครั้งนั้นมาได้เลย
กษัตริย์ตรัสกับชิฟราห์และหญิงทำคลอดคนอื่นๆ ว่า "เรารู้ว่าพวกเจ้าคอยช่วยทำคลอดให้ผู้หญิงลูกหลานของอับราฮัม และพวกเจ้าก็อยู่ในตอนที่เด็กๆ ลืมตาดูโลก ดังนั้น พวกเจ้าจึงเป็นคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะช่วยเรา นี่คือคำสั่งที่พวกเจ้าต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด... “ถ้าเป็นชาย จงฆ่าเสีย ถ้าเป็นหญิงจงปล่อยให้รอดชีวิต"
ชิฟราห์รักและเชื่อฟังพระเจ้า เธอจึงไม่ปฏิบัติตามกฎอันโหดร้ายของกษัตริย์
กษัตริย์ทรงคาดหวังจะได้ยินว่าบุตรหลานของอับราฮัมจะโศกเศร้าเพียงใดเมื่อไม่มีเด็กผู้ชายเกิดมาเลย แต่กษัตริย์กลับไม่ได้ยินความเศร้าโศกหรือเห็นความทุกข์ใจใด ๆ จากพวกเขาเลย แถมตอนแรกทรงคิดว่าจำนวนคนจะลดลง แต่บุตรหลานของอับราฮัมกลับยังคงทวีจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ และกษัตริย์ยังเห็นเด็กผู้ชายบุตรหลานของอับราฮัมอีกด้วย เหตุใดชิฟราห์และหญิงทำคลอดคนอื่น ๆ จึงไม่ยอมฆ่าเด็กผู้ชายเหล่านั้น กษัตริย์จึงโกรธมาก
แต่พระเจ้าทรงพอพระทัยในตัวชิฟราห์และหญิงทำคลอดคนอื่นๆ เพราะพวกนางมีใจเมตตาต่อทารกเพศชาย
ความเมตตาของชิฟราห์ทำให้โมเสสได้เกิดมา และต่อมาพระเจ้าทรงเลือกใช้โมเสสให้นำลูกหลานของอับราฮัมออกจากอียิปต์ ไปสู่ดินแดนใหม่ที่พระองค์จะประทานให้แก่พวกเขา
พระเจ้าโปรดปรานชิฟราห์ ด้วยการประทานครอบครัวให้แก่เธอ ความเมตตาของเธอได้รับการตอบแทน ในไม่ช้า ผู้คนก็จะได้อพยพออกจากอียิปต์และพ้นจากปกครองอันชั่วร้ายของกษัตริย์
พระเจ้าทรงปรารถนาให้เราแสดงให้คนอื่นเห็นว่าความเมตตานั้นเป็นอย่างไร ความเมตตาคือการปฏิเสธที่จะลงโทษใครสักคนในสิ่งที่เขาทำลงไป ทั้งที่จริงๆ แล้วเรามีอำนาจที่จะทำได้ เช่นเดียวกับที่ฟาโรห์เคยสั่งให้ชิฟราห์ฆ่าทารกเพศชาย แต่ชิฟราห์มีใจเมตตาและเลือกที่จะไว้ชีวิตเด็กๆ เหล่านั้น
เราแสดงความเมตตาเมื่อเรารู้จักให้อภัยผู้อื่น เราแสดงความเมตตาเมื่อเรารักคนที่อาจจะรักได้ยาก และเราแสดงความเมตตาเมื่อเราทำดีกับคนที่ไม่สมควรจะได้รับมัน
พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยความเมตตาเสมอมา พระองค์ทรงรักเราเสมอ และทรงพร้อมที่จะให้อภัยเรา
ความเมตตาทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด แต่ทุกคนต่างแอบหวังลึก ๆ ว่าจะได้รับ มันคือหนึ่งในวิธีที่เราจะแสดงความรักต่อผู้อื่น และเป็นวิธีหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงห่วงใย ความเมตตาคือสิ่งที่ทุกคนต้องการ และเป็นสิ่งที่คุณเองก็มอบให้ได้ มาร่วมเป็นวีรบุรุษด้วยการแสดงความเมตตากันเถอะ
บทเรียนจากวีรสตรี
ชิฟราห์รู้ดีว่าพระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยความเมตตา เธอจึงตัดสินใจที่จะส่งต่อความเมตตานั้นไปยังผู้อื่น
1. ระหว่างการเชื่อฟังพระเจ้ากับการเชื่อฟังฟาโรห์ สิ่งไหนทำได้ง่ายกว่ากัน
2. ทำไมความเมตตาจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์เราทุกคนล้วนต้องการ
3. คุณจะแสดงความเมตตาต่อผู้อื่นได้อย่างไรบ้าง
ข้อคิดสะกิดใจ
เราควรมีใจเมตตากรุณา เพราะพระเจ้าทรงเมตตาเราก่อน และเราแสดงความเมตตาต่อผู้อื่นได้ ก็เพราะพระเจ้าทรงให้อภัยเราแล้วเช่นกัน