foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Catechetical Center of Bangkok

Kamson on Live

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
2661
9629
41974
76526
330048
18310768
Your IP: 3.228.21.204
2020-07-09 04:50

สถานะการเยี่ยมชม

มี 86 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

4. การนำพระวรสารเข้าสู่วัฒนธรรม
    อีกประการหนึ่งในการไตร่ตรองของเรา เกี่ยวข้องกับการนำพระวรสารเข้าสู่วัฒนธรรม ในขอบเขตของการประกาศพระวรสารและการสอนคำสอน
    “พระวจนาถทรงรับสภาพมนุษย์  เป็นคนจริงๆ คนหนึ่ง  ในเวลา สถานที่ และทรงรับพื้นฐานจากวัฒนธรรมเฉพาะท้องถิ่นหนึ่ง”  พระคริสตเจ้าโดยการรับสภาพมนุษย์  ซึ่งพระองค์ทรงอยู่ด้วย  “นี่คือต้นกำเนิดของการเข้าสู่วัฒนธรรม”  ของพระวาจาพระเจ้า  และเป็นแบบอย่างของการประกาศพระวรสารทุกรูปแบบที่พระศาสนจักร “เรียกร้องให้นำพลังแห่งพระวรสาร เข้าไปในใจกลางวัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ” (GDC 109)
    ตั้งแต่วันสมโภชพระจิตเจ้า เมื่อประชาชนจากภาษาที่แตกต่างกันได้รับฟังพระวาจาแห่งการช่วยให้รอดพ้นประการเดียวกัน (เทียบ กจ 2 : 1-13)  พระศาสนจักรได้สานต่อพันธกิจในการเทศน์สอนพระวรสารไปทั่วโลก  ในความหมายนี้ประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักร  ซึ่งก็คือการประกาศพระวรสารและการสอนคำสอน  สามารถเป็นดังคำอธิบายถึงประวัติศาสตร์ของการนำพระวรสารเข้าสู่วัฒนธรรม (เทียบ พระพันธกิจขององค์พระผู้ไถ่ 52)

เราอาจจะถามตนเองว่า
คำว่าวัฒนธรรมหมายถึงอะไร
การนำความเชื่อเข้าสู่วัฒนธรรมหมายความว่าอะไร
เกี่ยวกับคำถามแรก : วัฒนธรรมคือะไร ข้าพเจ้าขออ้างถึง “พระศาสนจักรในโลกสมัยนี้” ข้อ 53 คำ “วัฒนธรรม”  ตามใจความกว้างๆ  หมายถึง  ทุกสิ่งที่มนุษย์ใช้ขัดเกลา  พัฒนาคุณสมบัติหลายอย่างในกายและใจของคน  หมายถึงการที่มนุษย์พยายามบังคับโลกไว้ในอำนาจด้วยความรู้  และการทำงาน  และทำให้ชีวิตสังคมไม่ว่าในครอบครัว หรือในชุมชน บ้านเมืองทั่วไป  ให้มีมนุษยธรรมยิ่งขึ้นด้วยความเจริญของขนบธรรมเนียมและสถาบันต่างๆ  ที่สุดก็หมายถึงการที่มนุษย์แสดงออก  ถ่ายทอด  และรักษาไว้ในสถาบันของตนตามกาลเวลาที่ล่วงไป  ซึ่งความชำนาญจัดเจนและความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ทางจิต  เพื่อเป็นประโยชน์แก่ความก้าวหน้าของคนจำนวนมาก  หรือมนุษยชาติทั้งปวง
    ข้อความนี้ชี้ให้เห็นว่า  “วัฒนธรรม”  ครอบคลุมถึงชีวิตทั้งหมดของมนุษย์  ด้วยวัฒนธรรมมนุษย์สามารถกลายเป็นผู้ผลิต  ผู้แพร่หลาย  และผู้ใช้  เพราะวัฒนธรรม คือ มนุษย์ค่อยๆ เปลี่ยนแปลง รวบรวม  ปฏิรูป  สูญหายและถือสิทธิ์  ในตนเองเป็นดังชีวิตของมนุษย์และประเทศชาติ  เราต้องพูดถึงวัฒนธรรมที่หลากหลายมากกว่าวัฒนธรรมเดียว  ศาสนาเป็นปัจจัยประกอบที่ปรากฏอย่างสากลในชีวิตของทุกๆ วัฒนธรรม
    เราสามารถกล่าวถึงวัฒนธรรมคริสตชน  เมื่อความเข้าใจร่วมกันของชีวิตมนุษย์ในปัจจุบันเปี่ยมไปด้วยความเชื่อเพื่อว่า “สารแห่งพระวรสารจะเป็นพื้นฐานความคิด พื้นฐานชีวิต เป็นมาตรฐาน หลักในการตัดสิน เป็นหลักเกณฑ์ในการปกครองดูแล วัฒนธรรมบ่งถึงจริยธรรมของประชาชน รวมทั้งสถาบันและโครงสร้างต่างๆ ”  (คำปราศัยของสมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2  กับคณะอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเมเดอลิน  5 กรกฎาคม 1986 ข้อ 2)
    กลับมาดูคำว่า “การเข้าสู่วัฒนธรรม”  ข้าพเจ้าขออ้างถึง  พระพันธกิจขององค์พระผู้ไถ่ ข้อ 52 ที่กล่าวถึงการเข้าสู่วัฒนธรรม  “การเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดซึ่งค่านิยมทางวัฒนธรรมที่ถ่องแท้ โดยการนำเข้ามารวมไว้ในคริสตศาสนา และการฝังรากของคริสตศาสนาลงไว้ในวัฒนธรรมต่างๆ ของมนุษย์”
    หนังสือคู่มือแนะแนวทั่วไปสำหรับการสอนคำสอน  ที่สรุปถึงการสอนของพระศาสนจักร  เรื่องการเข้าสู่วัฒนธรรม ว่า
    “การนำความเชื่อเข้าสู่วัฒนธรรม ภายในขอบข่ายการแลกเปลี่ยนอันน่าพิศวง ประกอบไปด้วย คุณค่าอันมั่งคั่งทั้งปวงของชนชาติต่างๆ อันเป็นมรดกได้มอบให้กับพระคริสตเจ้า เป็นกระบวนการที่มาจากส่วนลึกทั่วโลกและเป็นไปอย่างช้าๆ  มิใช่เป็นเพียงการปรับปรุงภายนอกที่มุ่งทำให้สารคริสตชนดึงดูดความสนใจได้มากขึ้น หรือประดับไว้อย่างผิวเผิน ตรงกันข้าม  หมายถึง การเข้าสู่ชั้นลึกๆ ที่สุดของตัวบุคคล  และชนชาติต่างๆ โดยอาศัยพระวรสารที่สัมผัสส่วนลึกๆ ของพวกเขา “การไปถึงแก่นและฝังราก” ลงในวัฒนธรรมต่างๆ ของพวกเขา ” (GDC 109)
    การนำความเชื่อเข้าสู่วัฒนธรรม  มิได้หมายถึงเฉพาะทางด้านภาษา  และสัญลักษณ์ที่ให้แก่วัฒนธรรม แต่หมายถึงการยอมรับและเจริญชีวิตตามพระวรสารด้วยคุณค่าที่ลึกซึ้ง ด้วยความปรารถนาที่จำเป็นต่อชีวิต  ฝังแน่นอยู่ในมนุษย์วิทยา  และเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรม  การส่งเสริมการสอนคำสอนเรื่องการเข้าสู่วัฒนธรรม  หมายถึง  การสอนคำสอนในรูปแบบใหม่  ในการเคารพต่อความคิดภายนอกของการสอนที่เป็นเพียงการช่วยเหลืออย่างผิวเผิน หรือความเสื่อมถอยของกลยุทธ์ที่ทำให้เพลิดเพลิน  ในความเป็นจริงหมายถึงการทำให้ธรรมล้ำลึกของพระคริสตจ้ามาพบกับวัฒนธรรม เพื่อเป็นการช่วยเหลือมนุษย์ที่ทรงเผยแสดงพระองค์แก่มนุษย์ “การสอนคำสอนจึงต้องพยายามศึกษาวัฒนธรรมเหล่านี้  รวมถึงองค์ประกอบสำคัญต่างๆ  ต้องเรียนรู้ถึงวิธีการแสดงออกที่สำคัญ  ต้องเคารพคุณค่า  และความร่ำรวยที่มีอยู่ในวัฒนธรรมนั้นๆ  ด้วยท่าทีเช่นนี้  การสอนคำสอนจึงสามารถเสนอความรู้เกี่ยวกับธรรมล้ำลึก  และชี้ให้เห็นแบบชีวิตคริสตชนที่แท้ในจารีตประเพณีที่เป็นอยู่ รวมถึงการเฉลิมฉลองและความนึกคิดแบบคริสตชนซึ่งซ่อนเร้นอยู่ในวัฒนธรรมนั้น ” (CT 53)
    สำหรับการสอนคำสอน (ทั้งครูคำสอนและผู้ที่เรียนคำสอน)  สิ่งนี้เป็นการยกระดับวิถีการรับผิดชอบทั้งหมด  ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้
ก. ความรู้ที่เพียงพอเกี่ยวกับเนื้อหาของความเชื่อคาทอลิก ซึ่งถ่ายทอดให้กับสัตบุรุษที่เป็นเกณฑ์ขั้นพื้นฐานสำหรับการเข้าสู่วัฒนธรรมอย่างแท้จริง ผู้เป็นศิษย์ของพระคริสต์ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับพระวาจาแห่งความเชื่อแบบครบถ้วนสมบูรณ์  ทั้งในด้านของความครบถ้วน  ความสมบูรณ์  และด้านความชัดเจน  ความมีชีวิตชีวา  ไม่ใช่อยู่ในรูปตกๆ หล่นๆ มีการแปลงปนหรือแบบย่นย่อ  ทั้งนี้เพื่อให้คารวกิจตามความเชื่อของพวกเขาบรรลุผลอย่างสมบูรณ์  การปล่อยปละละเลยบางเรื่องที่กระทบกระเทือนความครบถ้วนสมบูรณ์ของเนื้อหานั้น  เป็นจุดอ่อนที่เป็นอันตรายของการสอนคำสอน และเสี่ยงต่อการที่จะไม่บังเกิดผลสมกับที่พระคริสตเจ้า และคริสตชุมชนหวังว่าจะได้รับตามสิทธิของตน (CT 30) ในปัจจุบันหนังสือคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิกจะนำเสนอจุดเด่นๆ ที่จำเป็นต่างๆ เพื่อประโยชน์ในงานอภิบาล ซึ่งเป็นมาตรฐานการทดสอบของกระบวนการต่างๆ ของการเข้าสู่วัฒนธรรม
ข. ความรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับวัฒนธรรมมีผลกระทบต่อกันทั้งสองฝ่าย  ที่จริงการสอนคำสอน  “เป็นส่วนหนึ่งของการเสวนาด้านวัฒนธรรม” (CT 53)  เราตระหนักว่าวัฒนธรรมไม่สามารถมีอยู่อย่างโดดเดี่ยวในมนุษย์  มีอยู่ในฐานะวัฒนธรรม  “metissagge”  ส่งผลกระทบต่อทั้งสองฝ่าย ซึ่งบางอย่างครอบงำหรือที่มีลักษณะเหมือนกัน (ระบบอุดมการณ์ ฯลฯ)  ซึ่งเป็นวัฒนธรรมไร้พรมแดน  อยู่รวมกัน  และมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น  การปฏิบัติหน้าที่ในการสอนคำสอนเป็นหน้าที่สำคัญที่จะส่งเสริมการประสานนานาวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน  โดยเฉพาะระหว่างวัฒนธรรมสากลและวัฒนธรรมท้องถิ่น สิ่งนี้ควรหลีกเลี่ยงการทำให้วัฒนธรรมต่างๆ อยู่อย่างโดดเดี่ยว ขาดการประสานกัน หรือวัฒนธรรมใดมีอิทธิพลต่ออีกวัฒนธรรมหนึ่ง ด้วยการรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันในการสร้างสรรค์อย่างแท้จริงจากภายในนานาวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน
ค. พึงจำไว้ว่าวัฒนธรรมคือมิติของพระวรสาร  ในหนังสือการสอนคำสอนในยุคปัจจุบัน ข้อ 53  ได้อธิบายไว้ว่า “พระวรสารมิอาจอยู่โดดเดี่ยว  โดยแยกจากวัฒนธรรมซึ่งพระวรสารได้แทรกตัวเข้ามาตั้งแต่สมัยนั้นได้  (เช่น โลกในยุคพระคัมภีร์ หรือตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น สภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมที่พระเยซู ชาวนาซาเร็ธ ได้ทรงพระชนม์อยู่)  ทั้งมิอาจสามารถแยกจากวัฒนธรรมที่พระวรสารได้เข้าไปมีบทบาทอยู่เป็นเวลานับศตวรรษมาแล้ว”
ง. ประกาศการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งพระวรสารได้กระทำในวัฒนธรรม ด้วยการประกาศพระวรสาร  การสอนคำสอน เป็นความจำเป็นที่จะต้องมีความตั้งใจอย่างชัดแจ้ง ที่จะนำวัฒนธรรมอื่นๆ ให้มาพบกับวัฒนธรรมแห่งความเชื่อ “พลังของพระวรสารนั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  และการให้กำเนิดใหม่ๆ ในทุกๆ ที่  เมื่อมาสัมผัสกับวัฒนธรรมเข้าก็ได้แก้ไขส่วนประกอบหลายอย่างของวัฒนธรรมนั้นให้ถูกต้องยิ่งขึ้น การสอนคำสอนจะไม่เป็นการสอนคำสอน ถ้าพระวรสารมาสัมผัสกับวัฒนธรรมแล้ว พระวรสารเองกลับเปลี่ยนไป”  (CT 53)
จ. ยืนยันถึงความเป็นเลิศและความเป็นจริงว่า  พระวรสารไม่เคยปิดล้อมวัฒนธรรม  “แท้จริง  ครูคำสอน… ไม่ยอมรับคำสอนที่ขาดวิ่น เพราะถูกตัดทอนหรือเนื้อหาถูกบดบังลดเลือนไปโดยการปรับ  หรือกระทั่งในการใช้ภาษาซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อประมวลข้อความเชื่อที่มีค่าอย่างยิ่งได้”  (CT 53)
ฉ. ส่งเสริมการแสดงออกแบบใหม่ของพระวรสารที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมการประกาศพระวรสาร  ซึ่งกลายเป็นภาษาแห่งความเชื่อ  ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของศาสนา  และเป็นเครื่องมือที่ทำให้สมบูรณ์และเป็นหนึ่งเดียวกัน 
ครูคำสอน “จะต้องทำให้วัฒนธรรมสมบูรณ์ขึ้น  โดยช่วยให้ก้าวพ้นจุดบกพร่องหรือสิ่งที่ผิดวิสัยมนุษย์ที่ปรากฏอยู่  และเชื่อมโยงคุณค่าของวัฒนธรรมนั้นเข้ากับความไพบูลย์ของพระคริสตเจ้า”  (CT 53)

    การสอนคำสอนมีงานที่แตกต่างกันในการประสานความเชื่อกับวัฒนธรรม  เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้  หนังสือคู่มือแนะแนวทั่วไปสำหรับการสอนคำสอนได้กล่าวไว้ว่า
ชุมชนพระศานจักรต้องคำนึงถึงการเป็นหลักในการเข้าสู่วัฒนธรรม  ครูคำสอนต้องเป็นทั้งเครื่องหมายและเครื่องมือที่บังเกิดผลในเรื่องนี้  พร้อมกับมีความลึกซึ้งในศาสนาของตนแล้วนั้น  พวกเขาควรมีไหวพริบอย่างดีทางด้านสังคม  และเป็นผู้ที่หยั่งรากลงในวัฒนธรรมของตนได้อย่างดี
หนังสือคำสอนท้องถิ่นต้องตอบสนองความต้องการของวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน  นำเสนอพระวรสารในความสัมพันธ์กับความปรารถนา  คำถาม  และปัญหาต่างๆ   ซึ่งเราพบในวัฒนธรรมเดียวกันนี้ ในเรื่องนี้ เราควรสังเกตว่าในการเตรียมหนังสือคำสอนระดับชาติ การปรับปรุงหนังสือคู่มือแนะแนวการสอนคำสอนระดับชาติ เช่นเดียวกับการเตรียมหลักเกณฑ์ และแนวทางด้านคำสอนต้องเป็นสิ่งที่ปฏิบัติภายใต้การแนะนำดูแลของบรรดาพระสังฆราชของประเทศ
การสนใจเรื่องการประสานข่าวดีเข้าสู่วัฒนธรรมที่เหมาะสม ในผู้ที่กำลังเรียนคำสอนเพื่อเตรียมเข้าเป็นคริสตชน และในสถาบันอบรมคำสอน ควรตระหนักถึงการใช้ภาษาสัญลักษณ์ และคุณค่าต่างๆ ทางวัฒนธรรมที่ผู้เรียนคำสอนและผู้เตรียมเป็นคริสตชนเจริญชีวิตอยู่เข้าไปด้วย
นำเสนอสารคริสตชนในแนวทางพร้อมเสมอที่จะให้คำอธิบายแก่ทุกคน ที่อยากทราบเหตุผลแห่งความหวังของพวกเขา (1 ปต 3:15)  การเตรียมการตอบคำถามที่ดี  ในการเสวนาระหว่างความเชื่อและวัฒนธรรมเป็นวิถีทางที่จำเป็นในสมัยปัจจุบัน
ดังนั้นการสอนคำสอนจำเป็นต้องเปิดสู่วัฒนธรรมสมัยใหม่  และช่วยให้หลีกเลี่ยงการครอบงำด้วยความคิดและความรู้สึกของตัวเอง  แต่ควรสร้างชีวิตฝ่ายจิตรวมทั้งแสวงหาและค้นพบจุดที่เป็นหลักยึดจากพระวรสารในทัศนคติที่ร่วมสมัย
    ในระหว่างการเข้าเฝ้า (Ad Limina) เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมปีนี้ (ค.ศ.1998) สมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2 ได้ทรงกล่าวไว้ว่า “การมีส่วนร่วมอย่างยิ่งใหญ่ในการให้การศึกษาคาทอลิกที่แท้จริง สามารถทำให้วัฒนธรรมของอเมริกาได้รับการฟื้นฟู  จนเชื่อมั่นได้ว่ามนุษย์สามารถเข้าใจถึงความจริงของสิ่งต่างๆ และในการเข้าใจความจริงนี้สามารถทำให้มนุษย์รู้ถึงหน้าที่ของพวกเขาต่อพระเจ้า ต่อตนเอง และต่อเพื่อนพี่น้อง…และเติบโตสู่อิสรภาพอย่างแท้จริง  โดยอาศัยการยอมรับในความจริงนั้น…”

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk