foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Catechetical Center of Bangkok

Kamson on Live

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
3610
9764
58798
29037
330048
18263279
Your IP: 3.81.28.10
2020-07-04 09:38

สถานะการเยี่ยมชม

มี 187 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

วันอาทิตย์ที่แปด เทศกาลธรรมดา

ลูกา 6:39-45
    พระเยซูเจ้ายังตรัสอุปมาให้เขาเหล่านั้นฟังอีกว่า คนตาบอดจะนำทางคนตาบอดได้หรือ ทั้งคู่จะตกลงไปในคูมิใช่หรือ ศิษย์ย่อมไม่อยู่เหนืออาจารย์ แต่ทุกคนที่ได้รับการฝึกฝนอย่างดีแล้ว ก็จะเป็นเหมือนอาจารย์ของตน ทำไมท่านจึงมองดูเศษฟางในดวงตาของพี่น้อง แต่ไม่สังเกตเห็นท่อนซุงในดวงตาของตนเลย ท่านจะกล่าวแก่พี่น้องได้อย่างไรว่า ‘พี่น้อง ปล่อยให้ฉันเขี่ยเศษฟางออกจากดวงตาของท่านเถิด’ ขณะที่ท่านไม่เห็นท่อนซุงในดวงตาของตนเอง ท่านคนหน้าซื่อใจคดเอ๋ย จงเอาท่อนซุงออกจากดวงตาของท่านก่อนเถิด ท่านจะเห็นชัด แล้วจึงค่อยไปเขี่ยเศษฟางออกจากดวงตาของพี่น้อง
    ต้นไม้ที่เกิดผลไม่ดีย่อมไม่ใช่ต้นไม้พันธุ์ดี หรือต้นไม้พันธุ์ไม่ดีย่อมไม่ให้ผลดีเช่นกัน เรารู้จักต้นไม้แต่ละต้นได้จากผลของต้นไม้นั้น เราย่อมไม่เก็บผลมะเดื่อเทศจากพงหนาม หรือเก็บผลองุ่นจากกอหนาม คนดีย่อมนำสิ่งที่ดีออกจากขุมทรัพย์ที่ดีในใจของตน ส่วนคนเลวย่อมนำสิ่งที่เลวออกมาจากขุมทรัพย์ที่เลวของตน เพราะปากย่อมกล่าวสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมา”

บทรำพึงที่ 1

ข้อรำพึงที่หนึ่ง
สิ่งที่อยู่ในใจ

    วันนี้ เราได้ยินบทเรียนที่สามจากบทเทศน์บนที่ราบ ก่อนอื่น พระเยซูเจ้าทรงเตรียมใจทุกคนที่ฟังด้วยการตั้งคำถามว่าใครเป็นผู้ได้รับพระพรจากพระเจ้า คนรวยหรือคนจน จากนั้น เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พระองค์ทรงยกความรักอันปราศจากเงื่อนไขของพระบิดาให้เป็นแบบอย่างที่เราควรปฏิบัติตาม สารของพระองค์ในวันนี้ท้าทายความจริงแท้ภายในใจของเรา “เพราะปากย่อมกล่าวสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมา”

    เมื่อหลายปีก่อน เคยมีคนเขียนบทความในหัวข้อว่า พระเยซูเจ้าทรงเคยแสดงอารมณ์ขันหรือไม่ และอารมณ์ขันสามารถเป็นส่วนหนึ่งของพิธีทางศาสนาได้หรือไม่ ตัวอย่างที่เกินความจริง ที่พระเยซูเจ้าทรงยกขึ้นมาเปรียบเทียบนี้ คงทำให้ผู้ฟังหัวเราะ ใครจะทำหน้าตายอยู่ได้เมื่อนึกถึงภาพของท่อนซุงทิ่มออกมาจากดวงตาของใครบางคน หรือภาพของผลมะเดื่อเทศที่งอกออกมาจากพงหนาม หรือผลองุ่นจากกอหนาม เราแทบจะได้ยินเสียงเย้าอย่างนิ่ม ๆ เมื่อพระองค์ตรัสคำว่า “ท่านคนหน้าซื่อใจคดเอ๋ย”

    การใช้อารมณ์ขันในการสั่งสอนอาจได้ผลมากกว่าการตำหนิอย่างเย็นชา และบทเรียนที่พระองค์ทรงสอนในกรณีนี้ก็เป็นบทเรียนที่สำคัญมาก เป็นคำท้าทายให้เราถามตนเองว่าอะไรซ่อนอยู่ในส่วนลึกสุดของหัวใจของเรา ในพระวรสารตอนนี้ พระเยซูเจ้าเพิ่งจะตรัสถึงการแสดงความรักที่ไม่ยอมให้ความเป็นศัตรู หรือเจตนาร้าย มาทำลายได้ บัดนี้ พระองค์ตรัสต่อไปว่าวิธีการที่เราตัดสินผู้อื่น และพูดถึงผู้อื่น จะเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับตัวเรา มากกว่าความจริงในตัวบุคคลที่เรากำลังพูดถึง

    บทอ่านที่หนึ่งที่ใช้ประกอบบทอ่านพระวรสารประจำวันนี้ก็เต็มไปด้วยปรีชาญาณ
        เมื่อร่อนตะแกรง สิ่งสกปรกจะเหลืออยู่ฉันใด
        ข้อบกพร่องของมนุษย์ก็ปรากฏให้เห็นจากคำพูดของเขาฉันนั้น
        เตาเผาทดสอบผลงานของช่างปั้นฉันใด
        มนุษย์ก็ถูกทดสอบในคำสนทนาของเขาฉันนั้น

    ถ้ามีสิ่งอื่นซ่อนอยู่ในหัวใจนอกจากความรัก ความขมขื่นจะแสดงตัวออกมาในคำสนทนา ความอิจฉาริษยาเป็นปฏิกิริยาด้านลบต่อโชคลาภของผู้อื่น ความอิจฉาริษยาเป็นเหมือนต้นไม้มีพิษที่เติบโตจากต้นกำเนิดที่ดี พลังด้านลบอื่น ๆ ที่อาจครอบครองหัวใจก็คือ ความแค้น อคติ ความทรงจำเกี่ยวกับความเจ็บปวดในอดีต ความเกลียดชัง และขาดความเมตตา

    สิ่งหนึ่งที่เราต้องพบแน่นอนท่ามกลางสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ในตะแกรงก็คือความมืดภายในตัวเรา หรือความรู้สึกที่เก็บกดไว้และฉายออกมาให้เห็นได้ภายนอก การฉายภาพเป็นวิธีขยายภาพในฟิล์มแผ่นเล็ก ให้ปรากฏเป็นภาพใหญ่บนจอภาพยนตร์ ท่อนซุงที่ข้าพเจ้าวิพากษ์วิจารณ์ในตัวผู้อื่น อาจเป็นภาพขยายของเศษฟางจากความมืดในตัวข้าพเจ้าเอง จำไว้เสมอว่า เมื่อเราชี้นิ้วกล่าวโทษผู้อื่น อีกสามนิ้วจะชี้กลับมาหาตัวเราเอง ... บ่อยครั้ง ระหว่างการประชุม หรือในการสนทนา เราต้องใช้ตะแกรงร่อนคำพูด เพื่อจะได้รู้ว่าผู้ที่กำลังพูดอยู่นั้นกำลังตำหนิใคร

    ความขมขื่นในใจเป็นความมืดบอดที่ทำให้เราล้มลุกคลุกคลานตามทาง เอ็ตตี้ ฮิลซัม ผู้ที่เรากล่าวถึงเมื่อสัปดาห์ก่อน ได้ตั้งข้อสังเกตอย่างชาญฉลาดว่า ทุกอะตอมของความเกลียดชังที่เราเพิ่มลงไปให้โลกนี้ ทำให้โลกน่าอยู่น้อยลง บทเทศน์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นทางเลือกหนึ่งที่เราจะใช้มองชีวิต ตามแผนการเดิมของพระเจ้า พระองค์ทรงต้องการให้มนุษย์ดำรงชีวิตตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า อุดมคติของพระเยซูเจ้าท้าทายเราให้ย้อนกลับมาสู่ความรักอันปราศจากเงื่อนไขของพระบิดา

    ใครเป็นผู้ครอบครองส่วนลึกสุดของหัวใจ ถ้าพระคริสตเจ้า และความรักของพระองค์ เป็นบ่อน้ำที่เราตักน้ำขึ้นมาได้ เมื่อนั้น การตัดสิน และคำสนทนาของเราจะเต็มไปด้วยแสงสว่างของพระองค์ “คนดีย่อมนำสิ่งดีออกจากขุมทรัพย์ที่ดีในใจของตน ส่วนคนเลวย่อมนำสิ่งที่เลวออกมาจากขุมทรัพย์ที่เลวของตน เพราะปากย่อมกล่าวสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมา”

ข้อรำพึงที่สอง
เปโตรระลึกถึงเหตุการณ์

    ข้าพเจ้าขอพูดบางสิ่งบางอย่างในแง่ดีเกี่ยวกับตนเองบ้าง ใคร ๆ ก็รู้ว่าข้าพเจ้าเป็นคนอารมณ์ร้อน และข้าพเจ้าก็ยอมรับ แต่ข้าพเจ้าก็พูดได้ว่าข้าพเจ้าโกรธง่ายหายเร็ว และข้าพเจ้าไม่เคยเก็บความแค้นไว้ในใจเป็นเวลานาน
    พระเยซูเจ้าทรงรู้ดีว่าจะทำให้ข้าพเจ้าอารมณ์ดีได้อย่างไร พระองค์คงได้เห็นความหงุดหงิด และความโกรธที่สะสมอยู่ในตัวข้าพเจ้า หงุดหงิดเพราะข้าพเจ้าอยากจะออกไป และทำอะไรบางอย่างเพื่อพระองค์ อะไรก็ได้ที่จะพิสูจน์ว่าข้าพเจ้าเหมาะสมกับตำแหน่งอัครสาวกที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งนี้ แต่ความโกรธค่อย ๆ ผุดขึ้นมา ขณะที่ข้าพเจ้าฟังพระวาจาของพระองค์ที่สอนไม่ให้แก้แค้น ไม่ให้ใช้ความรุนแรง แต่ให้รักศัตรู พระองค์สอนอะไรที่ทำไม่ได้จริง และห่างไกลความเป็นจริงถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน พระองค์กำลังอ่านใจข้าพเจ้าราวกับอ่านหนังสือ ข้าพเจ้าได้ยินพระองค์ตรัสว่า “คนตาบอดจะนำทางคนตาบอดได้หรือ”

    ข้าพเจ้ามองเห็นตนเองในประโยคนี้ ข้าพเจ้าเริ่มผ่อนคลายและถึงกับยิ้มกับตนเอง พระองค์เทศน์สอนต่อไปด้วยอารมณ์ขัน ทุกคนหัวเราะกับภาพบ้า ๆ ของคนที่มีท่อนซุงอยู่ในดวงตา เราทุกคนค่อนข้างเครียดกับคำสั่งสอนตามอุดมคติของพระองค์ เสียงหัวเราะช่วยผ่อนคลายบรรยากาศ พระองค์ตรัสเย้าว่า “ท่านคนหน้าซื่อใจคดเอ๋ย” เราจะได้ยินพระองค์ตรัสคำเดียวกันนี้ในภายหลัง แต่ตรัสด้วยน้ำเสียงดุดัน แต่ในเวลานี้พระองค์ตรัสอย่างอ่อนโยนด้วยความเข้าใจ และแทบจะเหมือนพูดเล่น มันแปลกมากใช่ไหมที่เราสามารถมองเห็นตนเองได้ในเรื่องเล่าสั้น ๆ ถ้ามีใครพยายามทำให้ท่านยอมรับความจริง ท่านจะโต้เถียงแก้ตัว แต่เมื่อบอกเล่าเป็นเรื่องอุปมา ... ท่านไม่สามารถโต้เถียงกับเรื่องเล่าได้ ข้าพเจ้าจำเป็นต้องฝึกตนเองให้มีความอดทน

    ข้าพเจ้ายังห่างไกลจากการเป็นศิษย์ที่ผ่านการฝึกฝนอย่างดีแล้ว กิ่งก้านของข้าพเจ้าจะไม่ออกผลจนกว่าข้าพเจ้าจะงอกรากที่สมบูรณ์ ข้าพเจ้าจดจำวันนั้นได้เสมอ นั่นเป็นวันแรกที่ข้าพเจ้าสัญญากับตนเองว่าข้าพเจ้าจะอดทนให้มากขึ้น ข้าพเจ้าจะคิดก่อนพูด ข้าพเจ้าจะรั้งรอสักครู่ก่อนจะกระโจนลงไปทำอะไร ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าผิดสัญญาข้อนี้นับล้านครั้ง แต่ข้าพเจ้าก็รื้อฟั้นคำสัญญานี้ใหม่หนึ่งล้านกับอีกหนึ่งครั้งแล้ว และตราบใดที่ความตั้งใจจริงของท่านมีจำนวนมากกว่าความล้มเหลวหนึ่งครั้ง ท่านกำลังจะชนะ

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าหวนคิดถึงพระเยซูเจ้า ... รากของข้าพเจ้าอยู่ที่พระองค์ ... ข้าพเจ้าไม่ใช่กวี แต่ข้าพเจ้าก็เคยเขียนข้อความสั้น ๆ ที่บรรยายความอดทนของพระเยซูเจ้าจากความทรงจำของข้าพเจ้า พระคริสตเจ้าทรงรับทรมานเพื่อท่าน และประทานแบบฉบับไว้ให้ท่านดำเนินตามรอยพระบาท เมื่อเขาดูหมิ่นพระองค์ พระองค์ก็มิได้ทรงโต้ตอบ เมื่อทรงรับทรมาน พระองค์มิได้ทรงข่มขู่จะแก้แค้น แต่ทรงมอบพระองค์ไว้แด่พระผู้ทรงพิพากษาด้วยความเที่ยงธรรม พระองค์ทรงแบกบาปของเราไว้ในพระวรกายบนไม้กางเขน เพื่อเราจะได้ตายจากบาป และมีชีวิตอยู่เพื่อความชอบธรรม รอยแผลของพระองค์รักษาท่านให้หาย (1 ปต 2:21-24)

บทรำพึงที่ 2

    ใน “คำปราศรัย” ของพระเยซูเจ้านี้ ลูกาได้นำประโยคสั้น ๆ (logia หรือพระดำรัส) เกี่ยวกับทัศนคติของผู้เป็นศิษย์แท้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เราได้ยินคำบัญชาให้เรารักศัตรู ... หัวข้อสำหรับวันนี้คือทัศนคติของเราต่อพี่น้องชายหญิงในชุมชนของเรา

พระเยซูเจ้ายังตรัสอุปมาให้เขาเหล่านั้นฟังอีกว่า “คนตาบอดจะนำทางคนตาบอดได้หรือ ทั้งคู่จะตกลงไปในคูมิใช่หรือ”

    อุปมาเรื่องนี้สั้นมาก เหมือนกับสุภาษิต และพระองค์ตรัสในรูปของคำถาม ... พระเยซูเจ้าไม่ทรงให้คำตอบโดยตรง แต่ทรงกระตุ้นมโนธรรมของเราให้ใช้สมรรถภาพในการคิดด้วยเหตุผล...

    ในพระวรสารของมัทธิวที่บอกเล่าเหตุการณ์เดียวกันนี้ พระเยซูเจ้าตรัสเป็นคำเตือนให้ระวังชาวฟาริสี ผู้ชอบทำตัวเป็นผู้สั่งสอนประชาชน แต่กลับมืดบอดจนมองไม่เห็นเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับพระเยซูเจ้า ผู้ตรัสในนามของพระเจ้า (มธ 15:14, ยน 9:40) แต่ในพระวรสารของลูกา พระองค์ตรัสข้อความนี้กับผู้นำกลุ่มคริสตชน ซึ่งในที่อื่น ๆ (ลก 22:26) ลูกา เรียกว่า hegoumenoi หรือ “ผู้นำ (guides)”

    คำว่า “คนนำทางตาบอด” ที่แสร้งทำเป็นนำทางผู้อื่นนี้ อาจหมายถึงเราได้ทุกคน เราแต่ละคนมีความรับผิดชอบในบางด้านที่จะต้องนำทางผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นในครอบครัว ในโครงการหนึ่ง ในทีมงาน ในสมาคม หรือในเมืองหนึ่ง...

    ความรับผิดชอบของข้าพเจ้าคืออะไร ... ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบใคร...

    ใครต้องพึ่งพาอาศัยข้าพเจ้า ... ข้าพเจ้ามีความสามารถนำทางเขาได้หรือไม่ ... ข้าพเจ้ามองเห็นได้ชัดเจนว่าอะไรถูกต้องหรือไม่...

    พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าวิงวอนพระองค์โปรดประทานพระพรให้การนำทางของข้าพเจ้ากลายเป็นพระพรสำหรับทุกคนที่พระองค์ทรงมอบหมายให้ข้าพเจ้าดูแล ... โปรดทรงช่วยเหลือข้าพเจ้าให้นำทางเขาไม่ให้ตกหลุมพรางและกับดักระหว่างทาง ... โปรดทรงช่วยข้าพเจ้าให้มองเห็นหนทางที่ถูกต้องด้วยเทอญ

ศิษย์ย่อมไม่อยู่เหนืออาจารย์ แต่ทุกคนที่ได้รับการฝึกฝนอย่างดีแล้วก็จะเป็นเหมือนอาจารย์ของตน

    นี่เป็นอุปมาอีกเรื่องหนึ่ง อุปมาเรื่องอาจารย์ และศิษย์ ก่อนที่เราจะมองเห็นอะไรได้ชัดเจน ก่อนจะเป็น “ผู้นำทาง” ที่เก่ง เราต้องได้รับการศึกษาอบรมจากอาจารย์ที่เก่ง

    ในแวดวงมหาวิทยาลัย นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันพูดถึงบุคคลที่เขาเรียกด้วยความเคารพอย่างยิ่งว่า “นาย (boss)” นี่คืออาจารย์ที่แนะนำเขาในการศึกษา และการทำวิทยานิพนธ์ และเป็นผู้ให้คำปรึกษาเมื่อเขาพบกับปัญหายาก ๆ

    แต่กระนั้น ทุกวันนี้ เราเห็นการปฏิเสธที่จะเคารพ และยอมรับ “อาจารย์” เราเห็นการยกย่องเชิดชู “วิธีการที่ไม่ชี้นำ” ทั้งในด้านการศึกษา และในการประกอบธุรกิจ วิธีที่กำลังนิยมกันคือการแบ่งปันความรู้ และการประชุมเชิงปฏิบัติการ วิธีที่ไม่นิยมคือการบรรยาย และการเทศน์สอนโดยผู้มีอำนาจสั่งสอน แม้ว่าเราต้องยอมรับว่าทัศนคตินี้มีคุณค่าเชิงบวก เพราะส่งเสริมให้ทุกคนมีส่วนร่วมมากขึ้นในการแสวงหาความรู้ แต่แง่ลบของการไม่ยอมรับอาจารย์นี้ก็คือความจองหอง การปฏิเสธที่จะยอมรับความรู้ย่อมนำไปสู่การลดระดับความรู้ เพราะไม่มีความจริงหรือความรู้ใดที่เราไม่ได้ “รับมา” ในการเผยแสดงนี้ พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ศิษย์ย่อมไม่อยู่เหนืออาจารย์ ... แต่ศิษย์ต้องเรียนรู้จากอาจารย์” พระเยซูเจ้าทรงแนะนำพระองค์เองว่าเป็น “อาจารย์” ผู้ทรงรู้สิ่งที่เราไม่รู้...

    ความเชื่อเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง ความเชื่อเป็นวิถีชีวิตอย่างหนึ่งมากกว่าเป็นความรู้ ... พระเยซูเจ้าทรงเสนอพระองค์เองเป็น “อาจารย์สอนวิชาชีวิต”...

    ข้าพเจ้ายอมรับพระองค์หรือเปล่า ... ข้าพเจ้าหิวกระหายอยากรู้ “ข้อมูลสำคัญ” ที่พระองค์ทรงเสนอแก่ข้าพเจ้าหรือเปล่า ... ข้าพเจ้าเป็นศิษย์แท้คนหนึ่งหรือเปล่า...

    พระเจ้าข้า โปรดทรงช่วยข้าพเจ้ามิให้พอใจแต่เพียงความรู้เชิงวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพระวรสารเท่านั้น และให้อยากเรียนรู้ว่าข้าพเจ้าจะดำเนินชีวิตร่วมกับพระองค์อย่างไรตลอดชีวิตของข้าพเจ้า...

ทำไมท่านจึงมองดูเศษฟางในดวงตาของพี่น้อง แต่ไม่สังเกตเห็นท่อนซุงในดวงตาของตนเลย ท่านจะกล่าวแก่พี่น้องได้อย่างไรว่า “พี่น้อง ปล่อยให้ฉันเขี่ยเศษฟางออกจากดวงตาของท่านเถิด” ขณะที่ท่านไม่เห็นท่อนซุงในดวงตาของตนเอง

    เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เราได้ยินพระเยซูเจ้าสอนเราไม่ให้ตัดสิน หรือกล่าวโทษผู้อื่น แต่เมื่อเราอยู่ในตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบ (และเราแต่ละคนก็มีความรับผิดบางอย่างแน่นอน) เราต้องตัดสิน และแก้ไขความผิดพลาดของผู้อื่น เราต้องช่วยเหลือผู้อื่น แม้ว่าเราอาจถึงกับต้องขัดแย้งกับเขา เมื่อเราพบเห็นสิ่งใดที่ผิด นี่คือหน้าที่ในการตักเตือนกันฉันพี่น้อง “ถ้าพี่น้องของท่านทำผิด จงไปตักเตือนเขาตามลำพัง” (มธ 18:15, ลก 17:3) เมื่อใดที่ความผิดนั้นเกี่ยวข้องกับหลักการ ศิษย์ของพระเยซูเจ้าไม่สามารถวางตัวเป็นกลางอยู่ได้...

    แต่พระเยซูเจ้าทรงเตือนเราให้ระวังการประจญที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งที่สุด เมื่อเราตักเตือนและต่อสู้กับความชั่วร้าย นั่นคือ เรามักมองเห็นความชั่วในตัวผู้อื่นว่าร้ายแรงกว่าความเป็นจริง ในขณะที่มองข้าม หรือลดความร้ายแรงของความชั่วในตัวเรา ภาพอุปมาของ “เศษฟาง” และ “ท่อนซุง” เป็นภาพที่ไม่อาจลืมได้ง่าย ๆ และการเปรียบเทียบที่ไม่น่าเป็นไปได้นี้ ทำให้คำสั่งสอนนี้ชัดเจน และเด็ดขาดมากขึ้น

    พระเจ้าข้า โปรดทรงช่วยเราให้เข้มงวดกับตัวเราก่อนเถิด...

    โปรดทรงช่วยเราให้มองเห็นด้านดีในตัวเพื่อนมนุษย์ มากกว่าเห็นด้านร้ายของเขา...

ท่านคนหน้าซื่อใจคดเอ๋ย จงเอาท่อนซุงออกจากดวงตาของท่านก่อนเถิด ท่านจะเห็นชัด แล้วจึงค่อยไปเขี่ยเศษฟางออกจากดวงตาของพี่น้อง

    พระเยซูเจ้าทรงตำหนิบุคคลที่ขยายความผิดของพี่น้อง พระองค์ทรงเรียกเขาว่า “คนหน้าซื่อใจคด” คำนี้มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกและแปลมาจากคำภาษาฮีบรู ว่า hanef แปลว่า “คนที่มีอคติในการวินิจฉัย คนที่ไม่สามารถมองเห็นความจริง และได้หันหลังให้พระเจ้า” ในพระวรสารของนักบุญลูกา พระเยซูเจ้าทรงใช้คำที่รุนแรงนี้อีกสองครั้งคือ “คนหน้าซื่อใจคดเอ๋ย ... ทำไมจึงไม่วินิจฉัยเวลาปัจจุบันนี้เล่า” (ลก 12:56) และ “เจ้าคนหน้าซื่อใจคด เจ้าแต่ละคนมิได้แก้โค หรือลาจากรางหญ้า พาไปกินน้ำในวันสับบาโตดอกหรือ” (ลก 13:15) คำนี้รุนแรงกว่าความหมายของคำที่ใช้ในภาษาอังกฤษ (hypocrite)

    อุปมาเรื่อง “เศษฟาง และท่อนซุง” ได้กลายเป็นสุภาษิตไปแล้ว เราคงอยากจะพูดว่า “จริงทีเดียว” แต่เรากำลังคิดถึงผู้อื่น ... แต่พระเยซูเจ้าทรงขอให้เราตั้งคำถามกับตนเองว่า เราต้องปฏิรูปตนเองเสียก่อนจึงจะ “เปลี่ยนแปลงสังคม” ได้ ... เราคงเห็นได้อีกครั้งหนึ่งว่าพระเยซูเจ้าไม่ทรงสนับสนุนให้ “เปลี่ยนโครงสร้าง” ซึ่งอาจไม่ทำให้อะไรเปลี่ยนไปเลย ถ้าหัวใจมนุษย์ยังไม่เปลี่ยน...

    พระศาสนจักรเองจำเป็นต้องปฏิรูปตนเองไม่มีวันหยุด ก่อนจะพยายามเปลี่ยนโลก และคริสตชนแต่ละคนต้องเปลี่ยนตนเองโดยสิ้นเชิงก่อนจะทำให้ผู้อื่นกลับใจ...

    ก่อนจะกล่าวโทษ และประณามใคร ก่อนจะเสียเวลาวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น ... พระเยซูเจ้าทรงเชิญชวนเราให้ร่วมกันค้นหาด้วยความถ่อมตน ว่าเราจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง เราควรเริ่มต้นที่ตัวเราก่อน...

ต้นไม้ที่เกิดผลไม่ดี ย่อมไม่ใช่ต้นไม้พันธุ์ดี หรือต้นไม้พันธุ์ไม่ดี ย่อมไม่ให้ผลดีเช่นกัน เรารู้จักต้นไม้แต่ละต้นได้จากผลของต้นไม้นั้น เราย่อมไม่เก็บผลมะเดื่อเทศจากพงหนาม หรือเก็บผลองุ่นจากกอหนาม

    นี่เป็นอุปมาเรื่องที่สี่ ซึ่งเป็นภาพที่ชัดเจน พระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้นิยมความจริง เราตัดสินได้ว่าบุคคลหนึ่งเป็นอย่างไรจากกิจการที่เขาทำ เหมือนรู้จักต้นไม้จากผลของมัน และไม่ใช่จากเจตนาดี หรือคำพูดที่น่าฟังของเขา ... มนุษย์สมัยใหม่นับถือกันที่ประสิทธิภาพ พระเยซูเจ้าก็เช่นกัน ... แต่พระองค์ทรงย้ำว่ากิจการภายนอกควรสอดคล้องกับกิจการภายใน...

    ดังนั้น เราจึงรู้ว่าใครเป็นศิษย์แท้ได้จากการกระทำของเขา เราเห็นได้อีกครั้งหนึ่งว่าการที่ใครบอกว่าตนเองเป็น “ผู้มีความเชื่อ แต่ไม่ปฏิบัติ” นั้นเป็นเพียงภาพลวงตา และเป็นการแก้ตัวแบบง่าย ๆ เรารู้ว่าต้นไม้ต้นหนึ่งพันธุ์ดีหรือเลวได้จากผลของมัน ... เราจะรู้ได้ว่าต้นไม้นั้นยังมีชีวิตอยู่หรือตายแล้ว ... และจากการกระทำของบุคคลหนึ่ง เราจะรู้ได้ว่าเขาเชื่อ หรือไม่เชื่อ ... หวัง หรือไม่หวัง ... รัก หรือไม่รัก...

    พระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญลูกายังมีข้อความต่อจากนี้ แต่น่าเสียดายที่ข้อความนี้ไม่รวมอยู่ในบทอ่าน “คนดีย่อมนำสิ่งที่ดีออกจากขุมทรัพย์ที่ดีในใจของตน ส่วนคนเลวย่อมนำสิ่งที่เลวออกมาจากขุมทรัพย์ที่เลวของตน เพราะปากย่อมกล่าวสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมา ทำไมท่านจึงเรียกเราว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ข้าแต่พระเจ้า และไม่ปฏิบัติตามที่เราบอกเล่า’ “...

    พระเจ้าข้า โปรดทรงช่วยเราให้ปฏิบัติสิ่งที่เราเชื่อ ... ขอให้พฤติกรรมของข้าพเจ้าเป็นภาพสะท้อนที่แท้จริงของความเชื่อมั่นในฐานะคริสตชนของข้าพเจ้า

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk