^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

วันอาทิตย์ที่สิบเจ็ดเทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่สิบเจ็ดเทศกาลธรรมดา

ลูกา 11:1-13
    วันหนึ่ง พระเยซูเจ้าทรงอธิษฐานภาวนาอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง เมื่อทรงอธิษฐานจบแล้ว ศิษย์คนหนึ่งทูลพระองค์ว่า “พระเจ้าข้า โปรดสอนเราให้อธิษฐานภาวนาเหมือนกับที่ยอห์นสอนศิษย์ของเขาเถิด” พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “เมื่อท่านทั้งหลายอธิษฐานภาวนา จงพูดว่า
    ข้าแต่พระบิดา พระนามพระองค์จงเป็นที่สักการะ
    พระอาณาจักรจงมาถึง
    โปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกวัน
    โปรดประทานอภัยแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย
    เหมือนข้าพเจ้าทั้งหลายให้อภัยแก่ผู้อื่น
    โปรดช่วยข้าพเจ้าทั้งหลายไม่ให้แพ้การประจญ”
    พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์อีกว่า “สมมุติว่าท่านคนหนึ่งมีเพื่อนและไปพบเพื่อนนั้นตอนเที่ยงคืน กล่าวว่า ‘เพื่อนเอ๋ย ให้ฉันขอยืมขนมปังสักสามก้อนเถิด เพราะเพื่อนของฉันเพิ่งเดินทางมาถึงบ้านของฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้เขากิน’ สมมุติว่า เพื่อนคนนั้นตอบจากในบ้านว่า ‘อย่ารบกวนฉันเลย ประตูปิดแล้ว ลูก ๆ กับฉันก็เข้านอนแล้ว ฉันลุกขึ้นให้สิ่งใดท่านไม่ได้หรอก’ เราบอกท่านทั้งหลายว่า ถ้าคนนั้นไม่ลุกขึ้นให้ขนมปังเพราะเป็นเพื่อนกัน เขาก็จะลุกขึ้นมาให้สิ่งที่เพื่อนต้องการเพราะถูกรบเร้า
    เราบอกท่านทั้งหลายว่า จงขอเถิด แล้วท่านจะได้รับ จงแสวงหาเถิด แล้วท่านจะพบ จงเคาะประตูเถิด แล้วเขาจะเปิดประตูรับท่าน เพราะคนที่ขอย่อมได้รับ คนที่แสวงหาย่อมพบ คนที่เคาะประตูย่อมมีผู้เปิดประตูให้ ท่านที่เป็นพ่อ ถ้าลูกขอปลา จะให้งูแทนปลาหรือ ถ้าลูกขอไข่ จะให้แมงป่องหรือ แม้แต่ท่านทั้งหลายที่เป็นคนชั่วยังรู้จักให้ของดี ๆ แก่ลูก แล้วพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์จะไม่ประทานพระจิตเจ้าแต่ผู้ที่ทูลขอพระองค์มากกว่านั้นหรือ”

บทรำพึงที่ 1

ข้อรำพึงที่หนึ่ง
จงภาวนาอย่างนี้

    ศิษย์พระคริสต์ต้องแสดงออกด้วยเมตตากิจเหมือนชาวสะมาเรียใจดี และต้องตั้งใจฟังองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างลึกซึ้ง เหมือนมารีย์แห่งเบธานี ขาข้างที่สามของเก้าอี้สามขาคือการอธิษฐานภาวนา การเรียกหาพระเจ้า และเคาะประตูร้องขอความช่วยเหลือในสิ่งจำเป็นของโลกนี้

    บรรดาศิษย์ประทับใจมากกับการอธิษฐานภาวนาเป็นกิจวัตรของพระเยซูเจ้า เป็นธรรมเนียมที่ศิษย์จะขอให้อาจารย์สอนศาสนาให้สอนวิธีภาวนา เพื่อแสดงความเข้าใจในพระเจ้าที่พวกเขาเพิ่งได้รับมาใหม่ ๆ บทเรียนที่พระเยซูเจ้าทรงสอนเป็นช่วงเวลาอันมีค่า เพราะเราได้มองเห็นพลวัตของความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์และพระบิดา เราได้รับการเผยแสดงในพันธสัญญาใหม่ว่าพระเจ้าทรงเป็นบิดาของเรา นักบุญเปาโลเขียนไว้ว่าพระจิตเจ้าทรงทำงานในตัวผู้ที่รับศีลล้างบาปแล้ว เพื่อนำเราไปสู่การรู้จักพระเจ้า ว่าทรงเป็น “อับบา” หรือบิดา

    บทข้าแต่พระบิดาไม่ใช่บทภาวนาที่เราท่องจากความจำ แต่ควรเป็นการแสดงออกของห้วงเวลาต่าง ๆ ของความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระบิดา นี่คือบทภาวนาประจำตัวของเราในฐานะศิษย์ของพระคริสตเจ้า

    ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย – อาศัยการประทานพระจิตเจ้า เราจึงได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นบุตรบุญธรรมของพระเจ้า และมีโอกาสเดินทางร่วมกับพระเยซูคริสตเจ้าเพื่อกลับไปหาพระบิดา เราได้รับการยกขึ้นสู่ความเคลื่อนไหวภายในของพระตรีเอกภาพ ในพระเยซูคริสตเจ้า คำภาวนาของเราได้เข้าร่วมในการเดินทางของพระวจนาตถ์ กลับไปหาผู้ให้กำเนิดพระองค์แรก คือพระบิดา ในพระวรสารมีบทภาวนาของพระเยซูเจ้าประมาณ 20 บท และทุกบทเริ่มต้นด้วยการเรียกพระเจ้าว่าพระบิดา ซึ่งเป็นชื่อที่แสดงถึงความสัมพันธ์ ความใกล้ชิด ความสนิทสนม และความไว้วางใจ แต่ความใกล้ชิดนี้ต้องประกอบด้วยการยอมรับความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า พระเจ้าทรงใกล้ชิดเราเหมือนบิดาก็จริง แต่ทรงห่างไกลเราเหมือนฟ้าสวรรค์ ดังนั้น การภาวนาจึงนำเราไปสู่ความสนิทสนม และยกเราให้สูงขึ้นในเวลาเดียวกัน

    พระนามพระองค์จงเป็นที่สักการะ – เราไม่สามารถเพิ่มเติมสิ่งใดให้แก่พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า แต่ความปรารถนาจะสรรเสริญพระเจ้าก็เป็นพระพรอย่างหนึ่ง นี่คือคำวิงวอนขอให้พระเจ้าทวีความเชื่อของเรา ขอให้เราได้สัมผัสกับความศักดิ์สิทธิ์ และพระเดชานุภาพของพระเจ้า เมื่อนั้น จิตใจของเราจะถูกยกชูขึ้นด้วยการสรรเสริญ และนมัสการพระองค์ เรายกจิตใจและความคิดขึ้นหาพระเจ้า พระนามศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าแสดงทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่เหนือกว่าและสูงกว่า การเอ่ยพระนามของพระเจ้าหลาย ๆ ครั้งอย่างถ่อมตนเป็นการภาวนาสรรเสริญ และนมัสการพระองค์ได้วิธีหนึ่ง การเอ่ยพระนามพระเจ้าหลายครั้งด้วยความรักเป็นการแสดงออกถึงความอบอุ่น และความรู้สึกอ่อนโยน ที่เราได้รู้จักความรักที่พระบิดาทรงมีต่อเรา ผู้เป็นบุตรของพระองค์

    พระอาณาจักรจงมาถึง – ตรงกันข้ามกับคำวิงวอนข้อแรกที่เป็นความเคลื่อนไหวขึ้นสู่เบื้องบน บัดนี้ เราขอให้พระอาณาจักรของพระเจ้าลงมายังโลกของเรา พระอาณาจักร หรือพระราชัยของพระเจ้าบนโลกนี้ เป็นประเด็นหลักของการเทศน์สอนของพระเยซูเจ้า พระองค์เสด็จมาขับไล่อาณาจักรของซาตาน บาป และความเห็นแก่ตัว พระวรสารสหทรรศน์บรรยายภาพของพระเยซูว่าทรงเทศน์สอนข่าวดีเรื่องพระอาณาจักร และเผยแสดงอำนาจของพระเจ้าในโลกนี้ ด้วยการรักษาโรคให้ประชาชน พระองค์ทรงสถาปนาพระราชัยของพระเจ้าขึ้น แต่ในเรื่องอุปมาหลายเรื่อง พระองค์ตรัสถึงอุปสรรคที่ขัดขวางการเจริญเติบโตในวิญญาณ เช่น ดินที่แข็ง ความแห้งแล้ง วัชพืชที่บีบรัดไม่ให้เจริญเติบโต และในอุปมาเรื่องปลาดีที่อยู่รวมกับปลาเน่า การเจริญเติบโตของพระอาณาจักรยังไม่สมบูรณ์ครบถ้วน โลกของเรายังไม่ดำเนินชีวิตตามอุดมคติของบทเทศน์บนภูเขา ดังนั้น คำภาวนาของเราจึงเป็นการแสดงความปรารถนาอันร้อนรนให้พระจิตเจ้าเสด็จมาเพื่อเปลี่ยนหัวใจหินของเรา เพื่อเติมเต็มโลกของเราด้วยความรักของพระเจ้า นี่คือคำวิงวอนขอพระเจ้าให้ทรงเสริมความหวังของเราให้เข้มแข็ง

    บทภาวนาฉบับของมัทธิวเพิ่มเติมข้อความว่า “พระประสงค์จงสำเร็จในแผ่นดินเหมือนในสวรรค์” หลังจากยกจิตใจของเราขึ้นด้วยการสรรเสริญ และปรารถนาให้พระเจ้าเสด็จมาในโลกของเราแล้ว บัดนี้ ความเคลื่อนไหวของการภาวนาจะเคลื่อนเข้าไปภายใน เข้าสู่ใจกลางของหัวใจ ... รอบนอกของชีวิตเรามีกิจกรรมมากมาย ทั้งเรื่องงาน ครอบครัว บุคคลที่เราติดต่อในสังคม และอื่น ๆ บัดนี้ เราวิงวอนขอให้พระประสงค์ของพระเจ้าเป็นศูนย์กลางอันมั่นคงของกิจกรรมเหล่านี้ทั้งหมด นี่คือคำวิงวอนขอการเพิ่มพูนของความรัก ขอให้ความรักต่อพระประสงค์ของพระเจ้าเป็นพลังนำทางทุกสิ่งทุกอย่างที่เรากระทำ

    คำภาวนาเหล่านี้เป็นความเคลื่อนไหวของความปรารถนาที่ยกถวายด้วยการนมัสการ ความปรารถนาจะเห็นพระราชัยของพระเจ้าลงมายังโลกนี้ และความรู้สึกโหยหาพระประสงค์ของพระเจ้าในจุดศูนย์กลางของความปรารถนาทั้งปวง คำวิงวอนต่อจากนี้ จะบอกถึงสิ่งจำเป็นสำหรับเราทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

    คำวิงวอนสำหรับวันนี้คือ “โปรดประทาน” เราต้องพึ่งพาพระเจ้าให้ทรงเลี้ยงดูเรา เราจึงเป็นคนยากไร้ขัดสนเมื่ออยู่เบื้องหน้าพระองค์ เรามาหาพระองค์ด้วยมือที่ว่างเปล่า และเอ่ยถึงความขัดสนทั้งหมดของเราโดยใช้คำพูดเดียวคือ “อาหาร” พระบิดาสวรรค์ของเราทรงทราบอยู่แล้วว่าเราต้องการอะไร การภาวนาไม่ใช่การบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้แก่พระเจ้าว่าใครต้องการอะไร แต่เป็นเราเองที่เปลี่ยนไป เมื่อเราค้นพบความถ่อมตนที่จะขอ และความเชื่อลึก ๆ ที่จะเพียรพยายามต่อไป

    คำภาวนาเพื่ออดีตของเราจะเป็นการขออภัยเป็นส่วนใหญ่ - ข้าแต่พระบิดา โปรดทรงอภัยบาปทั้งปวงในอดีตของเราเถิด - และขอให้เราได้รับการอภัยจากพระองค์ เพื่อเราจะมีความต้องการส่งต่อการให้อภัยของพระองค์ให้แก่ผู้ที่เคยทำร้ายเรา เหมือนกับหญิงคนนั้น ผู้รักมาก เพราะนางได้รับการอภัยมาก

    ทิศทางต่อไปคือมองที่อนาคตของเรา อนาคตเป็นต้นเหตุให้คนจำนวนมากวิตกกังวล แต่ศิษย์ของพระคริสตเจ้าต้องภาวนาด้วยความวางใจว่า “ข้าแต่พระบิดา โปรดทรงนำทางเราให้ผ่านการทดลอง และวิกฤติการณ์ต่าง ๆ อย่างปลอดภัย โปรดทรงจูงมือเรา นำเราฟันฝ่าอันตรายทั้งปวง และเหนืออื่นใด โปรดทรงช่วยเราให้พ้นภัยจากปีศาจ”

    เคยมีคนถามนักบุญเทเรเซาแห่งอาวีลา ว่าถ้าเขาต้องการเพ่งพิศภาวนา เขาควรสวดอย่างไร เธอตอบว่า “สวดบทข้าแต่พระบิดา และใช้เวลาสวดบทนี้สักหนึ่งชั่วโมง” บทภาวนานี้แสดงให้เห็นความเคลื่อนไหวในทิศทางต่าง ๆ ของศิษย์พระคริสต์ไปหาพระเจ้า และไปหาโลก และเป็นบทภาวนาที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของเรา ซึ่งรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูเจ้า และเป็นบุตรของพระบิดา

ข้อรำพึงที่สอง
จงขอ ... จงแสวงหา ... จงเคาะประตู

    ผู้เชี่ยวชาญในศิลปะด้านใดย่อมสามารถทำให้ศิลปะด้านนั้นดูเหมือนง่าย เช่นเดียวกับพระเยซูเจ้าผู้ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการอธิษฐานภาวนา พระองค์ทรงใช้คำพูดธรรมดาสามัญของมนุษย์ พระองค์ทรงทำให้พระบิดามีหน้าตาเหมือนมนุษย์ พระองค์ทรงบรรยายความลุ่มลึกของความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์พระคริสต์กับพระบิดา ด้วยการบอกเล่าเรื่องของความเอื้อเฟื้อ และความรักเอาใจใส่ของบิดามารดาอย่างที่เราคุ้นเคย เราสามารถเข้าใจอานุภาพของความจงรักภักดีในมิตรภาพของมนุษย์ หรือประสิทธิผลของการรบเร้า หรือความเอาใจใส่ และความคุ้มครอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความรักของบิดาหรือมารดา พระองค์ทรงบอกว่าพระเจ้าก็ทรงรู้สึกเช่นนี้กับเรา และทรงเพิ่มน้ำหนักด้วยคำว่า “จะไม่ประทาน...มากกว่านั้นหรือ” เราไม่ได้รับทุกสิ่งทุกอย่างที่เราวิงวอนขอแน่นอน คน 10 คนที่ภาวนาขอให้ได้รับเลือกให้ทำงานในตำแหน่งเดียวกัน ย่อมไม่ได้งานนั้นทุกคน ถ้าเราอธิษฐานภาวนาขอให้หายจากโรคได้ทุกครั้ง ก็คงไม่มีใครเคยตาย

    แต่พระเจ้าผู้ทรงเป็นบิดาผู้รักบุตร จะทรงสดับฟังทุกคำภาวนา

    จุดประสงค์ของการภาวนามิใช่เพราะพระเจ้าจะไม่ประทานสิ่งที่เราต้องการ ยกเว้นเราจะเกลี้ยกล่อมพระองค์ หรือบีบบังคับพระองค์ด้วยการภาวนา บ่อยครั้งที่ภูเขาที่เราต้องเคลื่อนย้ายด้วยการภาวนาด้วยความเชื่อ ก็คืออุปสรรคในตัวเราเอง ความอัปยศจากการต้องร้องขอบางสิ่งบางอย่าง จะทลายความต้องการพึ่งพาตนเองมากเกินไปของเรา

    การวิงวอนขอหลายครั้งหลายหน อาจบังคับให้เราพิจารณาว่าจุดมุ่งหมายของเรานั้นเห็นแก่ตัวเกินไปหรือเปล่า ระหว่างทางที่เราวิงวอนขอ พระเจ้าจะทรงทดสอบความเห็นแก่ตัวของความเชื่อของเรา ว่าเรากำลังใช้ศาสนามารับใช้ตัวเรา ... หรือรับใช้พระเจ้า เมื่อข้าพเจ้าภาวนาว่า “พระประสงค์จงสำเร็จไป” บางครั้งประโยคนี้ซ่อนประโยคว่า “ขอให้ความประสงค์ของข้าพเจ้าสำเร็จไป” หรือเปล่า

    เมื่อเราต้องเพียรพยายามในการวิงวอนขอ นั่นอาจมีประโยชน์สำหรับตัวเราเอง เรามักไม่เห็นคุณค่าสิ่งที่เราได้มาโดยง่าย และเรามักทะนุถนอมสิ่งที่เราต้องทำงานหนักเพื่อให้ได้มา คำตอบที่เราได้รับหลังจากสวดภาวนาเป็นเวลานานจะเป็นสิ่งที่เราเห็นคุณค่ามากกว่าแน่นอน เราต่างหากเป็นฝ่ายที่เปลี่ยนไป ... และยอมรับพระประสงค์ของพระเจ้ามากขึ้น ด้วยการเพียรพยายามวิงวอนขอ แสวงหา และเคาะประตู

    นักประพันธ์ชาวรัสเซียชื่อ โดสทอฟสกี้ ประทับใจมากที่มีคนจำนวนมากที่เชื่อว่าโลกนี้ยังหมุนรอบตัวอยู่ได้ทุกวันทุกคืน ฤดูกาลผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตามปกติ น้ำขึ้นและน้ำลงตามปกติได้ ก็เพราะในทุกนาทีมีใครบางคนในที่ใดที่หนึ่งกำลังยืนอธิษฐานภาวนาอยู่เบื้องหน้าพระเจ้า การเสนอวิงวอนมีความหมายตามตัวอักษรว่าการยืนคั่นกลางระหว่างความต้องการของโลก และพระเจ้า เหมือนกับอับราฮัมยืนเบื้องหน้าพระเจ้า และต่อรองเพื่อประชาชนในเมืองโสดม

    ไม่มีคำอธิษฐานภาวนาใดที่พระเจ้าไม่สดับฟัง หรือไม่ตอบสนอง ข้าพเจ้าอาจไม่ได้รับคำตอบอย่างที่ใจข้าพเจ้าต้องการเสมอไป แต่ข้าพเจ้ามั่นใจได้ว่าพระเจ้าทรงรู้ว่าใครที่จำเป็นต้องได้รับการตอบสนองมากที่สุด และคำภาวนาของข้าพเจ้ากำลังช่วยเหลือใครบางคนในบางสถานที่ ดังนั้น โลกจึงยังหมุนรอบตัวเองต่อไป ฤดูกาลผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนต่อไป ชีวิตยังดำเนินต่อไป เพราะตลอดเวลา ในที่แห่งหนึ่ง มีใครบางคนกำลังอธิษฐานภาวนา และบางครั้ง ใครคนนั้นคือข้าพเจ้าเอง

 
บทรำพึงที่ 2

วันหนึ่ง พระเยซูเจ้าทรงอธิษฐานภาวนาอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง เมื่อทรงอธิษฐานจบแล้ว ศิษย์คนหนึ่งทูลพระองค์ว่า “พระเจ้าข้า โปรดสอนเราให้อธิษฐานภาวนา เหมือนกับที่ยอห์นสอนศิษย์ของเขาเถิด”

    บรรดาศิษย์รออยู่ใกล้พระองค์ เขาไม่ต้องการรบกวนพระองค์ แต่เฝ้ามองพระองค์ขณะที่ทรงอธิษฐานภาวนา...

    เราไม่มีโอกาสได้เห็นพระเยซูเจ้าภาวนา แต่เราสามารถใช้จินตนาการของเราเพ่งพินิจการภาวนาของพระองค์ได้ พระเยซูเจ้าทรงภาวนาบ่อย ๆ และเป็นเวลานาน ๆ พระองค์ทรงเป็น “อาจารย์สอนการภาวนา” ไม่เพียงด้วยการประทานคำแนะนำ แต่ด้วยการภาวนาเป็นแบบอย่าง

    ในปัจจุบันมีประชาชนกลับมาให้ความสนใจกับการอธิษฐานภาวนาอีกครั้งหนึ่ง แต่คนในยุคของเราไม่ว่าชายหรือหญิง รู้สึกว่าการภาวนาทำได้ยาก เราได้รับอิทธิพลจากเสียงวิจารณ์ของ “ความคิดสมัยใหม่” ที่พยายามบอกเราว่าการภาวนาเป็นการยอมรับโชคชะตาอย่างเกียจคร้าน ... อย่าขอให้พระเจ้าทำงานแทนคุณ แต่จงพับแขนเสื้อและลงมือทำงานเอง ... การภาวนาเป็นเครื่องมือของคนโบราณที่ไม่รู้เรื่องกฎธรรมชาติ ... การภาวนาสร้างความบาดหมาง ... จงเป็นมนุษย์เต็มร้อยเถิด ไม่มีพระเจ้า ไม่มีนาย ... เลิกเชื่อถือโชคลางได้แล้ว...

    “พระเยซูเจ้าข้า โปรดสอนเราอธิษฐานภาวนาเถิด” โปรดทรงสอนเราว่าการภาวนาของคริสตชนไม่ใช่การภาวนาทั่วๆ ไป แต่เป็นการสนทนาระหว่างบุตร และพระบิดาสวรรค์ผู้ทรงรักเรามาก

    เราต้องทำให้การอธิษฐานภาวนาของเรามีเจตนาที่บริสุทธิ์ ... เราต้องเรียนรู้ที่จะภาวนา...

พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “เมื่อท่านทั้งหลายอธิษฐานภาวนา จงพูดว่า ข้าแต่พระบิดา...

    ชาวยิวเรียกพระเจ้าว่า “พระบิดา” มาก่อนแล้ว เช่นเดียวกับคนในศาสนาอื่น ๆ อีกมาก (ฮชย 11:13; ยรม 3:19; อสย 23:16; ปชญ 5:5 เป็นต้น)

    แต่พระเยซูเจ้าทรงนำคำใหม่มาใช้ โดยทรงกล้าเรียกพระเจ้าว่า “อับบา” หรือ “พ่อจ๋า” เป็นคำที่สนิทสนม และไม่เคยมีใครใช้มาก่อน เมื่อบรรดาศิษย์ได้เห็นประสบการณ์ของพระเยซูเจ้า พวกเขากล้าประกาศว่าพระองค์ทรงเป็น “พระบุตรของพระเจ้า” ในลักษณะที่ไม่เหมือนใคร เมื่อเราสวดบทภาวนาที่พระเยซูเจ้าทรงสอนเรา เสมือนว่าเป็นคำพูดของเราเอง เรากล้าคิดเหมือนพระองค์ว่า “เราได้รับความรักจากพระบิดาด้วยความรักเดียวกันกับที่พระบิดาทรงรักพระบุตรพระองค์เดียวของพระองค์” (เทียบ ยน 17:22)...

พระนามพระองค์จงเป็นที่สักการะ...

    ในพระคัมภีร์ “ชื่อ” คือการแสดงตัวตนของบุคคลนั้น ... “ความศักดิ์สิทธิ์” เป็นสิ่งที่ทำให้พระเจ้าทรงต่างจากเรา เพราะความสูงส่งของความรัก และพระอานุภาพของพระองค์...

    ก่อนจะบอกสิ่งที่เราต้องการเบื้องหน้าพระเจ้า เราต้องภาวนาขอให้แผนการของพระบิดาสวรรค์สำเร็จไปก่อน ... นี่คือคำภาวนาด้วยความเต็มใจ และไม่เห็นแก่ตัว ซึ่งไม่ใช่เวทย์มนตร์คาถา และไม่สร้างศัตรู...

    “พระนามพระองค์จงเป็นที่สักการะ” อาจแปลได้ว่า โปรดทรงแสดงพระสรรพานุภาพของพระองค์ ซึ่งในเวลาเดียวกัน ก็เป็นความดีงามทั้งปวง และความเป็นบิดา ... โปรดแสดงให้เราเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นบิดา ทรงเป็น “บิดา” อย่างไร้ขอบเขตและสมบูรณ์ ทรงเป็นบิดาที่ต่างจากเรามนุษย์ และทรงเป็นบิดามากว่าเราอย่างไร้ขอบเขต ถ้าเราเทความรักอันน่าพิศวงของบิดาทุกคนและมารดาทุกคนในโลก ลงในหัวใจดวงหนึ่ง ความรักทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของความรักของพระบิดาองค์นี้ “ผู้ทรงเป็นที่มาของครอบครัวทั้งหลาย” (อฟ 3:15)

พระอาณาจักรจงมาถึง...

    คำวิงวอนข้อที่สองนี้แทบจะเหมือนกับข้อแรก เรากำลังวิงวอนให้พระเจ้าทรงครองราชย์ ขอให้พระเจ้าทรงปลุกความรักขึ้นในหัวใจสิ่งสร้างทั้งปวงของพระองค์ เพราะพระเจ้าทรงเป็นความรัก (1 ยน 4:7-12) ... ขอให้ความรักเป็นกษัตริย์ ... ขอให้ความรักครองราชย์เถิด...

    พันธสัญญาเดิมกล่าวถึง “พระอาณาจักรของพระเจ้า” อยู่เสมอ (1 พศด 16:30-33; ทบต 13:1; สดด 22:28, 29, 68:33-36, 98:10, 3:19; อสย 11:1-9, 33:17-24, 52:7-12; ดนล 8:23) ... ในความคิดของชาวอิสราเอล กษัตริย์บนโลกนี้เป็นเพียง “ผู้แทน” อำนาจกษัตริย์ที่แท้เป็นของพระเจ้าพระองค์เดียว และด้วยการปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเจ้า ชาวอิสราเอลทำให้พระเจ้าทรงครองราชย์อย่างแท้จริง...

    ในสมัยของพระเยซูเจ้า ไม่มีกษัตริย์ปกครองในกรุงเยรูซาเล็มมานานแล้ว ต่างจากยุคของดาวิดและซาโลมอน เมื่อถูกซ้ำเติมด้วยการยึดครองแผ่นดินโดยกองทัพต่างชาติ ประชาชนจึงรอคอยพระเมสสิยาห์ ดังที่เขาแสดงออกในคำภาวนาของชาวยิวว่า “ขอให้พระนามของพระองค์ได้รับการสักการะในโลก ซึ่งพระนามนี้ได้เนรมิตสร้างขึ้นตามพระประสงค์ ขอให้พระนามนี้แสดงอำนาจกษัตริย์ของพระองค์ และทำให้การไถ่กู้ (การปลดปล่อย) บังเกิดขึ้น ขอให้พระเมสสิยาห์เสด็จมาใกล้”

    พระเยซูเจ้าทรงประกาศว่าพระอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ใกล้แล้ว และอยู่ที่นี่แล้ว และกำลังทำงาน ไม่ใช่ในลักษณะที่โดดเด่นสะดุดตา … แต่เหมือนเมล็ดพันธุ์ที่ถูกปลูกไว้อย่างซ่อนเร้นในหัวใจมนุษย์ (มธ 3:2, 4:17, 10:7, 13:24, 31, 36, 50)...

    ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดว่าเราไม่สามารถใช้ถ้อยคำเหล่านี้อธิษฐานภาวนา เว้นแต่ว่าเราเองได้พยายามสนับสนุนให้พระอาณาจักรเจริญเติบโต ด้วยความเชื่อมั่นในอวสานกาล ว่าในวันนั้นแผนการแห่งความรักของพระบิดาจะสำเร็จและบรรลุผล...

    เราต้องสังเกตว่า ลูกาไม่ได้บันทึกบทภาวนา “ข้าแต่พระบิดา” อย่างที่เราใช้สวดกันในพระศาสนจักร ซึ่งเป็นฉบับที่นำมาจากพระวรสารของมัทธิว ทั้งนี้อาจเป็นเพราะลูกาได้ตัดข้อความให้สั้นลง โดยละเว้นคำวิงวอนสองข้อ (“พระประสงค์จงสำเร็จไป” ... “โปรดช่วยเราให้พ้นจากความชั่วร้าย”)

โปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกวัน...

    เมื่อเรายอมรับแผนการของพระบิดามาเป็นแผนการของเราเองแล้ว บัดนี้ เราสามารถบอกสิ่งที่เป็นความปรารถนาของเราได้ พระเยซูเจ้าทรงเสนอไว้สามข้อ คือ อาหาร ... การให้อภัย ... อิสรภาพจากความชั่ว...

    พระวรสารของมัทธิวกล่าวว่า “โปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายในวันนี้” แต่กลุ่มคริสตชนของลูกา คงยากจนมาก เขาจึงปรับเปลี่ยนคำพูดเล็กน้อยกลายเป็น “โปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกวัน” บทภาวนานี้มักน้อยที่สุด และท้าทายความคิดแบบคนรวยของเราอย่างแยบยล...

    พระเยซูเจ้าตรัสย้ำหลายครั้งว่าเราไม่ควรกังวลเกินไปเกี่ยวกับวันพรุ่งนี้ (ลก 12:23-32; มธ 6:34) ตั้งแต่ครั้งอพยพเมื่อชาวยิวอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ประชากรของพระเจ้าก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เก็บมานนาเผื่อไว้บริโภคหลายวัน (อพย 16:4) คำภาษากรีก epiousios แปลได้ว่า “ประจำวัน (daily)” (แต่อาจแปลว่า “สิ่งจำเป็น (needful)” ได้ด้วย) และเป็นคำที่ใช้ในข้อความนี้แห่งเดียวในคัมภีร์ทั้งเล่ม และอ้างอิงคำภาษาฮีบรูที่ไม่นิยมใช้กัน ซึ่งเราพบในสุภาษิต 30:8 ว่า “โปรดอย่างทรงประทานทรัพย์สิน หรือความร่ำรวยแก่ข้าพเจ้า แต่โปรดทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าด้วยอาหารที่จำเป็นสำหรับข้าพเจ้า”...

    เป็นบทภาวนาที่สวดภาวนาได้ยาก ในขณะที่เรามีฐานะร่ำรวย...

    แต่เป็นบทภาวนาที่เหมาะสมสำหรับคนทั้งหลายทั่วโลกที่หาเช้ากินค่ำ...

    คำว่า “เรา หรือข้าพเจ้าทั้งหลาย” ซึ่งเราเอ่ยตามพระเยซูเจ้า ทำให้เราต้องคิดถึงมนุษย์ชายหญิงทุกคนที่ขาดแคลนแม้แต่อาหารประจำวัน ... ข้าพเจ้าไม่มีสิทธิสวดบท “ข้าแต่พระบิดา” เพื่อตนเองเท่านั้น ... โปรดประทานอาหารแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ... และถ้าข้าพเจ้าสวดอย่างจริงใจ ข้าพเจ้าย่อมรู้สึกว่าจำเป็นต้องแบ่งปันอาหารของข้าพเจ้าให้แก่คนทั้งหลายที่หิวโหย...

โปรดประทานอภัยแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย เหมือนข้าพเจ้าทั้งหลายให้อภัยแก่ผู้อื่น...

    เมื่อเปรียบเทียบกับฉบับของมัทธิว ลูกาใช้คำว่า “บาป” แทนคำว่า “หนี้” อันที่จริง บาปเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดที่ขัดขวางทั้งพระอาณาจักรของพระเจ้า และการแบ่งปันอาหารฉันพี่น้อง เราต้องให้อภัย “ผู้อื่น” ทุกคน ถ้าเราต้องการได้รับอภัยจากพระเจ้า...

    การได้รับอภัยนี้จำเป็นมากสำหรับคริสตชน เนื่องจากพระเยซูเจ้าทรงกล่าวถึงหลายครั้ง (ลก 23:34, 6:36; มธ 11:19, 26:28, 6:14, 18:23-25; มก 11:25; ยก 2:13) จากถ้อยคำเหล่านี้ ความยินดีที่พระเจ้าทรงรู้สึกได้เมื่อพระองค์ทรงให้อภัยคนบาปจะกลายเป็นมาตรฐานวัดพฤติกรรมของคริสตชน ... เด็กหญิงเล็ก ๆ คนหนึ่งบอกครูคำสอนของเธอว่า “คริสตชนคือคนที่รู้จักให้อภัย”...

    ก่อนจะรำพึงภาวนาต่อไป ข้าพเจ้าหยุดพักครู่หนึ่ง และไตร่ตรองว่า ... ข้าพเจ้าได้ให้อภัยอย่างหมดหัวใจ “ทุกคนที่เป็นหนี้ข้าพเจ้า” หรือเปล่า

    นับแต่นี้ไป ขอให้เราอย่าได้พูดอีกเลยว่าบทภาวนานี้เป็นคาถาที่เห็นแก่ตัว หรือการยอมจำนนต่อชะตากรรม หากแต่เป็นคำมั่นสัญญาอันยิ่งใหญ่ เรียกร้องมาก และแทบเกินกำลังมนุษย์จะปฏิบัติได้...

โปรดช่วยข้าพเจ้าทั้งหลายไม่ให้แพ้การประจญ

    ผู้อธิบายความหมายของพระคัมภีร์หลายคนคิดว่าการประจญในที่นี้ พระเยซูเจ้าทรงหมายถึง “การประจญครั้งใหญ่” คือการประจญให้สูญเสียความเชื่อและให้ละทิ้งพระเยซูเจ้า การทดลองครั้งใหญ่นี้ทำให้พระเยซูเจ้าเองทรงเอ่ยออกมาว่า “เมื่อบุตรแห่งมนุษย์เสด็จมา จะทรงพบความเชื่อในโลกนี้หรือ” (ลก 18:8) ลูกาบันทึกไว้ถึงสองครั้ง เมื่อเขาบอกเล่าเรื่องพระทรมานในสวนเกทเสมนี (ลก 22:40, 46) ว่าพระเยซูเจ้าทรงแนะนำให้เพื่อน ๆ ของพระองค์ “อธิษฐานภาวนา เพี่อจะไม่ถูกทดลอง”

    ถูกแล้ว การประจญครั้งใหญ่คือการประจญให้เราละทิ้งพระเยซูเจ้า แต่การประจญทุกครั้งของเรา ความผิดพลาดบกพร่องแม้แต่เล็กน้อยของเรา ก็ทำให้เราละทิ้งพระเยซูเจ้าทีละน้อย ... ในอุปมาเรื่องผู้หว่าน พระเยซูเจ้าทรงเตือนเราว่า บางคนมีความเชื่อเพียงชั่วระยะหนึ่ง แต่เมื่อถึงเวลาถูกทดลองเขาก็ปฏิเสธพระองค์ (ลก 8:13) ถูกแล้ว เราต้องต่อสู้กับความชั่วร้ายทุกวันเพื่อช่วงชิงอิสรภาพของเรากลับคืนมา ... และเราต้องวิงวอนพระเจ้าอย่างถ่อมตนขอพระหรรษทานที่จะช่วยเราไม่ให้ตกเป็นทาส ถูกตีตรวน และบาดหมางกับพระองค์...

พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์อีกว่า “สมมุติว่าท่านคนหนึ่งมีเพื่อนและไปพบเพื่อนนั้นตอนเที่ยงคืน กล่าวว่า ‘เพื่อนเอ๋ย ให้ฉันขอยืมขนมปังสักสามก้อนเถิด เพราะเพื่อนของฉันเพิ่งเดินทางมาถึงบ้านของฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้เขากิน’ สมมุติว่า เพื่อนคนนั้นตอบจากในบ้านว่า ‘อย่ารบกวนฉันเลย ประตูปิดแล้ว ลูก ๆ กับฉันก็เข้านอนแล้ว ฉันลุกขึ้นให้สิ่งใดท่านไม่ได้หรอก’ เราบอกท่านทั้งหลายว่า ถ้าคนนั้นไม่ลุกขึ้นให้ขนมปังเพราะเป็นเพื่อนกัน เขาก็จะลุกขึ้นมาให้สิ่งที่เพื่อนต้องการเพราะถูกรบเร้า เราบอกท่านทั้งหลายว่า จงขอเถิด แล้วท่านจะได้รับ จงแสวงหาเถิด แล้วท่านจะพบ จงเคาะประตูเถิด แล้วเขาจะเปิดประตูรับท่าน เพราะคนที่ขอย่อมได้รับ คนที่แสวงหาย่อมพบ คนที่เคาะประตูย่อมมีผู้เปิดประตูให้ ท่านที่เป็นพ่อ ถ้าลูกขอปลา จะให้งูแทนปลาหรือ ถ้าลูกขอไข่ จะให้แมงป่องหรือ แม้แต่ท่านทั้งหลายที่เป็นคนชั่วยังรู้จักให้ของดี ๆ แก่ลูก แล้วพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์จะไม่ประทานพระจิตเจ้าแต่ผู้ที่ทูลขอพระองค์มากกว่านั้นหรือ”

    สมบัติล้ำค่าเพียงหนึ่งเดียวที่เราต้องวิงวอนขอจากพระเจ้า คือ พระจิตของพระองค์...

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
3227
9291
3227
61371
420929
17965565
Your IP: 18.206.187.81
2020-06-07 08:54

สถานะการเยี่ยมชม

มี 116 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk