foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
2650
11669
54304
173039
330048
18407281
Your IP: 3.236.121.68
2020-07-15 06:33

สถานะการเยี่ยมชม

มี 145 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

วันอาทิตย์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา
เยเรมีย์ 20:7-9; โรม 12:1-2; มัทธิว 16:21-27

บทรำพึงที่ 1
มาร์ค ชากัล
ถ้าเรายกกางเขนของเราขึ้นแบก และเดินตามพระเยซูเจ้า พระองค์จะทรงนำเราไปสู่ชีวิต

    นักวิจารณ์ศิลปะบางคนบอกว่า มาร์ค ชากัล เป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศตวรรษที่ 20 เขาสร้างงานศิลปะโดยใช้สื่อแทบทุกประเภท และเราจะพบเห็นผลงานของเขาได้ในอาสนวิหาร โรงละคร และศาลาธรรม ตั้งแต่นิวยอร์กถึงกรุงปารีส

    ในหนังสืออัตชีวประวัติของเขา ชากัล เล่าว่าเขาเติบโตขึ้นมาในครอบครัวชาวยิวที่ยากจนที่มีสมาชิกสิบคน ในเมืองเล็ก ๆ ในประเทศรัสเซีย

    เขาเริ่มสนใจงานศิลปะตั้งแต่วันที่เขาเฝ้ามองเพื่อนนักเรียนคัดลอกภาพจากนิตยสารฉบับหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นาน ขณะที่มารดาของเขากำลังอบขนมปัง เขาสะกิดข้อศอกที่เปื้อนแป้งสาลีของเธอ และพูดว่า “แม่ครับ ผมอยากจะเป็นศิลปินสักวันหนึ่ง”

    ความฝันของเขานำเขาไปสู่กรุงปารีส ที่ซึ่งเขาได้รับการยกย่องชื่นชมไปทั่วโลก ชากัลไม่เคยลืมความยากจนในวัยเด็ก อันที่จริง เขารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณความยากจนของเขา เขายืนยันจนถึงบั้นปลายชีวิต ว่าความยากจนเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ผลงานของเขามีความงามอันละเอียดอ่อน และอารมณ์อ่อนไหว

    เรื่องของมาร์ค ชากัล ช่วยอธิบายคำสั่งสอนสำคัญสามข้อในบทอ่านประจำวันนี้

    ข้อแรกคือ กางเขนจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเสมอ

    สำหรับชากัล กางเขนคือการเกิดมาเป็นคนจน สำหรับเราบางคน อาจเป็นการเกิดมาเป็นคนพิการ สำหรับบางคนอาจเป็นเหตุการณ์ร้าย ๆ บางอย่าง เช่น ความตายของผู้เป็นที่รัก สำหรับบางคน กางเขนคือการถูกปฏิเสธจากผู้ที่ร่วมชีวิตกับเราเป็นเวลานาน

    ไม่ว่าเราเป็นใคร เงาของกางเขนก็ไม่เคยอยู่ห่างไกลจากเราเลย ไม่ว่าเราวางแผนไว้ดีอย่างไร ไม่ว่าเราพยายามมากเท่าไร เงาของกางเขนย่อมทาบลงบนชีวิตของเราในเวลาใดเวลาหนึ่ง

    แม้แต่พระเยซูเจ้า พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า ก็ยังไม่รอดพ้นจากกางเขนในชีวิตของพระองค์

    ดังนั้น คำสั่งสอนข้อแรกในบทอ่านวันนี้ก็คือ กางเขนจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเสมอ

    ข้อที่สอง เมื่อเราพบกับกางเขนในชีวิต เรามีทางเลือกสองทาง คือ ยอมรับ หรือปฏิเสธ เราสามารถยกกางเขนของเราขึ้นแบก หรือเราอาจหันหลังให้ และปฏิเสธที่จะแบกกางเขนนั้น

    มาร์ค ชากัล ยอมแบกกางเขนแห่งความยากจนของเขา เขาไม่หันหลังให้ แต่เขาทำอย่างที่พระเยซูเจ้าทรงบอกให้เราทำในพระวรสารวันนี้ พระองค์ทรงยกไม้กางเขนขึ้นแบก

    คนที่เกิดมาพร้อมกับความพิการ หรือคนที่เคยประสบเหตุการณ์ร้าย ๆ ในชีวิต มีทางเลือกเหมือนกับที่ชากัลเคยมี คนเหล่านั้นสามารถยอมรับสถานการณ์ของตน หรือจะปฏิเสธมันก็ได้ คนเหล่านั้นสามารถยกกางเขนของตนขึ้นแบก หรืออาจหันหลังให้ และปฏิเสธที่จะแบกก็ได้

    พวกเขามีทางเลือกเหมือนกับที่พระเยซูเจ้าทรงมีทางเลือกในสวนเกทเสมนี คนเหล่านั้นสามารถดื่มถ้วยแห่งความทุกข์ทรมานที่ถูกรินให้เขา หรือเขาอาจปฏิเสธที่จะดื่มก็ได้

    การเลือกนั้นไม่ง่ายแน่นอน แม้แต่พระเยซูเจ้าผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้า ก็ยังรู้สึกขยาดเมื่อคิดถึงการแบกกางเขนของพระองค์ พระองค์ทรงรู้สึกขยาดเมื่อคิดถึงการดื่มถ้วยแห่งความเจ็บปวดทรมานที่จะถูกรินให้พระองค์ดื่ม เมื่อพระองค์ตรัสว่า “พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์มีพระประสงค์ โปรดทรงนำถ้วยนี้ไปจากข้าพเจ้าเถิด” (ลก 22:42) แต่พระองค์ก็ทรงเสริมทันทีว่า “แต่อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพเจ้า ให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์เถิด”

    ดังนั้น คำสั่งสอนข้อที่สองในบทอ่านประจำวันนี้ก็คือ เรามีทางเลือกว่าจะยอมรับกางเขนในชีวิตของเรา หรือจะปฏิเสธ เรามีทางเลือกว่าจะยกกางเขนของเราขึ้นแบก หรือหันหลังให้ และปฏิเสธที่จะแบก

    ข้อที่สาม ซึ่งเป็นข้อสำคัญที่สุดในพระวรสารประจำวันนี้ พระเยซูเจ้าทรงสัญญาว่าถ้าเรายกกางเขนของเราขึ้นแบก และติดตามพระองค์ พระองค์จะทรงนำเราไปสู่ชีวิต

    และชีวิตที่พระเยซูเจ้าทรงสัญญานี้ไม่ได้หมายถึงชีวิตนิรันดรในโลกหน้าเท่านั้น และหมายถึงชีวิตที่เริ่มต้นตั้งแต่เวลานี้ บนโลกนี้แล้ว

    นี่คือ บทเรียนที่เราได้รับจากเรื่องราวของมาร์ค ชากัล เขายอมรับความยากจนของเขา และไม่ปล่อยให้ความยากจนนี้เป็นสาเหตุให้เขารู้สึกขมขื่น หรือทำลายชีวิตเขา ดังนั้นความยากจนนั้นจึงทำให้งานศิลปะของเขามีอารมณ์อ่อนไหว และความงามที่แตกต่างจากผลงานของผู้อื่น

    ถ้าเขาไม่เคยมีประสบการณ์กับความยากจนมาก่อน ชากัลก็คงไม่ต่างจากศิลปินคนอื่น ๆ

    แทนที่จะเป็นกางเขนหรืออุปสรรคชีวิต ความยากจนกลับกลายเป็นพระพรสำหรับชากัล และเป็นบันใดนำเขาก้าวไปหาสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า
    สำหรับเราก็เช่นเดียวกัน ถ้าเรายกกางเขนของเราขึ้นแบก และติดตามพระเยซูเจ้าเหมือนที่ชากัลทำ กางเขนของเราก็จะกลายเป็นพระพรสำหรับเรา และเป็นบันใดนำเราก้าวไปหาสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า

    แทนที่จะนำความตายมาให้เรา กางเขนของเราจะนำชีวิตมาให้ เหมือนกับกางเขนของพระเยซูเจ้าที่นำชีวิตมาให้แก่คนทั้งโลก

    ดังนั้น จากบทอ่านประจำวันนี้ เราจึงได้ข้อสรุปสามข้อ

    ข้อที่หนึ่ง กางเขนจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเสมอ ไม่ว่าเราพยายามหลีกเลี่ยงสักเท่าไร เงาของกางเขนก็จะทาบลงบนชีวิตของเราในเวลาใดเวลาหนึ่ง

    ข้อที่สอง เมื่อพบกับกางเขน เราแต่ละคนมีทางเลือก เราสามารถหันหลังให้ และปฏิเสธที่จะแบกกางเขนนั้น หรือเราอาจยกกางเขนของเราขึ้นแบก และติดตามพระเยซูเจ้า

    ข้อสุดท้าย พระเยซูเจ้าทรงสัญญากับเราว่า ถ้าเรายกกางเขนของเราขึ้นแบก และติดตามพระองค์ พระองค์จะทรงนำเราไปพบชีวิต – มิใช่ชีวิตนิรันดรในโลกหน้าเท่านั้น แต่หมายถึงความบริบูรณ์ของชีวิตตั้งแต่ในโลกนี้ด้วย

    นี่คือคำสัญญาของพระเยซูเจ้าเอง นี่คือพระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้า นี่คือข่าวดีที่เรามาชุมนุมกันเพื่อเฉลิมฉลองในวันนี้

    เราจะสรุปบทรำพึงวันนี้ด้วยคำยืนยันว่าคำสัญญาของพระเยซูเจ้าเป็นความจริง ว่าพระองค์จะประทานชีวิตให้แก่ผู้ที่ยกกางเขนของตนขึ้นแบก และติดตามพระองค์ บทภาวนานี้ถูกพบในกระเป๋าของทหารสหรัฐคนหนึ่งที่เสียชีวิต

    ข้าพเจ้าวอนขอสุขภาพ เพื่อข้าพเจ้าจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า
    แต่ข้าพเจ้ากลับได้รับการเจ็บป่วย เพื่อให้ข้าพเจ้ากระทำสิ่งที่ดียิ่งกว่า...
        ข้าพเจ้าวอนขอความร่ำรวย เพื่อข้าพเจ้าจะมีความสุข
        แต่ข้าพเจ้ากลับได้รับความยากจน เพื่อให้ข้าพเจ้ามีความฉลาด...
    ข้าพเจ้าวอนขออำนาจ เพื่อข้าพเจ้าจะได้รับคำสรรเสริญจากมนุษย์
    แต่ข้าพเจ้ากลับได้รับความอ่อนแอ เพื่อให้ข้าพเจ้ารู้ตัวว่าข้าพเจ้าต้องพึ่งพาพระเจ้า...
        ข้าพเจ้าวอนขอทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อข้าพเจ้าจะมีความสุขกับชีวิต
        แต่ข้าพเจ้ากลับได้รับชีวิต เพื่อให้ข้าพเจ้ามีความสุขกับทุกสิ่งทุกอย่าง...
    ข้าพเจ้าไม่ได้รับสิ่งใดที่ข้าพเจ้าวอนขอเลย
    แต่ข้าพเจ้าได้รับทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าคาดหวัง
    คำภาวนาที่ข้าพเจ้าไม่เคยเอ่ยออกมา ได้รับการตอบสนอง
    ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ที่ได้รับพระพรมากมายที่สุดในบรรดามนุษย์ทั้งปวง

บทรำพึงที่ 2
มัทธิว 16:21-27

เปโตร ทูลพระเยซูเจ้าว่า “พระองค์คือพระคริสตเจ้า พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต”

    บทอ่านจากพระวรสารสำหรับวันนี้ เป็นส่วนที่ต่อเนื่องจากคำบอกเล่าที่เริ่มต้นตั้งแต่วันอาทิตย์สัปดาห์ที่ผ่านมา

    ในฐานะตัวแทนของอัครสาวกสิบสองคน เปโตรยอมรับว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นพระคริสตเจ้า หรือพระเมสสิยาห์ ... หลังจากนั้น เปโตรได้ยินพระเยซูเจ้าทรงประกาศว่าเขา “เป็นสุข” หรือ “ได้รับพระพร” ที่เขาได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้า แล้วทรงมอบหมายพันธกิจหนึ่งแก่เขา กล่าวคือ ให้เขาเป็นศิลา ซึ่งพระเจ้าจะทรงใช้เป็นรากฐานก่อตั้งพระศาสนจักรของพระองค์ ... แต่แล้ว พระองค์กลับทรงกำชับศิษย์ของพระองค์ “มิให้บอกใครว่าพระองค์คือพระคริสตเจ้า”...

    ทำไมพระองค์จึงต้องบังคับให้เขาเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ...

    ส่วนที่สองของคำบอกเล่า ซึ่งเราจะใช้รำพึงในวันนี้ เผยว่าเปโตร และเพื่อน ๆ ของเขามีความคิดผิด ๆ เกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ – เป็นความคิดที่จำเป็นต้องถูกชำระให้บริสุทธิ์ จนไม่มีร่องรอยของความกระหายชัยชนะเหลืออยู่อีกเลย...

ตั้งแต่นั้นมา...

    มัทธิวใช้ข้อความนี้เน้นความจริงว่าการประกาศยืนยันความเชื่อที่เมืองซีซารียาแห่งฟิลิป เป็นจุดหักเหของการเดินทางของพระเยซูเจ้า...

    เช่นเดียวกับชีวิตของเราที่อาจมีเหตุการณ์บางอย่างที่เป็นจุดแตกหัก ซึ่งเป็น “เสียงเรียก” ให้เราหันไปหาสิ่งอื่น ๆ ... เราพร้อมหรือยังสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่พระเจ้าทรงกำลังเรียกเราไป...

    ตั้งแต่นั้นมา พระเยซูเจ้าทรงเปลี่ยนทิศทางชีวิตของพระองค์อย่างสิ้นเชิง...

พระเยซูเจ้าทรงเริ่มแจ้งแก่บรรดาศิษย์ว่า พระองค์จะต้องเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็ม...

    ระหว่างสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา พระเยซูเจ้าทรงหลบหนีไปในต่างแดนทางภาคเหนือของปาเลสไตน์ เมืองซีซารียาแห่งฟิลิปตั้งอยู่บนเนินเขาที่เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำจอร์แดน และเป็นปลายทางของการหลบหนีครั้งนี้ นี่คือจุดที่ไกลที่สุดจากกรุงเยรูซาเล็ม “เมืองที่ฆ่าประกาศก” (มธ 23:37) ... พระเยซูเจ้าทรงหันหลังกลับทันที และเริ่มเดินทางกลับมายังกรุงเยรูซาเล็ม...

    การตัดสินใจครั้งนี้คงต้องก่อตัวขึ้นช้า ๆ ในความคิดของพระเยซูเจ้า “พระองค์จะต้อง” เสด็จไป ประโยคนี้ชี้ให้เห็นนัยสำคัญ ... นี่คือการปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดา ตามแผนการของพระเจ้าซึ่งลึกล้ำเกินกว่าจะหยั่งถึงได้ ซึ่งเริ่มต้นด้วยการสลายความปรารถนาของตัวเราเอง ... แม้ว่าเหตุการณ์บางอย่างรบกวนจิตใจ และยากที่เราจะรับได้ แต่เราต้องยอมรับเหมือนพระเยซูเจ้า และในพระเยซูเจ้า ว่าเหตุการณ์เหล่านี้อยู่ภายใต้อำนาจของพระเจ้า เมื่อเราย้ำกับตนเองว่า “เราต้อง” ทำบางสิ่งบางอย่าง เรากำลังปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดาท่ามกลางความมืดแห่ง “ความนบนอบด้วยความเชื่อ” ... และเรายืนยันว่าพระเจ้า – และมิใช่เหตุการณ์เลวร้ายที่กำลังทำร้ายเราอยู่ในเวลานี้ – จะทรงเป็นผู้ชี้ขาด

... เพื่อรับการทรมานอย่างมากจากบรรดาผู้อาวุโส หัวหน้าสมณะ และธรรมาจารย์ จะถูกประหารชีวิต และจะทรงกลับคืนพระชนมชีพในวันที่สาม

    นับแต่วันนั้น พระเยซูเจ้าทรงประกาศเรื่องพระทรมานของพระองค์สามครั้ง (มธ 16:21, 17:22-23, 30:18-19) ... เราจึงเห็นได้ว่าพระเยซูเจ้าทรงคิดถึงความตายของพระองค์อยู่นานหลายสัปดาห์...

    พระองค์ทรงมีพระชนมายุประมาณ 30 ปี พันธกิจสำคัญของพระองค์จะจบลงด้วยความรุนแรงในไม่ช้า ถ้าพูดตามประสามนุษย์ พันธกิจนี้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และเป็นจุดจบของทุกสิ่งทุกอย่าง ... เราไม่ต้องเป็นโหรก็สามารถทำนายได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง พระเยซูเจ้าทรงสังเกตในเวลาเดียวกันว่าผู้นำชาวยิวเกลียดชังพระองค์มากขึ้น และประชาชนก็เลิกสนใจ พระองค์ทรงวิเคราะห์อย่างชัดเจนว่า ผู้ที่ต่อต้านพระองค์มากขึ้น และทำให้คนทั่วกรุงเยรูซาเล็มคล้อยตามได้ ก็คือ “บรรดาผู้อาวุโส หัวหน้าสมณะ และธรรมาจารย์” กล่าวคือปัญญาชน และผู้นำทั้งหลายในเมืองหลวง ... แต่พระองค์ก็ยังเสด็จไปที่นั่นโดยสมัครใจ...

    ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดประทานความกล้าหาญของพระองค์ให้เราเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันยากลำบากของเราเถิด...

เปโตรนำพระองค์แยกออกไป ทูลทัดทานว่า “ขอเถิด พระเจ้าข้า เหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นกับพระองค์อย่างแน่นอน” แต่พระองค์ทรงหันมาตรัสแก่เปโตรว่า “เจ้าซาตาน ถอยไปข้างหลัง เจ้าเป็นเครื่องกีดขวางเรา”

    เปโตรถูกกล่าวหาว่าเป็น “ผู้ประจญ” พระเยซูเจ้า ... “เจ้าซาตาน ถอยไปข้างหลัง”

    คำตำหนิของพระเยซูเจ้าเป็นเครื่องหมายบอกเราว่า พระองค์ต้องรู้สึกรังเกียจเหมือนกับที่เรารู้สึกเมื่อพบเห็นสิ่งที่ไม่สบอารมณ์ หรือขัดใจเรา ... เปโตรชักชวนให้พระองค์หลีกเลี่ยงกางเขน – และพระเยซูเจ้าก็อาจรู้สึกเช่นเดียวกัน “ถ้าเป็นไปได้ ขอให้ถ้วยนี้พ้นข้าพเจ้าไปเถิด” … “เพราะเหตุว่าเรามิได้มีมหาสมณะที่ร่วมทุกข์กับเราผู้อ่อนแอไม่ได้ แต่เรามีมหาสมณะผู้ทรงผ่านการทดลองทุกอย่างเหมือนกับเรา ยกเว้นบาป ... พระองค์ทรงอธิษฐานทูลขอคร่ำครวญ และร่ำไห้ต่อพระเจ้า ผู้ทรงช่วยชีวิตพระองค์ให้พ้นความตายได้ ... ถึงแม้ว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นพระบุตร ก็ยังทรงเรียนรู้ที่จะนอบน้อมเชื่อฟังโดยการรับทรมาน” (ฮบ 4:15-5:7-8)...

“เจ้าเป็นเครื่องกีดขวางเรา เจ้าไม่คิดอย่างพระเจ้า แต่คิดอย่างมนุษย์”

    เราค้นพบแหล่งกำเนิดของความเข้มแข็งที่ช่วยให้พระเยซูเจ้าทรงเอาชนะการทดลองทั้งปวงของพระองค์ นั่นคือ พระหฤทัยของพระองค์ยึดมั่นในพระเจ้าเสมอ ... ดังนั้น พระองค์จึงทรงมองเหตุการณ์ต่าง ๆ ผ่านพระเนตรของพระบิดาของพระองค์...

    ความคิดของพระเจ้าต่างจากของเรา ... เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องฝืนใจ เราควรมองสถานการณ์นั้นมิใช่จาก “มุมมองของมนุษย์” แต่จาก “มุมมองของพระเจ้า”...

    มนุษย์สมัยใหม่พยายามลดคุณค่าของความเชื่อ และไม่ยอมรับสิ่งใดที่อธิบายตามหลักเหตุผลของมนุษย์ไม่ได้ ... มนุษย์สมัยใหม่ถึงกับอยากห้ามพระเจ้าไม่ให้เป็นพระเจ้า ... ขอให้พระองค์คิดและทำเหมือนเราเถิด – ให้พระเจ้าปรับเปลี่ยนพระองค์ให้เป็นเหมือนอย่างที่เราคิดเถิด...

    แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็จะมีพระเจ้าที่เหมือนกับเรา เป็นพระเจ้าที่เราสร้างขึ้นมาเอง...

พระเยซูเจ้าตรัสแก่บรรดาศิษย์ว่า “ถ้าผู้ใดอยากตามเรา ก็จงเลิกคิดถึงตนเอง จงแบกไม้กางเขนของตน และติดตามเรา” ...

    เราไม่ควรอ่านข้อความนี้แบบผ่าน ๆ ความคิดของคนยุคใหม่มีอิทธิพลต่อปฏิกิริยาของเรา และเสนอให้เราเห็นแก่ความสำเร็จ ความสนุกสนาน เสรีภาพ ความคิดสร้างสรรค์ ความพึงพอใจ “ฉันต้องการใช้ชีวิตของฉันอย่างที่ฉันต้องการ”

    แต่พระเยซูเจ้าทรงเสนอวิถีชีวิตที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง คือ วิถีชีวิตแห่งกางเขนและความรัก พระองค์ทรงเสนอแนวคิดที่ตรงกันข้ามกับแนวคิดของโลก พระองค์ทรงบอกเราว่า “ท่านต้องสละตนเอง” ไม่มีความรักแท้ที่ปราศจากการเสียสละ...

    เพื่อจะเข้าใจว่าความรักราคาแพงอย่างไร เราเพียงต้องนึกถึงบางสถานการณ์ที่เจ็บปวด ที่มีความรักเป็นเดิมพัน เช่น การให้อภัยศัตรู ... การมีความกล้าที่จะยืนหยัดเคียงข้างพระเยซูเจ้า เมื่อคนรอบตัวเราไม่เชื่อในพระองค์ ... การรักคู่สมรสอย่างซื่อสัตย์ ... การรับใช้บุตรต่อไปทั้งที่ดูเหมือนว่าเขากำลังเย้ยหยันเรา ... การส่งเสริมการแบ่งปัน ทั้งที่คนรอบตัวเรายุยงให้สะสมทรัพย์สมบัติ และใช้ทรัพย์ของเราอย่างเห็นแก่ตัว ... การทำธุรกิจอย่างซื่อสัตย์สุจริตท่ามกลางบุคคลที่ยึดหลักว่าคนเข้มแข็งต้องกดขี่คนอ่อนแอทั้งในด้านเศรษฐกิจ และการเมือง...

    เพื่อจะรักอย่างแท้จริง เราต้องเสียสละ...

    เราก็ไม่ต่างจากเปโตรในวันนั้น ทุกวันนี้ เราถูกประจญให้เจือจางพระวรสาร คนจำนวนมาก โดยเฉพาะเยาวชน รู้สึกติดใจกับบุคลิกภาพของพระเยซูเจ้า คนเหล่านี้ใฝ่ฝันว่าพระองค์จะนำภราดรภาพ ความยุติธรรม และความรักมาให้ แต่ในความเป็นจริง พระเยซูเจ้าทรงขอให้เรายอมสละตนเองเพื่อติดตามพระองค์ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการเดินขึ้นเขาตามเส้นทางที่สวยงามเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ผู้นำของเราเชิญชวนเราให้เดินตามพระองค์ พระองค์เสด็จล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ด้วยการสละพระองค์อย่างสิ้นเชิง ... ระหว่างพิธีบูชาขอบพระคุณแต่ละครั้ง พระองค์ทรงย้ำกับเราว่าเราต้อง “มอบร่างกายของเรา และหลั่งโลหิตของเรา” ... แต่เราก็ติดตามพระองค์ถึงขนาดนั้นไม่ได้...

“ผู้ใดใคร่รักษาชีวิตของตนให้รอดพ้นก็จะสูญเสียชีวิตนิรันดร แต่ถ้าผู้ใดเสียชีวิตของตนเพราะเรา ก็จะพบชีวิตนิรันดร มนุษย์จะได้ประโยชน์ใดในการที่ได้โลกทั้งโลกเป็นกำไร แต่ต้องเสียชีวิต มนุษย์จะต้องให้สิ่งใดเพื่อแลกกับชีวิตที่สูญเสียไปให้กลับคืนมา”

    นี่คือคำสั่งสอนที่ดูเหมือนขัดแย้งกันในตัว เราต้องยอมขาดทุนเพื่อให้ได้กำไร ... เป็นหลักการที่ดูเหมือนไม่มีเหตุผล การกลับคืนพระชนมชีพเท่านั้นจะช่วยให้เราเข้าใจคำสั่งสอนนี้ได้...

    นี่ไม่ใช่ทัศนคติของบุคคลที่มีความสุขเมื่อเขาทำร้ายตนเอง พระเยซูเจ้าไม่ทรงขอให้เรารักความเจ็บปวดทรมาน หรือการสละความสุขส่วนตน ... แต่ทรงกระตุ้นให้เรารักจนถึงที่สุด ให้เรามีชีวิตอย่างสมบูรณ์ ให้เราได้รับสิ่งที่จำเป็น ... และนี่ไม่ใช่ข้อเรียกร้องที่เกินกำลังมนุษย์ แม้ว่าดูเหมือนเป็นเช่นนั้น “ท่านรักเรามากพอที่จะยอมสละความสุขส่วนตนของท่านได้หรือไม่ ... ถ้าทำไม่ได้ ก็อย่าพูดถึงความรัก – ไม่ว่าจะเป็นความรักเพื่อนมนุษย์ หรือรักพระเจ้า”...

    คำสั่งสอนของพระเยซูเจ้าไม่ได้ล้าสมัยเลย ข้อความที่พระองค์ตรัสย้ำแก่โลก เป็นข้อความที่โลกจำเป็นต้องได้ยินมากที่สุด...

“บุตรแห่งมนุษย์จะเสด็จกลับมาในพระสิริรุ่งโรจน์ของพระบิดา พร้อมกับบรรดาทูตสวรรค์ เมื่อนั้น พระองค์จะประทานรางวัลแก่ทุกคนตามความประพฤติของเขา”

    ถูกแล้ว เรากำลังพูดถึงความสำเร็จ – ความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ และเด็ดขาด...

    พระเยซูเจ้าเสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อทนรับความเจ็บปวดทรมาน และสิ้นพระชนม์ ... และกลับคืนพระชนมชีพในวันที่สาม ... ชัยชนะรออยู่ที่สุดเส้นทางอันแสนเหนื่อยยากนี้...

    เมื่อเราติดตามพระเยซูเจ้าพร้อมกับแบกกางเขนของเรา ขอให้เราคิดถึงสิริรุ่งโรจน์ และความชื่นชมยินดีที่กำลังใกล้เข้ามาเถิด...

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk