^Back To Top

  • 1 1
    แนวทางปฏิบัติในเทศกาลมหาพรต
  • 2 2
    จำศีลอดอาหาร การอดอาหารหรืออดสิ่งจำเป็นเล็กน้อยในชีวิตก็เป็นการร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพี่น้องของเราที่กำลังอดอยาก ขาดอาหารบริโภค ขาดความสะดวกสบายที่จำเป็นสำหรับชีวิต ที่สำคัญที่สุด คือ อดใจไม่ทำบาป
  • 3 3
    ทำกิจเมตตา เหตุผลอีกอย่างหนึ่งของการจำศีลอดอาหารในเทศกาลมหาพรตก็เพื่อเราจะได้มีโอกาสแบ่งปันอาหารแก่ผู้ที่หิวโหย เราอดออมเงินส่วนหนึ่ง จากการซื้ออาหารหรือขนมไว้เพื่อมอบให้แก่ผู้ที่มีอาหารไม่เพียงพอ การทำดังนี้ เป็นการตอบรับเสียงเรียกของพระเยซูเจ้าที่บอกเราให้เลี้ยงอาหารผู้หิวโหย เยี่ยมเยียนผู้เจ็บป่วย และปลอบโยนผู้ที่อยู่ในความโศกเศร้า
  • 4 4
    ภาวนา การภาวนามีความสำคัญยิ่งในเทศกาลมหาพรต เพราะทำให้เราได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจากความจริงแห่งการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้าเพื่อเรา เราจึงควรสรรเสริญสดุดีพระองค์ พระเยซูภาวนาบ่อยๆ เพราะพระองค์เป็นบุตรของพระเจ้า และมีความต้องการจะสัมพันธ์กับพระบิดา
  • 5 5
    เราก็เช่นกัน เราต้องภาวนาไม่ใช่เพราะมีคนอื่นบอก หรือเพราะมีกฎบังคับ เราภาวนาเพราะมีความสำนึกว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้าซึ่งต้องการมีความสัมพันธ์กับพระบิดา

www.kamsonbkk.com

ลก 23.35-43 พระคริสตเจ้าบนไม้กางเขนทรงถูกเยาะเย้ย ผู้ร้ายกลับใจ

สมโภชพระเยซูเจ้ากษัตริย์แห่งสากลจักรวาล

ข่าวดี    ลูกา 23:35-43
(35)ประชาชนยืนดูอยู่ที่นั่น ส่วนบรรดาผู้นำเยาะเย้ยพระองค์ว่า ‘เขาช่วยคนอื่นให้รอดพ้นได้ ก็ให้เขาช่วยตนเองซิ ถ้าเขาเป็นพระคริสต์ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร’  (36)แม้แต่บรรดาทหารก็เยาะเย้ยพระองค์ด้วย เขานำเหล้าองุ่นเปรี้ยวเข้ามาถวาย  (37)พลางกล่าวว่า ‘ถ้าท่านเป็นกษัตริย์ของชาวยิว ก็จงช่วยตนเองให้รอดพ้นซิ’  (38)มีคำเขียนไว้เหนือพระองค์ว่า ‘ผู้นี้คือกษัตริย์ของชาวยิว’
(39)ผู้ร้ายคนหนึ่งที่ถูกตรึงบนไม้กางเขน พูดดูหมิ่นพระองค์ว่า ‘แกเป็นพระคริสต์ไม่ใช่หรือจงช่วยตนเองและช่วยเราให้รอดพ้นด้วยซิ’  (40)แต่อีกคนหนึ่งดุเขากล่าวว่า ‘แกไม่เกรงกลัวพระเจ้าหรือที่มารับโทษเดียวกัน  (41)สำหรับพวกเราก็ยุติธรรมแล้ว เพราะเรารับโทษสมกับการกระทำของเรา แต่ท่านผู้นี้มิได้ทำผิดเลย’  (42)แล้วเขาทูลว่า ‘ข้าแต่พระเยซู โปรดระลึกถึงข้าพเจ้าด้วย เมื่อพระองค์จะเสด็จสู่พระอาณาจักรของพระองค์’  (43)พระองค์ตรัสตอบเขาว่า ‘เราบอกความจริงกับท่านว่า วันนี้ ท่านจะอยู่กับเราในสวรรค์’


    กางเขนเป็นเครื่องประหารน่ากลัวที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยประดิษฐ์ขึ้นมา ประกอบด้วยเสาและคานติดกันเป็นรูปตัว T โดยส่วนบนไม่มีที่พิงศีรษะยื่นออกไป  ตรงกลางเสามีไม้ยื่นออกมาเป็น “อาน” รองรับน้ำหนักของนักโทษ
     เวลาตรึงกางเขน ผู้คุมจะตอกตะปูที่มือทั้งสองข้างของนักโทษติดกับคาน  ส่วนขาใช้เชือกมัดไว้หลวม ๆ ติดกับเสา  แล้วนำเสาปักลงดินตั้งไว้
โชคร้ายที่ความทรมานแสนสาหัสนั้นไม่ทำให้นักโทษตายทันที แต่กลับเพิ่มความน่าสะพรึงกลัวสุดขีดเพราะนักโทษจะถูกปล่อยทิ้งไว้บนกางเขนให้อดอาหาร อดน้ำ ต้องเผชิญกับแสงแดดแผดเผาเวลากลางวันและน้ำค้างแข็งเวลากลางคืน  ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ยังมีทั้งมดและแมลงไต่ตอมตามบาดแผลโดยที่นักโทษไม่อาจไล่หรือเกาได้เลย  เขาทำได้เพียงเฝ้ามองฝูงแร้งฝูงกาบินวนเวียนรอจิกกินเขา !
นักโทษจำนวนมากถูกแขวนบนกางเขนนานนับสัปดาห์ก่อนจะตายเหมือนคนบ้าคลั่ง !

ป้ายบนกางเขนบ่งบอกความผิดของนักโทษประหาร  มีคำเขียนไว้เหนือพระเยซูเจ้าว่า “ผู้นี้คือกษัตริย์ของชาวยิว” (ลก 23:38)
    ความผิดของพระองค์คือทรงเป็น “กษัตริย์ของชาวยิว” !!
    และต่อหน้า “กษัตริย์” ผู้ทรงประทับอยู่บนกางเขนนี้เองที่ผู้คนเริ่มแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน
    ฝ่ายแรกคือพวกที่เยาะเย้ยพระองค์
     บรรดาผู้นำของชาวยิว ทหารที่ควบคุมการประหาร และผู้ร้ายคนหนึ่งที่ถูกตรึงกางเขนพร้อมกับพระองค์ ได้เยาะเย้ยและดูหมิ่นพระองค์ (ลก 23:35, 36, 39)
    - “เขาช่วยคนอื่นให้รอดพ้นได้ ก็ให้เขาช่วยตนเองซิ ถ้าเขาเป็นพระคริสต์ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร” (ลก 23:35)
- “ถ้าท่านเป็นกษัตริย์ของชาวยิว ก็จงช่วยตนเองให้รอดพ้นซิ” (ลก 23:37)
     -  “แกเป็นพระคริสต์ไม่ใช่หรือ จงช่วยตนเองและช่วยเราให้รอดพ้นด้วยซิ” (ลก 23:39)
    พวกเขาช่างสรรหาถ้อยคำมาประชดประชัน เยาะเย้ย และดูหมิ่นพระองค์ได้อย่างเจ็บแสบถึงทรวง  แต่พระองค์กลับภาวนาเพื่อพวกเขาว่า “พระบิดาเจ้าข้า โปรดอภัยความผิดแก่เขาเถิด เพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร” (ลก 23:34)
    ทั้ง ๆ ที่กำลังทุกข์ทรมานใกล้ตาย มิหนำซ้ำยังถูกคนที่ไม่มีต้นทุนทางสังคมเลยมาพูดจาดูหมิ่นเยาะเย้ย  กระนั้นก็ตาม หัวจิตหัวใจของพระองค์ผู้ทรงเป็น “กษัตริย์” คือการ “ให้อภัย”
    การ “ให้อภัย” แบบพระองค์คือสิ่งที่น่าพิศวงที่สุด !!!
     คริสตชนตั้งแต่เริ่มแรกได้สานต่อจิตตารมณ์ของการให้อภัยตามแบบอย่างของพระองค์สืบต่อเรื่อยมา  ขณะถูกหินขว้าง นักบุญสเทเฟนได้ภาวนาก่อนสิ้นใจว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดอย่าทรงลงโทษพวกเขาเพราะบาปนี้เลย” (กจ 7:60)
    นักบุญเปาโลซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสักขีพยานการขว้างหินสเทเฟน ได้ย้ำสอนว่า “จงมีใจโอบอ้อมอารี มีเมตตาต่อกัน ให้อภัยกันดังที่พระเจ้าทรงให้อภัยแก่ท่านในองค์พระคริสตเจ้าเถิด” (อฟ 4:32)
    ทั้ง ๆ ที่การ “ให้อภัยแบบคริสตชน” เป็นสิ่งที่งดงามและน่าชื่นชมที่สุด  แต่ทุกวันนี้กลับหาได้ยากเย็นเหลือหลาย !
    เพราะฉะนั้น เมื่อจิตใจร้อนรุ่มด้วยความโกรธและเกลียด  เราจง “ให้อภัย” ดุจเดียวกับพระองค์ผู้ทรงเป็นกษัตริย์ที่เราร่วมใจกันสมโภชในวันนี้เถิด !!

    ฝ่ายที่สองคือพวกที่ยอมรับพระองค์
    ต่อหน้ากษัตริย์ผู้ทรงถูกตรึงบนกางเขน ประชาชนเริ่มแยกตัวเองออกจากบรรดาผู้นำของพวกเขา
    ก่อนหน้านี้ พวกเขาร้องตะโกนว่า “ฆ่าเขาเสีย ปล่อยบารับบัสให้เรา” (ลก 23:18)
เมื่อปิลาตถามว่า “เขาทำผิดอะไร เราไม่พบว่าเขาทำผิดอะไรที่ควรจะมีโทษถึงตาย” (ลก 23:22) พวกเขายิ่งร้องตะโกนเสียงดังขึ้นไปอีกว่า “เอาพระองค์ไปตรึงกางเขน” (ลก 23:23)
    แต่บัดนี้ พวกเขายืนดูพระองค์โดยปราศจากเสียงเยาะเย้ยดังที่บรรดาผู้นำและทหารได้กระทำกัน (ลก 23:35)
    ยิ่งไปกว่านั้น หลังพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ พวกเขา “ข้อนอก และพากันกลับไป” (ลก 23:48) ซึ่งเข้าใจเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากพวกเขาสำนึกผิด และยอมรับว่าข้อความในป้ายที่พวกเขาตั้งใจเขียนเพื่อประชดพระองค์นั้น กลับกลายเป็นเรื่องจริง
    พวกเขายอมรับว่าพระองค์ทรงเป็น “กษัตริย์ของชาวยิว”
    อีกคนหนึ่งที่โดดเด่นมากคือ ผู้ร้ายที่ยอมรับคำพิพากษาตามกระบวนการยุติธรรมในโลกนี้ว่า “สำหรับพวกเราก็ยุติธรรมแล้ว เพราะเรารับโทษสมกับการกระทำของเรา แต่ท่านผู้นี้มิได้ทำผิดเลย” (ลก 23:41)
    แม้ว่ากระบวนการยุติธรรมในโลกนี้จะสิ้นสุดลงแล้วสำหรับเขา อย่างไรก็ตาม เขายังไม่สิ้นหวังกับกระบวนการยุติธรรมในโลกหน้า  ด้วยเหตุนี้เขาจึงกราบทูลพระองค์ว่า “ข้าแต่พระเยซู โปรดระลึกถึงข้าพเจ้าด้วย เมื่อพระองค์จะเสด็จสู่พระอาณาจักรของพระองค์” (ลก 23:42)
    เท่ากับว่าเขายอมรับพระองค์เป็น “กษัตริย์” แห่งพระอาณาจักรของพระเจ้าที่จะพิพากษาเขาเมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว
    เขาคิดถูก !
เหตุว่าพระองค์ได้ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดาเจ้าอย่างสมบูรณ์จนกระทั่งยอมรับความตายอย่างอดสูบนไม้กางเขน  ด้วยเหตุนี้พระบิดาจึงทรงยกย่องให้เกียรติพระองค์ประทับเบื้องขวา และสถาปนาพระองค์เป็น “กษัตริย์แห่งสากลจักรวาล” !!
พระองค์จึงไม่เป็นเพียงกษัตริย์ของชาวยิว แต่ทรงเป็น “กษัตริย์แห่งสากลจักรวาล” ด้วย
    และกับผู้ร้ายที่วอนขอพระเมตตาจากพระองค์ผู้ทรงเป็น “กษัตริย์แห่งสากลจักรวาล”  นี้เองที่ทรงตรัสว่า “วันนี้ ท่านจะอยู่กับเราในสวรรค์” (ลก 23:43)
    คำ Paradise (สวรรค์) มาจากภาษาเปอร์เซียหมายถึง “สวนที่มีกำแพงล้อมรอบ”  เมื่อกษัตริย์ปรารถนาให้เกียรติผู้ใด พระองค์จะอนุญาตให้ผู้นั้นเข้ามาเดินในสวนเคียงข้างพระองค์
    แปลว่า สิ่งที่พระองค์ทรงสัญญาจะประทานแก่เขานั้น ไม่ใช่เพียง “ชีวิตที่ไม่รู้จักตาย” แต่ยังรวมถึง “ชีวิตที่ดำเนินไปเคียงข้างพระองค์”  หรืออีกนัยหนึ่งคือ “ชีวิตที่เหมือนพระองค์” นั่นเอง (1 ยน 3:2)
    ที่สำคัญ คำสัญญานี้มิได้จำกัดเฉพาะผู้ร้ายอย่างเขาเท่านั้น แต่รวมถึงเราทุกคนด้วย เพราะ “กษัตริย์แห่งสากลจักรวาล” ทรงเป็นกษัตริย์ของทุกคน ทุกแห่ง และทุกเวลา

    เมื่อถึงจุดหนึ่งในชีวิต เราอาจพูดได้ว่า “ฉันแก่เกินกว่าจะทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น” แต่ “ไม่มีใครแก่เกินกว่าจะหันกลับมาหาพระเยซูเจ้า”
     ไม่มีคำว่า “สายเกินไป” สำหรับพระองค์
    ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ตราบนั้นเรายังมี “ความหวัง” ดุจเดียวกับผู้ร้ายรายนี้  เพราะพระองค์ทรงเป็น “กษัตริย์แห่งสากลจักรวาล” ผู้มีหัวจิตหัวใจที่จะ “ให้อภัย” อยู่เสมอ !!!
    ขึ้นกับว่าเราจะเลือกอยู่ฝ่ายพระองค์หรือไม่เท่านั้น ?!?

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

เอกสารฉลอง 350 ปี

350

พระวาจาประจำวัน

word of God 2

เว็บไซต์คาทอลิก

bkk


sathukarnlogo


haab


becthailand


santikham


pope report-francis


bannerpope


cc_link2011


0002


thaicatholicbible


mass


bnbec


facebook

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
3683
9758
76368
407533
816522
16643900
Your IP: 3.94.202.172
2020-02-28 09:19

สถานะการเยี่ยมชม

มี 120 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk