
คาเลบ (CALEB)
อ้างอิงจากพระคัมภีร์ : หนังสือกันดารวิถี บทที่ 13-14
คุณธรรมอันโดดเด่น : ความกล้าหาญ
แนวคิดสู่การเป็นวีรบุรุษ : คาเลบ พูดว่า “ข้าพเจ้าได้ติดตามพระเจ้าของข้าพเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตใจ” (เทียบ โยชูวา 14:8)
ความเชื่ออันมั่นคง
คาเลบรอดูว่าใครจะได้รับการคัดเลือกให้เดินทางไปสำรวจแผ่นดินคานาอัน พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะประทานแผ่นดินให้กับประชากรจำนวนมากที่เดินทางออกจากอียิปต์ แล้วในที่สุด คาเลบก็ได้ยินชื่อของตัวเอง
บางทีพวกเขาอาจจะหมายถึงคาเลบคนอื่นหรือเปล่า แต่โมเสสเรียกเขาอีกครั้ง “คาเลบ บุตรของเยฟุนเนห์ จากเผ่ายูดาห์”
เขาได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้สำรวจ ขณะนี้เขายืนอยู่ท่ามกลางชายอีก 11 คนที่จะร่วมเดินทางไปยังแผ่นดินคานาอัน เพื่อสืบดูว่าแผ่นดินที่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะเป็นของพวกเขานั้นเป็นอย่างไรบ้าง
เป็นเวลา 40 วันที่พวกเขาออกไปสำรวจ และพบว่าแผ่นดินนั้นเต็มไปด้วยพืชผักและผลไม้นานาชนิด พวกเขาได้ตัดกิ่งองุ่นมาพวงหนึ่ง มันหนักมากจนต้องใช้สองคนหาม
"แผ่นดินนี้เหมาะกับครอบครัวของพวกเราที่สุดเลย" คาเลบหัวเราะร่า
"ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน" โยชูวาตอบ
พวกเขามองดูเมืองใหญ่ พื้นที่เกษตรกรรม ทิวเขา และสายน้ำ ที่นี่มีทั้งผืนดินและอาหารอุดมสมบูรณ์เกินพอที่จะดูแลทุกครอบครัวได้อย่างทั่วถึง
คาเลบพร้อมที่จะเข้าไปครอบครองดินแดนแห่งนี้แล้ว แต่พวกเขายังต้องกลับไปบอกโมเสสถึงสิ่งที่ได้เห็นมา คาเลบมั่นใจว่าทันทีที่ประชาชนได้ยินว่าดินแดนแห่งนี้อุดมสมบูรณ์เพียงใด พวกเขาก็พร้อมที่จะรับของขวัญจากพระเจ้าอย่างแน่นอน
ผู้คนต่างส่งเสียงโห่ร้องยินดีเมื่อคาเลบและผู้สำรวจคนอื่น ๆ เดินทางกลับมาจากดินแดนคานาอัน ทุกคนต่างทึ่งกับขนาดขององุ่นพวงใหญ่ เพราะไม่เคยมีใครเคยเห็นองุ่นพวงใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย
โมเสสกล่าวว่า "ช่วยบอกพวกเราทีว่าพวกท่านไปพบเห็นอะไรมาบ้าง"
หนึ่งในผู้สำรวจจึงลุกขึ้นยืน แล้วพูดว่า "พวกเราใช้เวลาสำรวจดินแดนแห่งใหม่นี้อยู่นานกว่าหนึ่งเดือน และนี่คือผลผลิตที่ได้จากการเพาะปลูกในดินแดนคานาอัน" เขาพูดพลางชี้ไปที่พวงองุ่น
ผู้คนดูมีความสุข ประหลาดใจ และพร้อมที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ลองจินตนาการดูสิว่าคาเลบจะตกใจขนาดไหนเมื่อชายคนนั้นพูดต่อว่า "แต่คนที่อยู่ที่นั่นมีกำลังเข้มแข็ง พวกเรายังเห็นยักษ์อีกด้วย พวกเราเป็นแค่คนทำอิฐในอียิปต์ แล้วพวกเราจะไปรบสู้ชนะยักษ์พวกนั้นได้ยังไง"
คาเลบเห็นได้ชัดว่าประชาชนกำลังหวาดกลัว เขาจึงรีบยืนขึ้นแล้วพูดว่า "พระเจ้าอยู่กับเรา พวกเราต้องรีบขึ้นไปยึดครองแผ่นดินที่พระองค์ทรงสัญญาไว้" แต่ผู้คนกลับไม่เชื่อว่าตนเองจะทำได้ คาเลบจึงพูดต่อไปว่า "แผ่นดินนี้เป็นของเรา พระเจ้าทรงมอบให้แก่เราแล้ว เราไม่ควรรอช้าอีกต่อไป"
ผู้สำรวจอีกคนกล่าวว่า “พวกเราดูตัวเล็กเหมือนตั๊กแตนไปเลยเมื่อเทียบกับขนาดตัวของคนที่อาศัยอยู่ที่นั่น" คำพูดนั้นทำให้ผู้คนเริ่มหวาดกลัวสิ่งที่เป็นของขวัญจากพระเจ้า คาเลบได้แต่สงสัยว่าเรื่องแบบนี้เป็นไปได้อย่างไร
วันถัดมา ผู้คนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขาน่าจะอยู่ในอียิปต์เสียยังดีกว่า เพราะการมาอยู่ที่นี่คงต้องมาตายในถิ่นทุรกันดารโดยไร้ที่อยู่อาศัย บางคนถึงขั้นพร้อมที่จะตั้งผู้นำคนใหม่เพื่อพากลับไปอียิปต์แล้ว
คาเลบพยายามทำให้ฝูงชนเงียบลง ก่อนจะพูดขึ้นว่า "แผ่นดินที่เราไปสำรวจมานั้นเป็นแผ่นดินที่ดีเยี่ยม ถ้าพระยาห์เวห์พอพระทัย พระองค์จะประทานแผ่นดินให้แก่เรา และถ้าพระเจ้าอยู่ฝ่ายเรา เราก็ไม่ต้องกลัวสิ่งใด"
วันนั้น ความกลัวมีอำนาจเหนือความเชื่อ พระเจ้าจึงไม่พอพระทัย พระองค์ตรัสว่า ในเมื่อผู้คนไม่ยอมเข้าไปยึดครองแผ่นดินที่พระองค์ประทานให้ พวกเขาก็จะต้องเร่ร่อนอยู่ในถิ่นทุรกันดารอีกหนึ่งปี ประชากรอิสราเอลไม่มีแผ่นดินอาศัยเป็นเวลาถึงสี่สิบปีเพียงเพราะพวกเขาปฏิเสธที่จะรับของขวัญจากพระเจ้า
คาเลบเป็นคนกล้าหาญ เขาต้องการที่จะย้ายเข้าไปในแผ่นดินคานาอันตั้งแต่ตอนที่ได้เห็นมันเป็นครั้งแรก และเมื่อเขาเข้าสู่วัยชราจนผู้คนก็ได้เดินทางมาจับจองแผ่นดินนี้แล้ว เขาก็รีบที่จะขอที่ดินสักแห่งเพื่อสร้างบ้านของตัวเองเสียที
เมื่อคุณทำตามสิ่งที่พระเจ้าขอ คุณก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องกลัว
บทเรียนจากวีรบุรุษ
คาเลบรู้ดีว่าเขาไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องกลัว เพราะพระเจ้าจะทำตามสิ่งที่พระองค์ตรัสไว้เสมอ
1. มีสิ่งใดบ้างที่ทำให้คุณรู้สึกกลัว
2. ทำไมจึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับคาเลบที่จะเชื่อว่าพระเจ้าสามารถทำตามที่พระองค์ตรัสไว้
3. การเรียนรู้เกี่ยวกับพระเจ้ามากขึ้น ช่วยให้คุณกลัวน้อยลงได้อย่างไร
ข้อคิดสะกิดใจ
ความกลัวจะเกิดขึ้นเสมอเมื่อคุณละเลยที่จะวางใจในพระเจ้า แต่การไว้วางใจในพระองค์จะขับไล่ความกลัวออกไป