ยามที่ทำบุญ..จำต้องคงไว้ซึ่งสติปัญญาที่ฉลาด

foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

ชายผู้หนึ่ง เพื่อให้ภรรยาได้รับการรักษาอาการป่วยไข้ จนเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว เป็นเพราะหมดปัญญาแล้วจริงๆ กับการจ่ายเงินเพื่อนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
วันนี้..ผู้ชายจึงไปกระทำเรื่องออกจากโรงพยาบาล เก็บสัมภาระที่เรียบง่าย แล้วประคองภรรยา ซึ่งยังมีอาการไข้ที่หนักหนา เพื่อกลับไปบ้านที่ชนบท ด้วยความจำใจจำยอม
ทว่า..บนรถโดยสาร พวกเขากลับพบเจอผู้ใจดีท่านหนึ่ง หลังจากผู้ใจดีท่านนี้ ได้รับฟังเรื่องราวของพวกเขาจบแล้ว เขาบอกว่า
ช่างประจวบเหมาะจริงๆ เขาทำงานอยู่ที่มูลนิธิแห่งหนึ่ง เขาจะลองหาวิธีที่จะช่วยเหลือพวกเขา

เป็นจริง..ผ่านไปไม่นาน ผู้ชายคนนี้ก็ได้รับเงินจากผู้ใจดี ที่ส่งมาให้สองพันหยวนภรรยาของเขา จึงได้กลับเข้าไปรักษาตัว ในโรงพยาบาลอีกครั้ง
หลังจากนั้น ทุกครั้งยามที่พวกเขาทั้งสอง รู้สึกว่าค่ารักษาคงเหลือน้อย พวกเขาก็จะได้รับเงินจากผู้ใจดีที่ส่งมาให้
ความช่วยเหลือที่เหมือนดั่ง ให้ถ่านร้อนระอุท่ามกลางหิมะที่หนาวเหบ็บ ทำให้หัวใจของสามีภรรยาคู่นี้ รู้สึกอบอุ่นยิ่ง
นอกจากต้องจ่ายค่ารักษาที่จำเป็นให้แก่ทางโรงพยาบาลแล้ว ทั้งสองสามีภรรยาเขียมกินประหยัดใช้อย่างมัธยัสถ์
พวกเขา..ย้ำเตือนส่วนลึกของหัวใจไว้เสมอๆว่า เงินเหล่านี้มาจากมือของผู้ที่มีความรักมากมาย บางทีคนเหล่านั้นก็อาจจะได้เงินมาไม่ง่ายนัก จึงไม่กล้าที่จะใช้จ่ายอย่าง
สุรุ่ยสุร่าย
ฤดูใบไม้ผลิ ยามนี้หิมะละลายดอกไม้ผลิบาน อาการป่วยไข้ของภรรยา ก็หายเป็นปกติ ในการรักษาระยะเวลาร่วมสองเดือนนี้ พวกเขาได้รับเงินที่ส่งมาจากผู้ใจดีรวม
ทั้งสิ้น14,000หยวน (หยวนละประมาณห้าบาทกว่าๆ)
สองสามีภรรยา ตัดสินใจที่จะไปขอบคุณผู้ใจดีท่านนี้ อีกทั้งมูลนิธิที่ได้ให้ความช่วยเหลือพวกเขามากมาย
ทว่า..ยามที่พวกเขาเร่งรีบมาถึงเมืองเมืองนั้น จึงรู้ว่า ผู้ใจดีแท้จริงแล้ว ไม่ได้ทำงานที่มูลนิธิแต่อย่างใด
เขา..บริหารโรงงานเล็กๆแห่งหนึ่งของเขาเอง อยู่ที่นอกชานเมือง อีกทั้งเงิน14,000 หยวนนั้น ทั้งหมดเป็นของเขาเพียงผู้เดียว ที่นำออกมาบริจาคให้กับสามีภรรยาคู่นี้
เรื่องราวนี้แพร่กระจายออกไปเร็วมาก จนได้รับความสนใจจากนักข่าวในพื้นที่ นักข่าวจากสถานีโทรทัศน์เป็นพวกแรกที่เร่งรีบมาถึงชานเมือง เพื่อขอสัมภาษณ์ผู้ใจดีท่านนี้
นักข่าวถาม : เพราะเหตุใด ท่านจึงให้ความช่วยเหลือสามีภรรยาคู่นี้ ซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
เขายิ้มๆ แล้วพูดว่า : ก็ไม่มีอะไรมาก ครั้งก่อนไปปฏิบัติภารกิจที่อื่น ผมเห็นพวกเขายากลำบากจริงๆ จึงตัดสินใจช่วยเหลือพวกเขา
นักข่าวถามอีกว่า : แล้วเพราะเหตุใด ท่านไม่บอกพวกเขาตั้งแต่แรกว่า เงินจำนวนนี้ เป็นท่านผู้เดียวที่นำออกมาให้แก่พวกเขา
ครั้งนี้..เขาไม่ได้ตอบคำถามของนักข่าวตรงๆ แต่กลับเล่าเรื่องราวของตนเองเรื่องหนึ่งให้นักข่าวฟัง
ตอนที่ผมยังเด็ก จำได้ว่า มีปีหนึ่ง ทางบ้านยากจนมาก จนกระทั่งไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อ คุณพ่อคุณแม่กำลังทุกข์ใจกับเรื่องนี้อยู่นั้น ผู้ใหญ่บ้านได้แบกข้าวสารมาให้ที่บ้านผมหนึ่งกระสอบ ท่านบอกว่า
นี่เป็นข้าวสารบริจาคจากเบื้องบน ที่แจกจ่ายลงมา ใครๆล้วนรู้ว่า ครอบครัวของพวกเธอ อยู่ร่วมกันสี่ชั่วอายุคน จำนวนคนมาก เสบียงต้องไม่พอกิน ข้าวสารกระสอบนี้
อาจจะช่วยคลี่คลายให้พวกท่านได้
สุดท้าย..ก็เป็นเพราะข้าวสารกระสอบนี้ ทำให้ครอบครัวพวกผม ได้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด ผ่านไปแล้วหลายปี ฐานะทางบ้านเริ่มดีขึ้น พ่อแม่ของผมจึงรับรู้มา
จากปากของลูกสะใภ้ผู้ใหญ่บ้านว่า
แท้จริงแล้ว..ข้าวสารกระสอบนั้น ไม่ใช่ข้าวสารที่บริจาค แต่เป็นผู้ใหญ่บ้านนำออกมาจากบ้านของเขาเอง ซึ่งเสบียงก็เหลือไม่มากเช่นกัน นำมาช่วยเหลือครอบครัวพวกผม
หลังเล่าจบ เขาพูดกับนักข่าวว่า : เรื่องนี้มีผลกระทบกับผมใหญ่หลวงมาก ผมได้เรียนรู้ที่จะรักจากผู้ใหญ่บ้าน อีกทั้งได้เรียนรู้ว่า จะไปรักอย่างไร
จริงซิ...สามารถทำให้คนคนหนึ่ง รับความช่วยเหลือจากเราอย่างสง่าผ่าเผย อีกทั้งไม่ทำให้เขาอึดอัด ตะขวิดตะขวงใจแม้นเพียงน้อยนิด นั่นจึงเป็นความรักที่แท้จริง
นักข่าวยังไม่ตายใจ เลยถามคำถามเขาอีกเป็นครั้งสุดท้าย คำถามนี้รู้สึกว่าขวานผ่าซาก ตรงไปตรงมา อีกทั้งแหลมคมยิ่ง ว่า...
ในเมื่อท่านต้องการช่วยเหลือพวกเขา แล้วเพราะเหตุใด ไม่ให้เงินช่วยเหลือที่จะให้พวกเขา ให้พวกเขาทั้งหมดในครั้งเดียวเลยล่ะ?
กับคำถามของนักข่าว ที่เขาเผชิญหน้าอยู่ เขายิ้มๆ จากนั้นพยักหน้า พูดด้วยความรู้สึกว่า นำเอาทั้งหมดที่พวกเขาต้องการ แล้วให้ไปทีเดียว นี่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้
แต่ทว่า..ทำเช่นนี้แล้ว สิ่งที่สองสามีภรรยาได้รับนั้น ก็เป็นเงินเพื่อรักษาป่วยไข้เท่านั้น แต่การกระทำในวิธีการของผม...
เป้าหมายที่แท้จริง คือ อยากให้พวกเขามีความรู้สึกว่า พวกเขาได้รับความรัก ความหวังตลอดเวลา ไม่มีการขาดช่วงขาดตอน
สุดท้าย..เขาพูดว่า : กับคนที่ตกอยู่ในสภาวะ ที่ยากลำบากแล้ว สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่ความสงสาร แต่เป็นความรัก และความหวังที่ไม่ขาดสายไม่มีการจบสิ้นตลอด
กาล

ยามที่พวกเรามีความยากลำบาก พวกเราหวังมีผู้ใจดีมาช่วยเหลือ หรือ เกิดปาฏิหาริย์ แต่หากเรามาขบคิดอีกมุมหนึ่ง ในยามที่เรามีความสามารถ พวกเราเคยครุ่นคิดหรือไม่ว่า จะทำอย่างไร ให้กลายเป็นผู้ใจดี อีกทั้งปาฏิหาริย์ของผู้อื่น

Cr : Niwat Rungvicha