^Back To Top

  • 1 1
    2 เมษายน – วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 65 พรรษา
  • 2 2
    จำศีลอดอาหาร การอดอาหารหรืออดสิ่งจำเป็นเล็กน้อยในชีวิตก็เป็นการร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพี่น้องของเราที่กำลังอดอยาก ขาดอาหารบริโภค ขาดความสะดวกสบายที่จำเป็นสำหรับชีวิต ที่สำคัญที่สุด คือ อดใจไม่ทำบาป
  • 3 3
    ทำกิจเมตตา เหตุผลอีกอย่างหนึ่งของการจำศีลอดอาหารในเทศกาลมหาพรตก็เพื่อเราจะได้มีโอกาสแบ่งปันอาหารแก่ผู้ที่หิวโหย เราอดออมเงินส่วนหนึ่ง จากการซื้ออาหารหรือขนมไว้เพื่อมอบให้แก่ผู้ที่มีอาหารไม่เพียงพอ การทำดังนี้ เป็นการตอบรับเสียงเรียกของพระเยซูเจ้าที่บอกเราให้เลี้ยงอาหารผู้หิวโหย เยี่ยมเยียนผู้เจ็บป่วย และปลอบโยนผู้ที่อยู่ในความโศกเศร้า
  • 4 4
    ภาวนา การภาวนามีความสำคัญยิ่งในเทศกาลมหาพรต เพราะทำให้เราได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจากความจริงแห่งการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้าเพื่อเรา เราจึงควรสรรเสริญสดุดีพระองค์ พระเยซูภาวนาบ่อยๆ เพราะพระองค์เป็นบุตรของพระเจ้า และมีความต้องการจะสัมพันธ์กับพระบิดา
  • 5 5
    เราก็เช่นกัน เราต้องภาวนาไม่ใช่เพราะมีคนอื่นบอก หรือเพราะมีกฎบังคับ เราภาวนาเพราะมีความสำนึกว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้าซึ่งต้องการมีความสัมพันธ์กับพระบิดา

www.kamsonbkk.com

สมโภชพระวรกายและพระโลหิตพระคริสตเจ้า

chaiya1

สมโภชพระวรกายและพระโลหิตพระคริสตเจ้า


ข่าวดี    ลูกา 9:11-17
11)ประชาชนรู้จึงติดตามพระองค์ไป พระองค์ทรงต้อนรับเขาและตรัสสอนเขาเรื่องพระอาณาจักรของพระเจ้า ทรงรักษาคนที่ต้องการการบำบัดรักษา  (12)เมื่อจวนถึงเวลาเย็น อัครสาวกสิบสองคนมาทูลพระองค์ว่า “ขอพระองค์ทรงอนุญาตให้ประชาชนกลับไปเถิด เขาจะได้ไปตามหมู่บ้านและชนบทโดยรอบเพื่อหาที่พักและอาหาร เพราะขณะนี้เราอยู่ในที่เปลี่ยว”  (13)พระองค์ตรัสกับเขาว่า “ท่านทั้งหลายจงหาอาหารให้เขากินเถิด” เขาทูลว่า “เราไม่มีอะไรนอกจากขนมปังห้าก้อนและปลาสองตัวเท่านั้น หรือว่าเราจะไปซื้ออาหารสำหรับคนเหล่านี้ทั้งหมด”  (14)ที่นั่นมีผู้ชายประมาณห้าพันคน พระองค์จึงตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า “จงบอกให้พวกเขานั่งลงเป็นกลุ่ม กลุ่มละประมาณห้าสิบคน”  (15)เขาก็ทำตามและให้ทุกคนนั่งลง  (16)พระเยซูเจ้าทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวนั้นมา ทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นมองท้องฟ้า  ทรงกล่าวถวายพระพร ทรงบิขนมปัง ส่งให้บรรดาศิษย์นำไปแจกจ่ายแก่ประชาชน  (17)ทุกคนได้กินจนอิ่ม แล้วยังเก็บเศษที่เหลือได้สิบสองกระบุง


  
การทวีขนมปังเพื่อเลี้ยงฝูงชนจำนวนมากเป็นเพียงอัศจรรย์เดียวที่มีบันทึกไว้ในพระวรสารทุกฉบับ (มธ 14:13; มก 6:30; ลก 9:11; ยน 6:1)
แต่ละฉบับกล่าวถึงช่วงเวลาที่พระเยซูเจ้าทรงทวีขนมปังไว้ดังนี้
    มัทธิว - “ทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวขึ้นมา ทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นมองท้องฟ้า ทรงกล่าวถวายพระพร ทรงบิขนมปังส่งให้บรรดาศิษย์ไปแจกแก่ประชาชน”
    มาระโก - “พระองค์ทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวขึ้นมา ทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นมองท้องฟ้า แล้วทรงกล่าวถวายพระพร ทรงบิขนมปังส่งให้บรรดาศิษย์ไปแจกจ่ายให้กับประชาชน”
    ลูกา - “พระเยซูเจ้าทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวนั้นมา ทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นมองท้องฟ้า ทรงกล่าวถวายพระพร ทรงบิขนมปัง ส่งให้บรรดาศิษย์นำไปแจกจ่ายแก่ประชาชน”
    ยอห์น - “พระเยซูเจ้าทรงหยิบขนมปังขึ้น ทรงขอบพระคุณพระเจ้า แล้วทรงแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่นั่งอยู่ตามที่เขาต้องการ”
    จะเห็นว่าสาระสำคัญที่มีเหมือนกันทุกฉบับคือ พระเยซูเจ้าทรง “กล่าวถวายพระพร” ก่อน “แจกจ่าย” ขนมปังแก่ประชาชน
    แปลว่า ไม่มีทางเลยที่พระองค์จะยอมกินอาหารโดยไม่ขอบคุณพระเจ้าผู้ทรงประทานทุกสิ่งที่ดีแก่เราเสียก่อน !
    ชาวยิวเองก็มีคำสอนว่า “ผู้ที่ยินดีกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยปราศจากการขอบพระคุณ  เขากำลังขโมยสิ่งนั้นจากพระเจ้า”
    ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ หลังจากกล่าวถวายพระพรแล้ว พระเยซูเจ้าทรงบิขนมปัง (ยกเว้นยอห์นที่ไม่กล่าวถึง) และแจกจ่ายให้แก่ประชาชนทันที
       ไม่มีพระวรสารฉบับใดเลยที่กล่าวว่าพระองค์ทรงทวีขนมปังอย่างไร ?!?
    เมื่อพระวรสารไม่ได้กล่าวถึง  เราอาจอธิบายการทวีขนมปังของพระองค์ได้อย่างน้อย 2 แนวทางด้วยกัน คือ
    1.    พระองค์ทรงทำ “อัศจรรย์” ตามตัวอักษร คือทรงทำสิ่งที่อยู่นอกเหนือธรรมชาติ ซึ่งมนุษย์ทั่วไปไม่อาจกระทำหรือเข้าใจได้ เว้นแต่จะได้รับพระพรพิเศษจากพระเจ้า ดังเช่นในกรณีนี้ที่พระองค์ทรงเพิ่มขนมปังและปลาจำนวนน้อยนิดเพื่อเลี้ยงประชาชนจำนวนมากมาย
    2.    เบธไซดาเป็นเมืองที่ปลอดผู้คนจนพระเยซูเจ้าทรงเลือกใช้เป็นสถานที่สำหรับปลีกพระองค์เพื่ออยู่ตามลำพังกับบรรดาอัครสาวก (ลก 9:10)  ประชาชนที่ติดตามพระองค์ย่อมต้องนำอาหารติดตัวไปด้วยยามต้องเดินทางไปในสถานที่เปลี่ยวเช่นนี้ (ลก 9:12)
         แต่พวกเขายังคงหิวจนพระเยซูเจ้าต้องตรัสว่า “ท่านทั้งหลายจงหาอาหารให้เขากินเถิด” (ลก 9:13) สาเหตุคงเกิดจาก “ความเห็นแก่ตัว” ไม่ยอมนำอาหารของตนออกมากินด้วยเกรงว่าจะต้องแบ่งปันให้คนรอบข้าง และทำให้สัดส่วนของตนเองลดน้อยลง
     เมื่อฝูงชนเห็นอัครสาวกนำขนมปังห้าก้อนและปลาสองตัวมามอบให้พระเยซูเจ้า และพระองค์ทรงเริ่มแจกจ่ายแก่ผู้อื่น  จิตใจของพวกเขาเริ่มเปลี่ยนไป พวกเขานำสิ่งที่ตนมีออกมาแบ่งปันกันจนกระทั่ง “ทุกคนได้กินจนอิ่ม แล้วยังเก็บเศษที่เหลือได้สิบสองกระบุง” (ลก 9:17)
        เท่ากับว่าพระเยซูเจ้าทรงทำ “อัศจรรย์” เปลี่ยน “ความเห็นแก่ตัว” ของประชาชนให้เป็น “ความรักต่อเพื่อนมนุษย์”
    ไม่ว่าเราจะอธิบายแบบใดก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “อัศจรรย์” อย่างแน่นอน !
    
     ยอห์นเล่าว่า หลังจากทำอัศจรรย์ทวีขนมปังแล้ว พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราเป็นปังทรงชีวิตที่ลงมาจากสวรรค์  ใครที่กินปังนี้จะมีชีวิตอยู่ตลอดไป  และปังที่เราจะให้นี้คือเนื้อของเราเพื่อให้โลกมีชีวิต” (ยน 6:51)
    “ผู้ที่กินเนื้อของเรา และดื่มโลหิตของเรา ก็มีชีวิตนิรันดร  เราจะทำให้เขากลับคืนชีพในวันสุดท้าย” (ยน 6:54)
    แสดงว่าพระเยซูเจ้าทรงปรารถนาให้อัศจรรย์ทวีขนมปังเลี้ยงประชาชนเป็นรูปแบบถึง “ปังทรงชีวิต” ที่พระองค์ทรงมอบ “เนื้อ” และ “โลหิต” ของพระองค์เองเพื่อทำให้เรามีชีวิตนิรันดร
    การสมโภชพระวรกาย (เนื้อ) และพระโลหิตพระคริสตเจ้าในวันนี้  จึงเป็นการเฉลิมฉลองอัศจรรย์ที่พระองค์ท่านทรงประทานปังทรงชีวิตเพื่อบันดาลชีวิตนิรันดรแก่เรา
    ทุกวันนี้เรารับพระวรกายและพระโลหิตของพระเยซูเจ้าใน ศีลมหาสนิท
    เนื่องจาก “พระวรกาย” และ “พระโลหิต” คือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้พระเยซูเจ้าเป็นพระเยซูเจ้า  การรับศีลมหาสนิทจึงต้องเป็นการรับพระเยซูเจ้าทั้งครบ
     นั่นคือ เราไม่เพียงรับพระวรกายและพระโลหิตของพระองค์เท่านั้น แต่เรายังรับ “ความรู้สึกนึกคิด ความปรารถนา แนวทางดำเนินชีวิต และทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้พระองค์เป็นพระเยซูเจ้า” เข้ามาในชีวิตของเราด้วย
    ดังนั้น การรับศีลมหาสนิทจักต้องทำให้เราละม้ายคล้ายพระองค์มากขึ้นทุกวัน เพื่อเราจะได้มีชีวิตนิรันดรเหมือนพระองค์
    หลังรับศีลมหาสนิท ชีวิตของเราต้องสะท้อนความเป็นพระเยซูเจ้า ทุกแห่ง ทุกเวลา และกับทุกคน
    ไม่ใช่ปล่อยให้ชีวิตเหมือนเดิมเมื่อจบพิธีบูชามิสซา.......
    
พระวรสารวันนี้ทำให้เราทราบ “ความรู้สึกนึกคิดและจิตใจ” ของพระเยซูเจ้าได้บางประการ กล่าวคือ
1.    พระองค์มีเวลาให้ผู้อื่นเสมอ  ลูกาเล่าว่า “เมื่อบรรดาอัครสาวกกลับมา (จากการประกาศข่าวดีและรักษาโรค) แล้ว  เขาทูลทุกสิ่งที่ได้กระทำแด่พระเยซูเจ้า  พระองค์จึงทรงพาเขาไปด้วย ทรงปลีกพระองค์ไปยังเมืองที่มีชื่อว่าเบธไซดา” (ลก 9:10)
    สิ่งที่พระองค์ต้องการคือความสงบ และความเป็นส่วนตัวตามลำพังกับบรรดาอัครสาวก
    ลองคิดดูสิว่าเราจะรู้สึกอย่างไร หากกำลังอยู่ตามลำพังกับเพื่อนสนิท แล้วถูกเจ้านายตามตัว  หรือกำลังง่วนอยู่กับงานเพราะกลัวว่าจะเสร็จไม่ทันกำหนด แล้วมีคนมารบกวน มาขอความช่วยเหลือ เป็นต้น
    แน่นอนเราย่อมหงุดหงิด และไม่พอใจอย่างยิ่ง
    พระเยซูเจ้ากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ดังตัวอย่างที่ยกมา  เพราะเมื่อประชาชนรู้ว่าพระองค์ประทับอยู่ที่เมืองเบธไซดา ก็พากันติดตามพระองค์ไป
    แต่แทนที่พระองค์จะแสดงอาการหงุดหงิด ลูกาเล่าว่า “พระองค์ทรงต้อนรับเขาและตรัสสอนเขาเรื่องพระอาณาจักรของพระเจ้า ทรงรักษาคนที่ต้องการการบำบัดรักษา” (ลก 9:11) อีกทั้งทรงห่วงใยพวกเขาตรัสว่า “ท่านทั้งหลายจงหาอาหารให้เขากินเถิด” (ลก 9:13)
    นี่คือพระเยซูเจ้า !!
    เมื่อมีผู้เดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือ ไม่มีคำว่า “ไม่มีเวลา” สำหรับพระองค์
2.    พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่ร่างกายของมนุษย์  นับเป็นเรื่องน่าพิศวงอย่างยิ่งที่พระองค์ทรงใช้เวลามากมาย ไม่ใช่เพื่อ “พูด”  แต่เพื่อเยียวยาความเจ็บป่วยและบรรเทาความหิวโหยของเรามนุษย์
          ทุกวันนี้ พระองค์ยังต้องการเราทุกคนให้เป็นดั่ง “มือ” ของพระองค์เพื่อให้บริการและรับใช้เพื่อนมนุษย์
          เพราะฉะนั้น แม่ซึ่งใช้เวลาตลอดชีวิตปรุงอาหารให้แก่ลูกผู้หิวโหย  หรือแพทย์ พยาบาล เพื่อน ญาติ พ่อแม่ นักสังคมสงเคราะห์ ตลอดจนทุกคนที่มีส่วนในการบรรเทาความเจ็บป่วย ความทุกข์ทรมาน และช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเพื่อนมนุษย์ดีขึ้น  พวกเขาเหล่านี้กำลังประกาศพระเยซูเจ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระสงฆ์หรือนักบวชเลย
3.    พระองค์ทรงมีพระทัยกว้าง  เมื่อทรงคิดจะเลี้ยงอาหารประชาชน พระองค์ไม่ได้ทำแบบสุกเอาเผากิน แต่ทรงเลี้ยงพวกเขาทุกคนจน “อิ่มหนำ”  แถมยังมีเหลืออีกตั้งสิบสองกระบุง
    “ความรัก” ทำให้การคำนวณว่า แค่ไหนมาก? แค่ไหนน้อย? แค่ไหนพอเพียง? เป็นสิ่งเกินจำเป็น
    หรือมีใครในพวกเราที่ซื้อดอกกุหลาบให้คนรักในวันวาเลนไทน์ แล้วมานั่งเสียใจหลังจากคำนวณแล้วว่า ดอกกุหลาบของตนแพงกว่าดอกกุหลาบที่คนรักซื้อให้ตั้งหลายเท่า?
    เมื่อคิดจะรัก ก็ไม่ต้องคิดคำนวณ มิใช่หรือ ?!?
    การรับศีลมหาสนิทเป็นประจำ ต้องทำให้เราเลิกคิดคำนวณว่าเดือนนี้ต้องช่วยคนจนเท่าไร?  ยังเหลืองบประมาณอีกเท่าใด?  หรือเราได้ช่วยเหลือคนนี้มากแล้ว คงพอแล้วกระมัง !
    เพราะ ถ้ารักพระเยซูเจ้า ก็ต้อง “ใจกว้าง” เหมือนพระองค์ !
หาไม่แล้ว การสมโภชพระวรกายและพระโลหิตพระคริสตเจ้า
     วันนี้ ผ่านมา….
แล้วก็จะ ผ่านไป....
เหมือนไม่ใช่คริสตชน !!!

คำสอนออนไลน์ ศีลศักดิ์สิทธิ์

7 Sacraments ๒๐๐๓๑๖ 0010 resize

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

เอกสารฉลอง 350 ปี

350

พระวาจาประจำวัน

word of God 2

เว็บไซต์คาทอลิก

bkk


sathukarnlogo


haab


becthailand


santikham


pope report-francis


bannerpope


cc_link2011


0002


thaicatholicbible


mass


bnbec


facebook

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
9444
11922
57937
21366
390163
17081129
Your IP: 34.239.172.52
2020-04-02 20:55

สถานะการเยี่ยมชม

มี 123 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk