^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

วันอาทิตย์พระทรมาน

วันอาทิตย์พระทรมาน


ลูกา 22:14-23:56
เนื่องจากบทอ่านนี้ยาวมาก ผู้อ่านจึงควรอ่านจากพระคัมภีร์โดยตรง

 

บทรำพึงที่ 1
คำอธิษฐานภาวนาระหว่างพระทรมาน
    ลูกาไม่เคยยอมให้เราลืมว่าความทุกข์ทรมานและการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้า ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของแผนการอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ดังที่พระเยซูเจ้าทรงอธิบายให้ศิษย์ของพระองค์เข้าใจระหว่างทางไปยังหมู่บ้านเอมมาอุสว่า “พระคริสตเจ้าจำเป็นต้องทนทรมานเช่นนี้ เพื่อจะเข้าไปรับพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์มิใช่หรือ” (ลก 24:26)
    เมื่อลูกาบอกเล่าเรื่องพระทรมาน เขาแสดงให้เห็นแผนการของพระเจ้าภายในเรื่องราวของมนุษย์ ที่ประกอบด้วยการวางแผน การทรยศ ความทุกข์ทรมาน และความตาย เขาเตือนใจผู้อ่านในทุกขั้นตอนของเรื่องว่าพระเยซูเจ้าทรงมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิด และต่อเนื่องกับพระบิดา บรรยากาศของคำบอกเล่าเต็มไปด้วยการอธิษฐานภาวนา
    ตามคำบอกเล่าของลูกา พระทรมานเริ่มต้นตั้งแต่งานเลี้ยงปัสกา ซึ่งทำให้เห็นความหมายด้านพิธีกรรมของเหตุการณ์ทั้งหมดหลังจากนั้น ปัสกาเป็นการระลึกถึงการเดินทางของประชากรของพระเจ้าออกจากความเป็นทาสในประเทศอียิปต์    ลูกาใช้คำบอกเล่าหลายบทเพื่อบรรยายการเดินทางของพระเยซูเจ้าไปสู่กรุงเยรูซาเล็มว่า “เวลาที่พระเยซูเจ้าจะต้องทรงจากโลกนี้ไปใกล้เข้ามาแล้ว” (9:51) เมื่อเวลานั้นมาถึงพระองค์ทรงนั่งลงที่โต๊ะอาหารพร้อมกับศิษย์ของพระองค์ และตรัสว่า “เราปรารถนาอย่างยิ่งจะกินปัสกาครั้งนี้ร่วมกับท่านก่อนจะรับทรมาน เราบอกท่านทั้งหลายว่าเราจะไม่กินปัสกาอีกจนกว่าปัสกานี้จะเป็นความจริงในพระอาณาจักรของพระเจ้า” (22:14-16)
    ก่อนจะเริ่มต้นงานเลี้ยงปัสกา หัวหน้าครอบครัวจะเล่าเรื่องการอพยพ เพื่ออธิบายที่มาที่ไปของงานเลี้ยงนี้ ระหว่างอาหารค่ำมื้อสุดท้าย พระเยซูเจ้าประทานความหมายใหม่ให้แก่งานเลี้ยงปัสกา ด้วยการบิปัง และเสกเหล้าองุ่น ขนมปังคือพระกายของพระองค์ซึ่งพระองค์จะถวายเป็นเครื่องบูชาเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ และถ้วยเหล้าองุ่นที่ทรงเสกก็คือพระโลหิต ซึ่งรับรองพันธสัญญาใหม่ ดังนั้น อาหารค่ำมื้อสุดท้ายจึงเป็นงานเลี้ยงฉลองปัสกาใหม่ เราจึงควรมองเหตุการณ์พระทรมานทั้งหมดต่อจากนั้นในบริบทของพันธสัญญาใหม่กับพระเจ้า
    เรื่องดำเนินต่อไป จากห้องอาหารไปสู่สวนมะกอกเทศ เหตุการณ์ในสวนมะกอกเทศตามคำบรรยายของลูกา มีการอธิษฐานภาวนาเป็นจุดสำคัญ ลูกาเข้าใจว่าการเข้าตรีทูตของพระองค์เป็นการทดสอบความเป็นหนึ่งเดียวกันของพระเยซูเจ้ากับพระประสงค์ของพระบิดาระหว่างการภาวนาในระดับลึกสุด เขาแสดงภาพพระเยซูเจ้าทรงคุกเข่าภาวนา และมิใช่หมอบลงกับพื้นด้วยความเจ็บปวด ไม่มีการเอ่ยถึงความกลัวและความเศร้าใจ การอธิษฐานภาวนาของพระเยซูเจ้ามีแต่ความสงบและความเข้มแข็ง พระองค์ทรงมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระบิดา ในบททดสอบนี้ พระองค์ทรงพิสูจน์ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ของพระเจ้า การปรากฏกายของทูตสวรรค์มาถวายพละกำลังแด่พระองค์ เป็นสิ่งยืนยันว่าพระบิดาทรงรับบทพิสูจน์ความซื่อสัตย์ของพระองค์แล้ว
    ความซื่อสัตย์อันเป็นผลมาจากการอธิษฐานภาวนาของพระเยซูเจ้า กลายเป็นแบบอย่างสำหรับศิษย์ของพระองค์ พระองค์ทรงเตือนพวกเขาตั้งแต่ต้นและในช่วงท้ายว่า “จงอธิษฐานภาวนาเถิด เพื่อจะไม่ถูกทดลอง” นี่คือคำวิงวอนประโยคสุดท้ายในบทภาวนาข้าแต่พระบิดา แต่ตรงกันข้ามกับความเข้มแข็งของพระเยซูเจ้าในการภาวนา ศิษย์ของพระองค์อ่อนแอ ความทุกข์ของพระองค์มากขึ้นเท่าไร คำภาวนาของพระองค์ก็ยิ่งมุ่งมั่นมากขึ้นเท่านั้น แม้แต่ในขณะที่พระกายตกอยู่ท่ามกลางความตึงเครียดจนพระเสโทหลั่งออกมาประดุจโลหิต แต่บรรดาศิษย์หมดแรงไปกับการทดลอง และพวกเขา “หลับอยู่เพราะความโศกเศร้า”
    พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้เห็นจิตใจอันสงบระหว่างทรงเผชิญกับการทดลองต่าง ๆ พระองค์ทรงมั่นใจในจุดยืนของพระองค์ต่อพระบิดา เพราะพระองค์ไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหาเลย เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ พระองค์จึงตรัสน้อยมากกับบุคคลที่ตัดสินใจไว้ก่อนแล้วว่าจะกำจัดพระองค์ และไม่ตรัสอะไรเลยกับเฮโรด ผู้อยากรู้อยากเห็น
    ปิลาตยอมรับอย่างเปิดเผยว่าเขาไม่พบว่าพระองค์ได้ทำความผิดใด ๆ หลักฐานที่แสดงว่าปิลาตยอมรับว่าพระองค์เป็นผู้บริสุทธิ์ก็คือเขาอนุญาตให้ฝังพระศพในคูหาส่วนบุคคล แทนที่จะฝังในสุสานรวมที่จัดไว้ให้อาชญากรที่ถูกประหารชีวิต ดังนั้น ลูกาจึงแสดงภาพของพระเยซูเจ้าว่าทรงเป็นผู้รับใช้ผู้บริสุทธิ์ของพระเจ้า ผู้ทรงแบกรับความผิดของผู้อื่น แต่พระเจ้าทรงแก้ต่างให้พระองค์ในที่สุด ลูกาบันทึกบทบาทของพระเจ้าในกรณีนี้ด้วยเช่นกัน
    ที่เนินเขากัลวารีโอ ลูกาไม่เอ่ยถึงเสียงร้องอย่างน่าสงสารของพระเยซูเจ้าเพราะทรงกระหายน้ำ และถูกทอดทิ้ง ข้อความที่พระเยซูเจ้าตรัสทั้งสามครั้งล้วนเป็นคำภาวนา ในข้อความแรก พระเยซูเจ้าทรงวิงวอนพระบิดาให้ทรงให้อภัยผู้ที่ทำร้ายพระองค์ ความรักของพระองค์ไม่ลดลงเลย แม้ว่าทรงได้รับความ
อยุติธรรม ความเจ็บปวด และการเย้ยหยันจากคนเหล่านี้
    หลังจากนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์ และโจรกลับใจก็เต็มไปด้วยจิตตารมณ์การภาวนา ชายคนนี้หันมาพึ่งพระเยซูเจ้าด้วยความยำเกรงพระเจ้า เขายอมรับความผิดของเขา และในเวลาเดียวกันก็ยอมรับว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ เราได้ยินบทภาวนาอันงดงามและอ่อนโยนจากปากของเขาว่า “ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดระลึกถึงข้าพเจ้าด้วยเมื่อพระองค์จะเสด็จสู่พระอาณาจักรของพระองค์” นี่เป็นครั้งแรกในพระวรสารที่เราได้ยินใครคนหนึ่งเรียกพระเยซูเจ้าด้วยพระนามของพระองค์ ในสภาพที่ต่างก็กำลังเจ็บปวดทรมานเหมือนกัน ไม่มีความจำเป็นต้องเรียกพระองค์ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า หรือพระอาจารย์ แต่นี่คือความสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคล ชายคนนี้ได้รับคำสัญญาจากพระเยซูเจ้าว่าเขาจะได้รับส่วนแบ่งในผลของเหตุการณ์ในวันนั้น “วันนี้ ท่านจะอยู่กับเราในสวรรค์”
    ข้อความที่สาม เป็นคำภาวนาของพระเยซูเจ้าเมื่อใกล้สิ้นพระชนม์ ในคำบอกเล่าของมาระโก และมัทธิว พระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์อย่างเจ็บปวด ทรงเปล่งเสียงดังพร้อมกับการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเป็นครั้งสุดท้าย แต่ลูกาบอกเราว่าเสียงร้องนั้นเป็นคำภาวนาด้วยความไว้วางใจว่า “พระบิดาเจ้าข้า ข้าพเจ้ามอบจิตของข้าพเจ้าไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์”
    ปฏิกิริยาของพระเยซูเจ้าต่อความตายคืออธิษฐานภาวนา นายร้อยของกองทัพโรมันถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า และพูดว่า “ชายคนนี้เป็นผู้ชอบธรรมแน่ทีเดียว” ประชาชนที่มาชุมนุมกันดูเหตุการณ์ก็ข้อนอกพากันกลับไป ซึ่งเป็นกิริยาของคนทั่วไปเมื่อภาวนาแสดงความทุกข์กลับใจ
    ตลอดเรื่องราวนี้ ลูกายกความคิดของเราขึ้น ให้มองเห็นการประทับอยู่ของพระเจ้าในนาทีชีวิตของมนุษย์ พระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ และทรงมั่นใจว่าพระองค์ทรงคิดอย่างไรต่อพระบิดา กล่าวคือ พระองค์ทรงนบนอบเชื่อฟังพระประสงค์ของพระบิดาโดยสิ้นเชิง แม้แต่ขณะที่กำลังเจ็บปวดทรมานมากที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะพึงรับได้ พระองค์ก็ยังคงเต็มเปี่ยมด้วยความรัก ความสงสาร และความเมตตา คำพูดของพระองค์ออกมาจากวิญญาณที่อธิษฐานภาวนาอย่างลึกล้ำเสมอ เมื่อเห็นแบบฉบับของพระองค์ ประชาชนจึงเริ่มหันหลังให้บาป และกลับใจ
    ขอให้เรารู้สึกสะเทือนใจและข้อนอกเช่นเดียวกัน และหันไปถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า ขณะที่เราไตร่ตรองเรื่องพระทรมานของ “ชายผู้ชอบธรรม” ผู้นั้น


บทรำพึงที่ 2
ท่านอยู่ที่นั่นหรือเปล่า
    พระวรสารของลูกาเต็มไปด้วยผู้คน เขาเป็นนักประพันธ์ที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์มากกว่าจะเสนอความจริงที่เป็นนามธรรม เขาเป็นนักเทววิทยาผู้ประกาศถึงกิจการอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ด้วยการบรรยายการกระทำต่าง ๆ ของพระเยซูเจ้า และปฏิกิริยาของประชาชน ลูกามีความรู้สึกไวเสมอต่อความเคลื่อนไหวของความคิดและจิตใจมนุษย์ ในคำบอกเล่าเรื่อง
พระทรมาน เราจำเป็นต้องพินิจพิเคราะห์คนทั้งหลายที่เส้นทางชีวิตของเขาพาดผ่าน และเกี่ยวพันกับการเดินทางไปสู่ไม้กางเขนของพระเยซูเจ้า
    การตั้งศีลมหาสนิทเป็นเหตุการณ์สำคัญของพระทรมาน ชาวยิวกินเลี้ยงปัสกาเพื่อรำลึกถึงกิจการของพระเจ้าในการอพยพ และพันธสัญญาที่พระองค์ทรงกระทำกับโมเสสฉันใด ขณะที่ลูกาเขียนพระวรสาร ศีลมหาสนิทก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีการที่คริสตชนรำลึกถึงกิจการของพระเยซูเจ้าในการช่วยมนุษย์ให้รอดพ้น และพันธสัญญาใหม่ที่พระองค์ทรงรับรองด้วยพระโลหิตของพระองค์ฉันนั้น
    ศีลมหาสนิทเป็นตัวแทนของอุดมคติแห่งความรักอันครบครัน ซึ่งแสดงออกด้วยการพลีชีวิตของพระเยซูเจ้าเพื่อผู้อื่น แต่ลูกาตระหนักดีว่า ชีวิตของคริสตชนยังห่างไกลจากอุดมคตินั้น เขาเน้นพฤติกรรมของอัครสาวกสองคน คือ ยูดาส และเปโตร ซึ่งเป็นตัวแทนของบาปของคนยุคต่อมา เขาเชื่อมโยงการทรยศของยูดาสเข้ากับการถกเถียงในกลุ่มศิษย์ว่าผู้ใดยิ่งใหญ่ที่สุด ความคิดเกี่ยวกับอำนาจ และความสำคัญของตนเองเช่นนี้ เป็นการทรยศต่อความคิดของพระเยซูเจ้า ซึ่งไม่ต่างจากการทรยศของยูดาส
    หลังจากนั้น พระเยซูเจ้าตรัสว่าเปโตรจะปฏิเสธพระองค์ แม้ว่าเปโตรได้รับเลือกเป็นพิเศษ และพระเยซูเจ้าทรงอธิษฐานอ้อนวอนเพื่อเขาเป็นพิเศษ แต่เปโตรก็ยังพ่ายแพ้ในการทดสอบ ก่อนจะสำนึกผิดเมื่อได้รับพระหรรษทานจากพระเจ้า การทดสอบเปโตรเมื่อเขาเผชิญหน้ากับการต่อต้าน ก็เหมือนกับการทดสอบคริสตชนในเวลาต่อมา เมื่อพวกเขาต้องอยู่ท่ามกลางบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ คำสั่งสอนก่อนหน้านั้นที่ให้อัครสาวกเดินทางอย่างเรียบง่ายโดยไม่มีถุงเงิน  หรือย่าม ในหมู่ประชาชนที่พร้อมจะช่วยเหลือเกื้อกูลพวกเขา จะต้องเปลี่ยนไปเมื่อศิษย์ทั้งหลายต้องเผชิญกับความมุ่งร้ายและการเบียดเบียน
พระเยซูเจ้าทรงเตือนเขาว่า “ผู้ใดไม่มีดาบก็จงขายเสื้อคลุมเพื่อซื้อดาบเถิด” ซึ่งไม่ได้หมายความว่าพระองค์ทรงสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรง แต่ “การซื้อดาบ” เป็นการพูดเปรียบเทียบให้บรรดาศิษย์เตรียมตัวรับมือกับช่วงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรู และการทดสอบ
    น่าสนใจที่อุดมการณ์แรกเริ่มของคณะฟรังซิสกัน ที่ให้ถือความยากจน และการเทศน์สอนโดยไม่ต้องพึ่งความรู้ ก็ยังต้องยอมรับความเป็นจริง เมื่อนักบวชทั้งหลายเดินทางออกนอกเขตประเทศอิตาลีซึ่งประชาชนยินดีต้อนรับช่วยเหลือนักบวชเหล่านี้ เมื่อนั้น ฟรังซิสยอมรับว่าการศึกษา หนังสือ และบ้านเป็นสิ่งจำเป็น
    ลูกาบอกเล่าช่วงเวลาอันงดงามเมื่อพระเจ้าแสดงความเมตตาต่อเปโตร พระเยซูเจ้าทรงถูกนำตัวออกไปยังลานบ้าน พระองค์ทรงเหลียวมามองเปโตร ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูด เปโตรนึกขึ้นได้ เขาระลึกได้ว่าพระเยซูเจ้าทรงทำนายว่าเขาจะปฏิเสธพระองค์...เขาระลึกได้ถึงวันเวลาที่มีความสุขในอดีต และความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้น...เขาระลึกถึงเช้าวันนั้นที่ทะเลสาบ...และวันนั้นบนภูเขา...เปโตรจึงออกไปข้างนอก และร้องไห้อย่างขมขื่น
    นี่เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ลูกาชอบกล่าวถึง คือ ความเมตตาของพระเจ้า และการกลับใจของมนุษย์ ไม้กางเขนที่สร้างขึ้นในยุคกลางมักแสดงภาพของไก่ เพื่อเตือนใจมนุษย์มิให้จองหอง และทะนงตน
    ข้าพเจ้ารู้สึกว่าลูกาแทบไม่มีอะไรเหมือนกับผู้ที่เราเรียกกันว่า คริสตชน “เกิดใหม่” ผู้คิดว่าตนเองได้รับความรอดพ้น และพ้นจากบาปแล้ว บางคนไม่ยอมสวดบทวันทามารีย์ เพราะในบทภาวนานี้เรายอมรับว่าเราเป็นคนบาป และพวกเขาไม่ชอบข้อความว่า “เราลูกหลานของเอวา ผู้ถูกเนรเทศ” ในบทวันทาพระราชินี
    พระศาสนจักรในยุคที่ลูกาเขียนพระวรสาร ก่อตั้งขึ้นบนศิลา คือ เปโตรผู้อ่อนแอและเป็นคนบาป ผู้ถูกทดสอบอย่างหนัก และถูกซาตานฝัดเหมือนข้าวสาลี แต่เขาได้รับพละกำลังจากคำอธิษฐานภาวนาของพระเยซูเจ้า ในฐานะที่เป็นคนบาปคนหนึ่ง ข้าพเจ้าจึงรู้สึกคุ้นเคย และมีความหวังเมื่ออยู่ในพระศาสนจักรนี้
    ระหว่างทางไปยังเนินเขากัลวารีโอ พระเยซูเจ้าทรงได้รับความช่วยเหลือจากซีโมน ชาวไซรีน ซึ่งเป็นตัวแทนของศิษย์ทุกคนของพระเยซูเจ้า ผู้ช่วยแบ่งเบาภาระของเพื่อนมนุษย์ที่กำลังต่อสู้กับการแบกกางเขนในชีวิตของตน
    ประชาชนจำนวนมากติดตามพระองค์ ในจำนวนนี้มีสตรีกลุ่มหนึ่งที่เห็นใจพระเยซูเจ้า และเข้ามาปลอบโยนพระองค์
พระเยซูเจ้าตรัสแก่พวกนางว่า “จงร้องไห้สงสารตนเองและลูก ๆ เถิด” เพราะการเดินทางสู่เขากัลวารีโอของพระองค์จะเกิดขึ้นซ้ำอีกในความทุกข์ทรมานของคนทุกรุ่นที่ติดตามพระองค์ คริสตชนมองว่าความทุกข์ทรมานของตนเป็นการเข้าร่วมในพระทรมานของพระเยซูเจ้า

    ซีเมโอนเคยทำนายว่า พระเยซูเจ้าจะเป็นเหตุให้คนจำนวนมากในอิสราเอลต้องล้มลง หรือลุกขึ้น ปฏิกิริยาของประชาชนบนเนินเขากัลวารีโอก็ต่างกันอย่างสุดขั้ว โจรสองคนเป็นตัวแทนของแต่ละฝ่าย คนหนึ่งใจกระด้างมากขึ้นเพราะความขมขื่นและได้ดูหมิ่นพระองค์ แต่อีกคนหนึ่งสะเทือนใจกับความบริสุทธิ์ของพระเยซูเจ้า ทำให้เขาหันไปภาวนาต่อพระองค์ นี่เป็นครั้งแรก และครั้งเดียวในพระวรสาร ที่มีใครเรียกพระองค์ว่า “เยซู” ทั้งนี้เพราะมนุษย์จะได้พบความรอดพ้นเพียงในพระนามของพระเยซูเจ้าเท่านั้น
    ลูกาบอกเล่าปฏิกิริยาที่ประชาชนแสดงต่อการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้า นายร้อยชาวโรมันเห็นเหตุการณ์ และประทับใจจนเขาถวายเกียรติแก่พระเจ้า เพราะเขาเห็นได้แล้วว่า พระเยซูเจ้าทรงเป็น “ผู้ชอบธรรม” ลูกาบอกเราว่า ประชาชนพากันกลับไป พร้อมกับข้อนอกตนเองแสดงความสำนึกผิด
    คนผิวดำชอบร้องเพลงสวดที่รู้จักกันดี เนื้อร้องเพลงนี้ถามว่า “ท่านอยู่ที่นั่นหรือเปล่าเมื่อเขาตรึงกางเขนองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” ในคำบอกเล่าเรื่องพระทรมานของลุกา เราพบคนจำนวนมาก และเห็นปฏิกิริยาที่เขาแสดงต่อเหตุการณ์ในวันนั้น เราได้รับเชิญให้พาตัวเราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นี้ และพิจารณาว่าเรายืนอยู่ที่ใด – เราอยู่กับพระเยซูเจ้า หรืออยู่กับเปโตร เราอยู่กับซีโมน ผู้ออกแรงช่วยเหลือพระองค์ หรืออยู่กับกลุ่มสตรีที่ได้แต่สงสารพระองค์ เราอยู่ในกลุ่มคนที่เย้ยหยันพระองค์ หรืออยู่ในกลุ่มคนที่สำนึกผิด ท่านอยู่ที่นั่นหรือเปล่า เหตุการณ์พระทรมานนี้กำลังเกิดขึ้นรอบตัวเรา และในตัวเราในวันนี้หรือเปล่า

 

บทรำพึงที่ 3
    เมื่อบอกเล่าเรื่องพระทรมาน พระวรสารทั้งสี่ฉบับบอกเล่าลำดับเหตุการณ์ทั่วไปตรงกัน แม้ว่าหลายครั้งพระวรสารทั้งสี่บรรยายเหตุการณ์อื่น ๆ ต่างกัน แต่กระนั้น เราควรให้ความสนใจเป็นพิเศษว่าผู้นิพนธ์แต่ละคนเน้นย้ำเรื่องใดโดยเฉพาะ ลูกาเน้นย้ำจิตใจอันสงบเยือกเย็นของพระอาจารย์มากกว่าผู้นิพนธ์คนอื่น และเสนอทัศนคติที่ศิษย์ของพระองค์สามารถเลียนแบบระหว่างการรำพึงภาวนา และในคำอธิบายต่อไปนี้ เราจะกล่าวถึงสองประเด็นนี้ “เราปรารถนาอย่างยิ่งจะกินปัสกาครั้งนี้ร่วมกันท่านก่อนจะรับทรมาน เราบอกท่านทั้งหลายว่าเราจะไม่กินปัสกาอีก จนกว่าปัสกานี้จะเป็นความจริงในพระอาณาจักรของพระเจ้า”...พระองค์ทรงหยิบถ้วยขึ้น ทรงขอบพระคุณ...พระองค์ทรงหยิบขนมปัง ทรงขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่ง...“นี่เป็นกายของเราที่ถูกมอบเพื่อท่านทั้งหลาย...ถ้วยนี้เป็นพันธสัญญาใหม่ในโลหิตของเรา ที่หลั่งเพื่อท่านทั้งหลาย...จงทำดังนี้เพื่อระลึกถึงเราเถิด”

    นี่คืออาหารมื้อสุดท้ายของพระองค์บนโลกนี้ พระองค์ทรงทราบเช่นนี้ และทรงบอกให้ศิษย์ทั้งหลายทราบ...แต่เราสังเกตเห็นความสงบอันลึกล้ำในวิญญาณของพระเยซูเจ้าในคืนวันก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ซึ่งพระองค์ทรงรู้ว่าเวลานั้นกำลังใกล้เข้ามาแล้ว...
    พระเยซูเจ้าทรงต้องการรำพึงถึงความตายของพระองค์ในพระทัย ก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นจริง นี่คือความหมายของการเลี้ยงอำลา และของกิริยาที่เป็นสัญลักษณ์นี้ อาจกล่าวได้ว่า พระองค์ทรงกำลังเลียนแบบความตายของพระองค์ล่วงหน้า พระองค์ทรงวางความตายนี้บนโต๊ะอาหาร – เหมือนขนมปังนี้ และเหล้าองุ่นนี้ ซึ่งพระองค์ทรงเสนอให้แก่บุคคลที่พระองค์รัก...“นี่เป็นกายของเราที่ถูกมอบ...นี่เป็นโลหิตของเราที่หลั่งเพื่อท่าน...” วันพรุ่งนี้ พระโลหิตของพระองค์จะถูกแยกออกจากพระกายของพระองค์ เหมือนขนมปังที่ถูกแยกออกจากเหล้าองุ่นในเย็นวันนี้...
    ในเย็นวันนั้น พระเยซูเจ้าทรงระลึกถึงอย่างมีสติและโดยสมัครใจ ถึงความตายที่จะเกิดขึ้นกับพระองค์ในวันรุ่งขึ้น พระองค์ทรงเสนอความตายนี้เสมือนว่าเป็นอาหารที่ให้ชีวิตแก่ผู้ที่กินอาหารนั้น พระเยซูเจ้าทรงแสดงความรู้สึกสองอย่างที่แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงควบคุมตนเองได้โดยสิ้นเชิง
    -    พระองค์ทรงก้าวเข้าสู่กระบวนการของความตายนี้ด้วยความสมัครใจ “เราปรารถนาอย่างยิ่ง”
    -    พระองค์ทรงมองเห็นความจริงที่ดูเหมือนขัดแย้งกันในตัว ว่านี่เป็นโอกาสอันน่ายินดี “ทรงขอบพระคุณ” นี่คือทัศนคติที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของพระองค์ และพระวรสารย้ำไว้สองครั้ง “ขอบพระคุณ หรือ eucharistia ในภาษากรีก”...“พิธีบูชาขอบพระคุณ” ของเราเป็นเพียงการขยายพิธีการที่พระเยซูเจ้าทรงกระทำในเย็นวันนั้นให้เนิ่นนานออกไป “จงทำดังนี้เพื่อระลึกถึงเราเถิด”...
    วิธีมองความตายเช่นนี้มีประโยชน์สำหรับเรามาก เพราะ
ในบรรดาการกระทำทั้งปวงของมนุษย์ ความตายเป็นเหตุให้เกิดปัญหามากที่สุด การกระทำอื่น ๆ ทั้งปวง (การทำงาน การกิน การเล่น การอ่านหนังสือ การรักผู้อื่น เป็นต้น) อาจมีความหมายในตัวเอง โดยที่พระเจ้าไม่ต้องเข้าแทรกแซงช่วยเหลือ แต่ “ความตาย” จะไม่มีความหมายเลย เว้นแต่ว่าพระเจ้ามีอยู่จริง...ถ้าปราศจากพระเจ้า ความตายก็คือจุดจบของทุกสิ่งทุกอย่าง...
    บัดนี้ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง พระเยซูเจ้าทรงเป็นบุคคลที่ “เลือกอยู่ข้างพระเจ้าอย่างแท้จริง” ทรงฝากชีวิตของพระองค์ไว้กับพระเจ้าโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงทำให้ความตายของพระองค์เป็นเหตุการณ์ที่ “มีน้ำหนัก” มากที่สุด และสำคัญที่สุดในชีวิตของพระองค์บนโลกนี้ ในเย็นวันนี้ พระองค์ทรงบอกว่าความตายของพระองค์เป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นกษัตริย์ของพระเจ้า เป็นจุดเริ่มต้นของพระอาณาจักรของพระเจ้า ในนาทีนั้น อาจกล่าวได้ว่าพระเยซูเจ้าทรงกำลังก้าวไปสู่วันที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะสำเร็จไป ในวันนั้น ภายใต้การปกครองสูงสุดของพระเจ้า ความชั่ว และความตายจะไม่มีอีกเลย...
    บัดนี้ เราเข้าใจแล้วว่าสำหรับพระเยซูเจ้า ความตายเพื่อเป็นเครื่องบูชาของพระองค์ไม่ใช่การกระทำที่ว่างเปล่า หรือการกระทำเชิงลบ หรือไร้ความหมาย แต่พระองค์ทรงทำให้ความตายของพระองค์เป็นการเดินทางไปหาพระบิดา...เรากำลังไปหาพระบิดาของเรา...เรากำลังไปหาบุคคลที่เรารัก...
    ข้าแต่พระเยซูเจ้า เมื่อเวลาของข้าพเจ้ามาถึง โปรดทรงช่วยข้าพเจ้าให้ผ่านความตายของข้าพเจ้าด้วยใจสงบเหมือนพระองค์เถิด...
“กษัตริย์ของคนต่างชาติย่อมเป็นเจ้านายเหนือผู้อื่น และผู้มีอำนาจเรียกตนเองว่าเจ้าบุญนายคุณ แต่ท่านทั้งหลายจงอย่าเป็นเช่นนั้น...
ผู้ที่เป็นผู้นำจงเป็นผู้รับใช้...เราอยู่ในหมู่ท่านเหมือนเป็นผู้รับใช้จริง ๆ”
    พระเยซูเจ้าทรงอธิบายความหมายของความตายของพระองค์ ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันรุ่งขึ้น อีกทางหนึ่งว่า พระองค์ทรงเป็นผู้รับใช้ของมนุษย์ และของพระบิดา...พระองค์ทรงรัก...พระองค์ทรงพลีชีวิตของพระองค์...
    เย็นวันนั้น ชายผู้ยากจน 12 คนกำลังนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับพระเยซูเจ้า พวกเขาไม่รู้ตัวว่าพวกเขาคือตัวอ่อนของมนุษยชาติใหม่ การผจญภัยครั้งใหม่ในประวัติศาสตร์กำลังเริ่มต้น – ระเบียบใหม่ สังคมใหม่ ซึ่งพระเยซูเจ้าทรงอธิบายว่าเป็นโลกที่ “กลับหัว” พระองค์ตรัสว่าในโลกนี้ ผู้นำมีอำนาจครอบงำผู้อื่น แต่ในหมู่ท่าน ต้องไม่เป็นเช่นนั้น
    บุคคลที่นั่งร่วมโต๊ะกับพระเยซูเจ้าเป็นคนยากจน และอ่อนแอ แต่คนเหล่านี้จะพลิกสังคมมนุษย์ทั้งมวล พวกเขาจะเริ่มต้นการปฏิวัติแห่งความรัก ซึ่งกลายเป็นการรับใช้...
    ทางเดียวที่จะทำให้โลกนี้มีความยุติธรรมมากขึ้นคือต้องมีทัศนคติใหม่ที่พระเยซูเจ้าทรงแนะนำ กล่าวคือ อย่าทำตัวเป็นนาย แต่จงรับใช้...ตลอดพระทรมาน พระองค์ทรงแสดงออกว่าพระองค์ทรงเป็นต้นแบบของมนุษย์ผู้รัก “อย่างที่พระเจ้าทรงรัก” - รักจนถึงวาระสุดท้าย...
ซีโมน ซีโมน จงฟังเถิด ซาตานได้ขอ และพระเจ้าทรงอนุญาตให้ซาตานทดสอบท่านทั้งหลายเหมือนฝัดข้าวสาลี แต่เราอธิษฐานอ้อนวอนเพื่อท่าน ให้ความเชื่อของท่านมั่นคงตลอดไป และเมื่อท่านกลับใจแล้ว จงช่วยค้ำจุนพี่น้องของท่านเถิด...เปโตรเอ๋ย เราบอกท่านว่า วันนี้ไก่ยังไม่ทันขัน ท่านก็จะปฏิเสธว่าไม่รู้จักเราถึงสามครั้ง”
    พระเยซูเจ้าทรงทำนายว่าเปโตร ผู้เป็นเพื่อนของพระองค์ จะปฏิเสธพระองค์ พระองค์ทรงทำนายเช่นนี้เพียงเพื่อจะประณามผู้ร้ายตัวจริง คือซาตาน ซาตานได้ขออนุญาตทดสอบท่านเหมือนฝัดข้าวสาลี...
    แต่พระเยซูเจ้าทรงประกาศในเวลาเดียวกันว่าพระองค์จะทรงได้รับชัยชนะ พระองค์ทรงให้อภัยแล้ว ทรงให้อภัยตั้งแต่ก่อนเปโตรจะทำบาปด้วยซ้ำไป...พระเจ้าทรงให้อภัยบาปของเราแล้วตั้งแต่ต้น...เปโตรได้รับการอภัยตั้งแต่ก่อนที่เขาจะปฏิเสธพระองค์อย่างคนขี้ขลาด “เราอธิษฐานอ้อนวอนเพื่อท่าน...เมื่อท่านกลับใจแล้ว จงช่วยค้ำจุน...”
พระเยซูเจ้าเสด็จจากที่นั่นไปยังภูเขามะกอกเทศเช่นเคย บรรดาศิษย์ตามเสด็จไปด้วย เมื่อเสด็จถึงที่นั่นแล้ว พระองค์ตรัสกับเขาเหล่านั้นว่า “จงอธิษฐานภาวนาเถิด เพื่อจะไม่ถูกทดลอง” แล้วพระองค์เสด็จห่างออกไปจากบรรดาศิษย์ประมาณระยะปาก้อนหิน ทรงคุกเข่าลงอธิษฐานภาวนาว่า “พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์มีพระประสงค์ โปรดทรงนำถ้วยนี้ไปจากข้าพเจ้าเถิด แต่อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพเจ้า ให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์เถิด...พระเสโทตกลงบนพื้นดินประดุจหยดโลหิต...พระองค์ทรงลุกขึ้นจากการอธิษฐานภาวนา เสด็จไปพบบรรดาศิษย์ซึ่งหลับอยู่เพราะความโศกเศร้า พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “นอนหลับทำไม จงลุกขึ้นอธิษฐานภาวนาเถิดเพื่อจะไม่ถูกทดลอง”
    พระวรสารกล่าวถึงการภาวนาอย่างชัดเจนถึงสี่ครั้ง
พระเยซูเจ้าทรงอธิษฐานภาวนา... และจากการภาวนานี้ พระองค์ทรงได้รับความมั่นใจที่ทำให้เราเต็มไปด้วยความพิศวง จากการภาวนานี้ พระองค์ทรงได้รับความสงบที่เกินกว่ามนุษย์คนหนึ่งจะมีได้ ซึ่งพระองค์จะแสดงให้ทุกคนได้เห็น…
    ถ้าปีนี้เราไตร่ตรองตามคำบอกเล่าของลูกา สำหรับเรา สวนเกทเสมนีจะไม่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลเกี่ยวกับความทุกข์ทรมานก่อนตาย แต่จะเต็มไปด้วยสันติสุขของมนุษย์คนหนึ่งที่รู้ว่าเวลาที่ตนจะต้องตายกำลังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว แต่ก็รู้ด้วยว่าพระเจ้าทรงรักเขา...การกล่าวถึง “ทูตสวรรค์ที่มาถวายพละกำลัง” (ซึ่งปรากฏแต่ในคำบอกเล่าของลูกา) เป็นภาษา
พระคัมภีร์ที่บ่งบอกว่าโลกของพระเจ้าอยู่ที่นั่น...
    ถูกแล้ว พระเจ้าประทับอยู่เคียงข้างข้าพเจ้า ทุครั้งที่ข้าพเจ้าเจ็บปวดทรมาน...
ในบ้านของมหาสมณะ ... หญิงรับใช้คนหนึ่งเห็นเปโตรนั่งข้างกองไฟ จึงจ้องหน้าพูดว่า “คนนี้อยู่กับเขาด้วย” แต่เปโตรปฏิเสธว่า
“นางเอ๋ย ข้าพเจ้าไม่รู้จักเขา”...เปโตรปฏิเสธพระเยซูเจ้าเช่นนี้สามครั้งภายในหนึ่งชั่วโมง...องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเหลียวมามองเปโตร เปโตรจึงระลึกถึงพระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้า...เขาออกไปข้างนอก ร้องไห้อย่างขมขื่น
    ลูกาเป็นผู้นิพนธ์พระวรสารเพียงคนเดียวที่กล่าวว่า
พระเยซูเจ้าทรงเหลียวมามองเปโตร...นี่คือพระวรสารอย่างแท้จริง... นี่คือข่าวดีแห่งความเมตตา...
    เมื่อข้าพเจ้าตกในบาป พระเยซูเจ้าไม่ทรงประณามข้าพเจ้า แต่ทรงมองข้าพเจ้าด้วยความรักอันอ่อนโยน...และมนุษย์ทุกคนที่ยอมรับการมองนี้ ย่อมได้รับอภัยความผิดทั้งปวงของเขา และ “รอดพ้น” จากบาปทั้งปวงของเขา...
การพิพากษาคดีทางศาสนา
การไต่สวนต่อหน้าสภาสูง: “ถ้าท่านเป็นพระคริสต์ จงบอกเราเถิด” – “ตั้งแต่บัดนี้ บุตรแห่งมนุษย์จะประทับ ณ เบื้องขวาพระอานุภาพของพระเจ้า” – “ดังนั้น ท่านเป็นบุตรของพระเจ้าใช่ไหม”
    จากข้อมูลประวัติศาสตร์ที่ลูการวบรวมได้ เขาเลือกที่จะ
ย้ำพระนามทั้งสามของพระเยซูเจ้า ดังนี้
    -    “พระคริสตเจ้า (หรือพระเมสสิยาห์)” เป็นพระนามที่กำกวม ชวนให้คิดถึงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งพระเยซูเจ้าคงไม่พอพระทัยเท่าไรนัก
    -    “บุตรแห่งมนุษย์” เป็นพระนามในพระคัมภีร์ ได้มาจากหนังสือประกาศกดาเนียล และพระเยซูเจ้าทรงชอบใช้พระนามนี้มากกว่า
    -    “พระบุตรของพระเจ้า” พระเยซูเจ้าจะไม่ทรงอ้าง
พระนามนี้ แต่ทรงยอมรับจากผู้ที่มีความเชื่อในพระองค์ เพราะได้เห็นผลงานของพระองค์ การกลับคืนชีพของพระองค์จะรับรองความถูกต้องของพระนามสุดท้ายนี้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ...อาศัยความเชื่อ
    การพิพากษาคดีครั้งนี้ไม่เหมือนกับการพิพากษาที่เราอ่านพบในหนังสือพิมพ์ทุกวัน เพราะไม่ได้เห็นเพียงการจับกุมตัว และลงโทษบุรุษผู้บริสุทธิ์ ที่เกิดในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในแคว้นกาลิลี...นี่คือ “การพิพากษาคดีพระเจ้า” มนุษย์คิดว่าเขาสามารถลงโทษพระเจ้าถึงตายได้ในวันนี้เช่นเดียวกับเมื่อ
สองพันปีก่อน
    แต่พระเยซูเจ้าทรงทราบว่าพระองค์จะ “ประทับ ณ เบื้องขวาพระอานุภาพของพระเจ้า”
    ขอให้เราอย่าได้ดึงพระทรมานให้ลงมาอยู่ในระดับเดียวกับความคิดประสามนุษย์ของเรา เพราะเดิมพันครั้งนี้ไม่ใช่เดิมพันทางจิตวิทยา หรือสังคม
การพิพากษาคดีตามกฎหมาย
การไต่สวนต่อหน้าปิลาต: “ท่านเป็นกษัตริย์ของชาวยิวหรือ” – “ท่านพูดเองนะ”...“เราไม่พบความผิดข้อใดในคนคนนี้”
    ในการพิพากษาคดีตามกฎหมายนี้ ลูกาย้ำสามครั้งว่าจำเลยผู้นี้บริสุทธิ์ ปิลาตกล่าวว่า “ไม่พบความผิดข้อใดในคนคนนี้”
(ลก 23:4, 14, 22) ปิลาตเป็นผู้ว่าราชการชาวโรมัน เป็น
ผู้พิพากษาที่เป็นกลางเพราะเป็นคนต่างชาติ...เขาไม่ต้องการ
ยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งทางศาสนาในหมู่ชาวยิว
    บ่อยครั้ง คนในโลกปัจจุบันที่ปราศจากอคติก็ตัดสินเช่นนี้ พวกเขายกย่องพระเยซูเจ้าว่าเป็นมนุษย์ที่ดีคนหนึ่ง...เป็น
ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกระทำทารุณกรรม...
    แต่ศิษย์แท้ของพระองค์จะยอมรับเพียงเท่านี้ไม่ได้
ขณะที่บรรดาทหารนำพระองค์ออกไป พวกเขาเกณฑ์ชายคนหนึ่งชื่อ
ซีโมน ชาวไซรีน ซึ่งกำลังกลับมาจากชนบท วางไม้กางเขนบนบ่าของเขาให้แบกตามพระเยซูเจ้า ประชาชนจำนวนมากติดตามพระองค์ไป รวมทั้งสตรีกลุ่มหนึ่งซึ่งข้อนอกคร่ำครวญถึงพระองค์
    นี่คือทัศนคติของศิษย์แท้ เมื่ออยู่ต่อหน้าเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพระเยซูเจ้า ไม่มีใครยังทำตัวเป็นกลางอยู่ได้ หรือเพียงแต่คร่ำครวญสงสารพระองค์...พระเยซูเจ้าตรัสแก่สตรีที่เดินเคียงข้างพระองค์ขณะเดินไปสู่ที่ประหารว่า “อย่าร้องไห้สงสารเราเลย”
    ข้าพเจ้าอยู่ข้างใคร...ข้าพเจ้า “กำลังแบกกางเขน” ร่วมกับ
พระเยซูเจ้าหรือไม่
ขณะอยู่บนกางเขน พระเยซูเจ้าทรงภาวนาว่า “พระบิดาเจ้าข้า โปรดอภัยความผิดแก่เขาเถิด เพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร” ...พระองค์ตรัสกับโจรที่ถูกตรึงกางเขนพร้อมพระองค์ว่า “วันนี้ ท่านจะอยู่กับเราในสวรรค์” ...ถึงเวลาบ่ายสามโมง พระเยซูเจ้าทรงร้องเสียงดังว่า “พระบิดาเจ้าข้า ข้าพเจ้ามอบจิตของข้าพเจ้าไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์”
    เป็นความตายที่สงบอย่างยิ่ง...ตามคำบอกเล่าของลูกา
พระเยซูเจ้าทรงจบชีวิตของพระองค์ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งด้วยการอธิษฐานภาวนาอย่างต่อเนื่อง เป็นการสนทนาอย่างสงบและสนิทสนมกับพระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก และพระบิดาผู้ที่พระองค์ทรงรักยิ่ง...
    พระบิดา ... สวรรค์ ... พระบิดา ... การให้อภัยสำหรับทุกคน แม้แต่คนทั้งหลายที่อ้างว่ามีเหตุผลที่จะ “ฆ่าพระเจ้า” แต่ไม่รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไร ... ความรอดนิรันดรถูกเสนอให้มนุษย์ทุกคน ไม่เว้นแม้แต่อาชญากร...
    ชัยชนะของความรัก! ชัยชนะของพระเจ้า!...
    ความชั่วจะไม่ใช่ผู้ชี้ขาด…
    ความมั่นใจ! ความยินดี!...
    นี่คือกางเขน – เครื่องหมายอันน่าหลงใหล และการเผยแสดงสูงสุดของพระเจ้า...


ประชาชนที่มาชุมนุมกันดูเหตุการณ์นี้เมื่อเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ข้อนอก พากันกลับไป
    พระทรมานของพระเยซูเจ้าเริ่มบังเกิดผลแล้ว...

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
10215
12666
76256
399263
423502
17882528
Your IP: 34.204.168.209
2020-05-29 20:15

สถานะการเยี่ยมชม

มี 250 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk