^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

วันอาทิตย์ที่สี่ เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่สี่ เทศกาลธรรมดา

ลูกา 4:21-30
    พระองค์จึงทรงเริ่มตรัสว่า “ในวันนี้ ข้อความจากพระคัมภีร์ที่ท่านได้ยินกับหูอยู่นี้เป็นความจริงแล้ว” ทุกคนสรรเสริญพระองค์และต่างประหลาดใจในถ้อยคำน่าฟังที่พระองค์ตรัส เขากล่าวกันว่า “นี่เป็นลูกของโยเซฟมิใช่หรือ” พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “ท่านคงจะกล่าวคำพังเพยนี้แก่เราเป็นแน่ว่า ‘หมอเอ๋ย จงรักษาตนเองเถิด สิ่งที่พวกเราได้ยินว่าเกิดขึ้นที่เมืองคาเปอรนาอุมนั้น ท่านจงทำที่นี่ในบ้านเมืองของท่านด้วยเถิด’“ แล้วพระองค์ยังทรงเสริมอีกว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ไม่มีประกาศกคนใดได้รับการต้อนรับอย่างดีในบ้านเมืองของตน เราบอกความจริงอีกว่า ในสมัยประกาศกเอลียาห์ เมื่อฝนไม่ตกเป็นเวลาสามปีหกเดือน และเกิดความอดอยากครั้งใหญ่ทั่วแผ่นดิน มีหญิงม่ายหลายคนในอิสราเอล แต่พระเจ้ามิได้ทรงส่งประกาศกเอลียาห์ไปหาหญิงม่ายเหล่านี้ นอกจากหญิงม่ายที่เมืองศาเรฟัทในเขตเมืองไซดอน ในสมัยประกาศกเอลีชา มีคนโรคเรื้อนหลายคนในอิสราเอล แต่ไม่มีใครได้รับการรักษาให้หายจากโรค นอกจากนาอามานชาวซีเรียเท่านั้น”
    เมื่อคนที่อยู่ในศาลาธรรมได้ยินเช่นนี้ ทุกคนโกรธเคืองยิ่งนัก จึงลุกขึ้นขับไล่พระองค์ออกไปจากเมือง นำไปที่หน้าผาของเนินเขาที่เมืองตั้งอยู่ ตั้งใจจะผลักพระองค์ลงไป แต่พระองค์ทรงดำเนินฝ่ากลุ่มคนเหล่านั้น แล้วเสด็จจากไป

บทรำพึงที่ 1

ข้อรำพึงที่หนึ่ง
การทำงาน และปฏิกิริยาต่อการทำงาน

    ข้อความนี้บรรยายการประกาศข่าวดีของพระเยซูเจ้า และปฏิกิริยาด้านลบที่เพิ่มมากขึ้นในหมู่ประชาชนในบ้านเมืองของพระองค์เอง

    หลังจากทรงอ่านจากหนังสืออิสยาห์ เกี่ยวกับพระอานุภาพของพระจิตเจ้าในปีแห่งความโปรดปรานของพระเจ้าแล้ว พระเยซูเจ้าทรงส่งม้วนหนังสือคืนให้เจ้าหน้าที่ และประกาศว่า “ในวันนี้ ข้อความจากพระคัมภีร์ที่ท่านได้ยินกับหูอยู่นี้เป็นความจริงแล้ว” พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เป็นพระวาจาของพระเจ้าที่จารึกบนกระดาษ แต่ไม่มีจุดประสงค์ให้อยู่แต่ในหน้ากระดาษ เราควรนำพระวาจานี้มาปฏิบัติในชีวิต เช่นเดียวกับเมล็ดพันธุ์พืชที่เก็บไว้ในซอง พระวาจาศักดิ์สิทธิ์จะสูญสิ้นพลังชีวิต ถ้าไม่ถูกหยิบออกมาจากซองและปลูกในดิน การศึกษาพระคัมภีร์ทำให้เราคุ้นเคยกับการทำงานของพระเจ้าในอดีต เพื่อว่าเราจะเห็นการประทับอยู่ และการทำงานของพระเจ้าท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันของเรา พระเจ้าผู้ทรงกระทำการต่าง ๆ ในอดีตพระองค์นี้ ทรงประทับอยู่ในชีวิตของเราในวันนี้

    ปฏิกิริยาแรกของประชาชนเมื่อได้ยินพระวาจาของพระเยซูเจ้า เป็นปฏิกิริยาในด้านบวก พวกเขาประหลาดใจ และคิดว่าพระวาจาของพระองค์น่าฟัง เต็มเปี่ยมด้วยคุณความดีของพระเจ้า แต่ดูซิว่าอารมณ์ของประชาชนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วอย่างไร ลูกานำเราเดินทางผ่านอารมณ์ต่าง ๆ เริ่มจากความชื่นชมจากทุกคน เปลี่ยนเป็นความสงสัย กลายเป็นความโกรธ และจบลงด้วยการใช้ความรุนแรง

    ผู้อ่านต้องใช้จินตนาการของตนเอง เพื่อจะมองเห็นภาพ สังเกตเห็นประชาชนสะกิดกัน หลิวตาให้กัน ได้ยินเสียงหายใจฮึดฮัดแสดงความไม่พอใจ และเสียงหัวเราะประชด หลังจากแสดงความชื่นชมในตอนแรก ความอิจฉาริษยาของคนบ้านเดียวกันก็เริ่มหว่านเมล็ดแห่งความคลางแคลงใจ คนแรกพูดเตือนให้ระวัง “นี่เป็นลูกของโยเซฟ มิใช่หรือ” อีกนัยหนึ่งคือ อย่างเพิ่งหลงคารมเขาง่าย ๆ

    คนขี้อิจฉามักปิดบังความไม่เชื่อของเขาไว้ภายใต้คำพูดขำขันเพื่อหาพรรคพวก แล้วเขาก็ออกมาจากที่ซ่อน เราได้ยินเสียงความอิจฉาที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดชื่นชม “เราได้ยินเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่เมืองคาเปอรนาอุม...” เสียงนั้นเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย “ท่านจงทำอย่างนั้นที่นี่ในเมืองของท่านด้วยเถิด” เราแทบไม่ต้องใช้จินตนาการ ก็สามารถได้ยินเสียงหัวเราะเยาะจากพวกผู้ชายที่นั่งอยู่ด้านหลัง บัดนี้ เขามีช่องทางแสดงความไม่พอใจออกมาแล้ว

    เมื่อทรงเห็นอารมณ์ที่เปลี่ยนไป พระเยซูเจ้าจึงตรัสประโยคที่ไม่มีวันตายว่า “ไม่มีประกาศกคนใดได้รับการต้อนรับอย่างดีในบ้านเมืองของตน” นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับบุรุษศักดิ์สิทธิ์อย่างเอลียาห์ และเอลีชามาแล้วเมื่อหลายปีก่อน ทั้งสองคนไม่ได้รับการต้อนรับในบ้านเมืองของเขา แต่เขานำพระพรการรักษาโรคของพระเจ้ามามอบให้แก่คนต่างชาติ

    ประชาชนคิดว่าพระเยซูเจ้าอวดดีที่นำพระองค์ไปเปรียบเทียบกับประกาศกผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ และที่เจ็บยิ่งกว่านั้น คือ พระเยซูเจ้าดูเหมือนจะบอกว่าพระองค์กำลังปฏิบัติพันธกิจถึงภายนอกอาณาเขตของอิสราเอล บัดนี้ ประชาชนโกรธจนยับยั้งตนเองไม่ได้ และเริ่มใช้ความรุนแรง

    พวกเขาลุกขึ้น และผลักพระองค์ออกไปนอกเมือง การเดินทางขึ้นไปบนเนินเขาเป็นการทำนายถึงอีกวันหนึ่ง จะมีฝูงชนที่กำลังโกรธอีกกลุ่มหนึ่ง และเนินเขาอีกลูกหนึ่ง คำบรรยายการหลบหนีของพระเยซูเจ้าค่อนข้างคลุมเครือ “พระองค์ทรงดำเนินฝ่ากลุ่มคนเหล่านั้น แล้วเสด็จจากไป” ฝูงชนที่กำลังโกรธจะไม่ยอมปล่อยบุคคลที่พวกเขาโกรธให้หลบหนีไปง่าย ๆ แน่นอน คำบรรยายของลูกาบอกเป็นนัยถึงอีกวันหนึ่งหลังจากนั้น เมื่อพระเยซูเจ้าจะเสด็จผ่านโลกนี้ และผ่านความโกรธของชาวโลก และเดินทางกลับไปหาพระบิดา

    เหตุการณ์นี้ช่วยบรรเทาใจคนทั้งหลายที่ตั้งใจทำกิจการดี แต่พบกับความไม่พอใจ ความอิจฉาริษยา และการต่อต้าน พวกเขากำลังประสบชะตากรรมเหมือนกับพระเยซูเจ้า ผู้ทรงยืนยันว่าประกาศกมักไม่ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากเพื่อนบ้านของตนเอง จากโต๊ะทำงานของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามองออกไปเห็นช่องแคบที่มีน้ำไหลผ่านไปยังอ่าวชีพเฮเวิน ในวันที่กระแสน้ำแรงมาก จะเกิดน้ำวนขึ้นที่ข้างฝั่งทั้งสอง และทำให้มีกระแสน้ำไหลสวนทาง เป็นพลังที่ช่วยหนุนคนที่แจวเรือสวนกระแสน้ำสายหลัก ในทำนองเดียวกัน กระแสของกิจการดีมักก่อให้เกิดขบวนการที่มุ่งหน้าไปสู่ทิศทางตรงข้าม

    ประสบการณ์ที่นาซาเร็ธ เมืองของพระเยซูเจ้า ท้าทายเราให้พินิจพิจารณาว่าเราแสดงปฏิกิริยาอย่างไรต่อความสามารถพิเศษของคนรอบตัวเรา

    เราอิจฉา เรารู้สึกว่าเขาเป็นภัยคุกคาม หรือรู้สึกขาดความมั่นใจเมื่อเปรียบเทียบเขากับตัวเรา

    เราปลื้มปิติหรือไม่เมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี เราสนับสนุนเขาหรือไม่ เราช่วยให้เขาค้นหา และพัฒนาความสามารถพิเศษของเขาหรือเปล่า เรายอมรับประกาศกในหมู่เราด้วยความยินดีหรือเปล่า

ข้อรำพึงที่สอง
การปฏิเสธพระเยซูเจ้า ... การปฏิเสธพระศาสนจักร

    เนินเขาที่เห็นจากระยะไกลจะดูเขียวชอุ่มเสมอ เราอาจใช้ชีวิตของเราให้หมดไปกับการรอคอยสถานการณ์ดี ๆ ให้เกิดขึ้นมาเอง เหมือนกับผู้หญิงที่รอคอย และแสวงหาชายในอุดมคติ เธอได้พบเขาในที่สุด แต่เธอก็ค้นพบด้วยว่าเขาเองก็กำลังแสวงหาผู้หญิงในอุดมคติอยู่เหมือนกัน ชาวนาซาเร็ธเริ่มไม่เชื่อถือพระเยซูเจ้า เพราะมองว่าพระองค์เป็นมนุษย์เหมือนกับเขาเกินไป พระองค์เป็นคนข้างบ้าน “คนนี้เป็นลูกของโยเซฟไม่ใช่หรือ จะให้เราฟังเขาหรือ ฉันจะไปหาเขาถ้าต้องการโต๊ะเก้าอี้สักชุดหนึ่ง พวกชาวนาชอบฝีมือของเขา มีคำขวัญติดอยู่ที่ประตูบ้านของเขาไม่ใช่หรือว่า ‘แอกของเราอ่อนนุ่ม และภาระของเราก็เบา’ เขาเป็นช่างไม้ฝีมือดีแน่นอน แต่เขาเป็นนักเทศน์ได้หรือ เขาเอาความคิดพวกนี้มาจากไหน ท่านจะยอมฟังคำแอบอ้างไร้สาระของเขาหรือ”

    ในทำนองเดียวกันก็มีคนไม่น้อยในปัจจุบันที่คิดว่าพระศาสนจักรมีความเป็นปุถุชนมากเกินไป เขายอมรับไม่ได้กับความผิดพลาด หรือความอ่อนแอในตัวของพระสันตะปาปา พระสังฆราช พระสงฆ์ ครู ภราดา ภคินี เพื่อนบ้าน หรือใครก็ตามที่ไปวัด บ่อยครั้งเพียงไรเราต้องฟังเสียงวิจารณ์ของคนที่รังเกียจตัวอย่างเลว ๆ คนเหล่านี้น่าจะช่างสังเกตตัวอย่างดี ๆ สักครั้งหนึ่งก็ยังดี ดูเหมือนว่าเป็นแฟชั่นที่จะวิจารณ์อดีตราวกับว่าไม่เคยมีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นเลยในพระศาสนจักรก่อนสภาสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 ระบบการศึกษาอบรมด้านศาสนาในอดีตอาจสมควรได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็มีชาย และหญิงเก่ง ๆ จำนวนมากที่เรียนรู้ประสบการณ์จากระบบการศึกษานี้

    ในขณะที่เราอาจตำหนิแนวทางการสั่งสอนระหว่างหลายศตวรรษที่ผ่านมา ว่าสนใจมากเกินไปว่าความศักดิ์สิทธิ์เป็นสมบัติส่วนตัวของพระศาสนจักร แต่ยุคสมัยเดียวกันนี้เองได้ทำให้พระศาสนจักรขยายงานแพร่ธรรมออกไปทั่วโลก และมีการเจริญเติบโตของงานอภิบาลด้านการดูแล การรักษาพยาบาล และการศึกษา ชาวเมืองนาซาเร็ธมองเห็นพระเยซูเจ้าเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ถ้านักวิจารณ์ในปัจจุบันต้องการจับผิดพระศาสนจักร เขาไม่จำเป็นต้องค้นหาอะไรมาก แต่โดยส่วนตัว ข้าพเจ้ายินดีที่พระศาสนจักรเป็นชุมชนที่อ่อนแอและเป็นปุถุชนคนธรรมดาเช่นนี้ ... เพราะทำให้ข้าพเจ้ามีที่ยืนที่เหมาะสมสำหรับตนเองในพระศาสนจักรนี้
    ถ้าท่านค้นพบพระศาสนจักรที่ดีพร้อมในวันหน้า มโนธรรมของท่านจะบอกให้ท่านเข้าไปร่วมเป็นสมาชิกในพระศาสนจักรนั้นทันที ท่านเพียงต้องจำไว้ข้อหนึ่งว่า เมื่อท่านเข้าไปอยู่ในพระศาสนจักรนั้นแล้ว พระศาสนจักรจะไม่ดีพร้อมอีกต่อไป

บทรำพึงที่ 2

“ในวันนี้ ข้อความจากพระคัมภีร์ที่ท่านได้ยินกับหูอยู่นี้เป็นความจริงแล้ว”

    นี่คือประโยคสุดท้ายของการเทศน์สอนครั้งแรกของพระเยซูเจ้าในศาลาธรรมที่นาซาเร็ธ บ้านเมืองของพระองค์เอง และเป็นบทเทศน์ตามข้อความจากหนังสือประกาศกอิสยาห์ (61:1-2) พระเยซูเจ้าทรงระบุโครงการทำงานของพระองค์ กล่าวคือ ประกาศข่าวดีแก่คนยากจน ปลดปล่อยผู้ถูกจองจำ ปลดปล่อยผู้ถูกกดขี่ และประกาศปีแห่งความโปรดปรานจากพระเจ้า...

    พระองค์ทรงต้องการเพียงจะบอกเราว่า “วันนี้ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ได้สำเร็จเป็นจริงแล้ว ... พระองค์ทรงยืนยันกับผู้ที่ฟังพระองค์ด้วยความประหลาดใจว่าตัวของพระองค์ และกิจการที่พระองค์กระทำนั้น เป็นไปตามความคาดหมายและความหวังของชาวอิสราเอล พระเยซูเจ้าทรงนำพระวาจาของพระเจ้าจากอดีตที่ผ่านมานาน มาใช้ในสถานการณ์จริง ... พระองค์ไม่ต้องการให้มนุษย์กักพระเจ้าให้อยู่แต่ในอดีต หรือในอนาคตอีกต่อไป วันนี้เป็นเวลาของพระเจ้า เป็นเวลาของแผนการที่พระองค์กำหนดไว้สำหรับข้าพเจ้า และสำหรับท่าน

    วันนี้ เราเองก็อยากจะส่งพระวรสารย้อนกลับไปในอดีตเมื่อ 20 ศตวรรษก่อนไม่ใช่หรือ ...

    วันนี้ ใครคือคนยากจน ผู้ถูกจองจำ ผู้ถูกกดขี่ที่อยู่รอบตัวเรา

    เรามีข่าวดีอะไรจะประกาศแก่คนเหล่านี้หรือเปล่า ...

ทุกคนสรรเสริญพระองค์ และต่างประหลาดใจในถ้อยคำน่าฟังที่พระองค์ตรัส

    ถูกแล้ว พระเยซูเจ้าทรงเริ่มต้นเทศน์สอนด้วยการรับรองว่า “วันนี้” ถึงเวลาแล้วสำหรับ “ของขวัญที่ให้เปล่า ๆ” คือการให้อภัยของพระเจ้า (การให้อภัยอาจเป็นความหมายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคำว่า “ปลดปล่อย” ซึ่งในภาษากรีกคือ aphesis พระเยซูเจ้าเสด็จมาเพื่อประทาน “สารแห่งพระหรรษทาน ... ของขวัญที่ให้เปล่า” ของขวัญที่ผู้รับไม่จำเป็นต้องสมควรได้รับ ... เราสังเกตได้ว่านักบุญเปาโลได้เขียนอธิบายเทววิทยาเกี่ยวกับ “พระหรรษทาน” มาแล้วในจดหมายถึงชาวโรม ในเวลาที่ลูกา ศิษย์ของเขา เขียนพระวรสารฉบับนี้ว่า “ที่ใดบาปทวีขึ้น ที่นั่นพระหรรษทานก็ยิ่งทวีขึ้นมากกว่า” (รม 5:20) ... ลูกาเล่าเรื่องต่างจากมาระโก (6:1-6) เขาบอกว่าประชาชนพอใจคำเทศน์สอนนี้ในตอนแรก “ทุกคนสรรเสริญพระองค์” ชาวนาซาเร็ธไม่ได้เลวไปกว่าคนอื่น ๆ แต่ทำไมพวกเขาจึงเปลี่ยนใจ และหันมาต่อต้านพระองค์...

เขากล่าวกันว่า “นี่เป็นลูกของโยเซฟ มิใช่หรือ”

    ลูการู้ว่าถ้อยคำเหล่านี้แสดงว่าพวกเขาไม่รู้จักชาติกำเนิดแท้ของพระเยซูเจ้า ดังที่เขาเองเพิ่งจะระบุชัดว่า “คนทั่วไปคิดว่าพระองค์ทรงเป็นบุตรของโยเซฟ” (ลก 3:23)

    ในเบื้องต้น ประชาชนประทับใจคำสั่งสอนของพระเยซูเจ้า แต่เขาไม่ยอมรับ “ตัวพระองค์” พวกเขาคิดว่าพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ธรรมดาเกินไป ... เพราะถึงอย่างไร “เขาก็เป็นเพียงบุตรของโยเซฟ”...

    พระศาสนจักรยังทำให้เกิดความรู้สึกสะดุดเช่นเดียวกันในปัจจุบัน ประชาชนพร้อมจะยอมรับสารที่พระศาสนจักรประกาศ แต่ไม่ยอมรับความอ่อนแอประสามนุษย์ของพระศาสนจักร สิ่งที่ประชาชนไม่ยอมรับมีตั้งแต่เรื่องธุรกิจการเงิน การบริหารองค์กรอย่างเผด็จการ การขาดความกระฉับกระเฉงเพราะความเก่าแก่ บาปของบุคคลในพระศาสนจักร เจ้าหน้าที่บางคนที่ไม่รู้จักพิเคราะห์แยกแยะ ความกลัวนวัตกรรม ความขัดแย้งระหว่างคำสั่งสอนและชีวิตจริงของพระศาสนจักร และยังมีข้อบกพร่องอื่น ๆ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะพระศาสนจักร “เป็นมนุษย์มากเกินไป” ในฐานะสถาบันหนึ่ง พระศาสนจักรก็เหมือนกับสมาคมอื่น ๆ จิตใจของชาวนาซาเร็ธ ถูกปิดกั้นเพราะพระองค์เป็นเพียง “บุตรของโยเซฟ”...

พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “ท่านคงจะกล่าวคำพังเพยนี้แก่เราเป็นแน่ว่า ‘หมอเอ๋ย จงรักษาตนเองเถิด สิ่งที่พวกเราได้ยินว่าเกิดขึ้นที่เมืองคาเปอรนาอุมนั้น ท่านจงทำที่นี่ ในบ้านเมืองของท่านด้วยเถิด’”

    พระเยซูเจ้าไม่พยายามบรรเทาความขัดแย้งที่กำลังเริ่มขึ้น เพราะพระองค์ทรงต้องการให้พวกเขาตระหนักว่า พวกเขามีจุดยืนที่ไม่ถูกต้อง “จงทำอัศจรรย์ที่นี่ อย่างที่ท่านเคยทำเพื่อช่วยเหลือประชาชนในเมืองอื่นเถิด” นี่คือการประจญอันยิ่งใหญ่ซึ่งประชาชนโยนใส่พระเยซูเจ้าเสมอ ซาตานก็ทำเช่นนี้ (ลก 4:1-4) ... ฝูงชนร้องขอ “เครื่องหมายจากสวรรค์” (ลก 11:16)...

    หนึ่งในวิธีที่จะทดสอบพระเจ้าก็คือ ร้องขอให้พระองค์ทรงทำอัศจรรย์ ... เราเองก็มีทัศนคติเหมือนชาวนาซาเร็ธ เราอยากให้พระเจ้าแสดงพระองค์ให้เราเห็นชัดกว่านี้สักหน่อย ... เราต้องการพระเจ้าผู้ช่วยแก้ปัญหาให้เรา ... แต่พระเจ้าไม่ทรงโปรดบทบาทที่เราพยายามยัดเยียดให้พระองค์ พระองค์ไม่ทรงโปรดสิ่งที่ผิดธรรมชาติ ประหลาดมหัศจรรย์ ... เมื่อทรงรักษาชายคนตาบอด พระองค์ไม่ได้พยายามทำให้เราทึ่ง แต่ทรงต้องการประทานเครื่องหมายให้เราเห็นว่าพระองค์ทรงต้องการรักษาเราทุกคนให้หายจาก “ความมืดบอด” เมื่อทรงรักษาคนอัมพาตที่นอนบนแคร่ พระองค์ทรงต้องการรักษาโรคอัมพาตของเราซึ่งเกิดจากบาป พระวรสารบอกเราเช่นนี้ (ลก 5:17-26)

    “ทำอัศจรรย์ให้พวกเราเห็นที่นี่ด้วยซิ”

    บางครั้ง เราเองก็คิดว่าเรา “รับใช้” พระเจ้าด้วยวิธีนี้ ทั้งที่ในความเป็นจริง เรากำลังปฏิเสธพระองค์เมื่อเราพยายามบังคับให้พระองค์ “รับใช้เรา” ... เรายื่นคำขาดกับพระองค์ ... คำขาดที่น่าขัน! มนุษย์ลุกขึ้นต่อต้านพระเจ้า และสั่งให้พระองค์ทำสิ่งที่มนุษย์คิดว่าจะมีประโยชน์ต่อตนเอง ... นี่เป็นการยั่วยุ – การลดฐานะของพระเจ้าให้เป็นเพียง “เครื่องจักรสำหรับยามฉุกเฉิน” ที่ช่วยเราให้พ้นจากปัญหาต่าง ๆ...

    ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้ารับใช้พระองค์จริงหรือ หรือเพียงแต่ขอให้พระองค์รับใช้ข้าพเจ้า ... แทนที่จะสวดภาวนาไม่หยุดหย่อนว่า “ขอให้พระองค์ทำตามความประสงค์ของข้าพเจ้า” ขอให้ข้าพเจ้าพูดจากใจจริงว่า “พระประสงค์จงสำเร็จไป” ... ด้วยมือของข้าพเจ้า!

แล้วพระองค์ยังทรงเสริมอีกว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ไม่มีประกาศกคนใดได้รับการต้อนรับอย่างดีในบ้านเมืองของตน”

    นี่คือความจริง ประชาชนไม่ค่อยฟังเสียงประกาศกกันนัก ...

    การเป็นประกาศกแท้เป็นงานที่ยาก เพราะเราต้องเป็น “โฆษก” ของพระเจ้า ในบทอ่านที่หนึ่งประจำวันอาทิตย์นี้ เยเรมีย์พูดในทำนองเดียวกัน ด้วยคำพูดที่เต็มไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวด พระเจ้าไม่ตรัสถ้อยคำที่น่าฟังเสมอไป และเป็นเหตุให้ประกาศกหลายคนเสียชีวิต “เยรูซาเล็มเอ๋ย เยรูซาเล็ม เจ้าฆ่าประกาศก” (มธ 23:37) นี่คือหัวข้อสำคัญในพระวรสารของลูกา (6:23, 11:47, 48, 49, 50, 13:33-34, กจ 7:52)

    เราต้องเป็นประกาศกในโลกนี้ โลกที่คนส่วนใหญ่ขาดความเชื่อและนิยมวัตถุ ... ไม่ใช่ด้วยวิธีที่ประหลาดพิสดาร แต่ด้วยการยึดมั่นในคุณค่าที่พระคริสตเจ้าทรงสั่งสอน ... ด้วยการอยู่ข้างเดียวกับพระเจ้า และด้วยการพูด “แทนพระเจ้า” (คำว่าประกาศก (prophet) มาจากคำศัพท์ภาษากรีกว่า Pro-phemi แปลว่า “ข้าพเจ้าพูดแทน ...”)

เราบอกความจริงอีกว่า ในสมัยประกาศกเอลียาห์ เมื่อฝนไม่ตกเป็นเวลาสามปีหกเดือน และเกิดความอดอยากครั้งใหญ่ทั่วแผ่นดิน มีหญิงม่ายหลายคนในอิสราเอล แต่พระเจ้ามิได้ทรงส่งประกาศกเอลียาห์ไปหาหญิงม่ายเหล่านี้ นอกจากหญิงม่ายที่เมืองศาเรฟัท ในเขตเมืองไซดอน

    มีแต่ลูกา ผู้เป็นศิษย์ของเปาโล อัครสาวกของชนชาติต่าง ๆ ที่ยกข้อความเปรียบเทียบเหล่านี้จากพันธสัญญาเดิม ซึ่งเน้นว่าพระเจ้าประทานพรให้แก่บุคคลที่ไม่ใช่ชาวยิว ดังนั้น เหตุการณ์ที่นาซาเร็ธ จึงถูกนำเสนอเสมือนว่าเป็นทฤษฏีทางเทววิทยาบทหนึ่งว่า ความรอดไม่ได้สงวนไว้สำหรับผู้ได้รับเอกสิทธิ์บางคนเท่านั้น ... พระเจ้าทรงต้องการช่วยมนุษย์ทุกคนให้รอดพ้น ... พระเจ้าทรงรัก “คนต่างชาติ” พระองค์ไม่ได้รักแต่ชาวยิว แต่รักคนอื่น ๆ ด้วย

    ไม่มี “แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์”... ไม่มี “ประชากรเลือกสรร”... นี่คือภาษาวิวรณ์ที่เรานำมาอ้างในทางที่ผิดเมื่อเราเข้าใจว่าวลีในพระคัมภีร์เหล่านี้มีความหมายอย่างจำกัด ราวกับว่ามนุษย์อื่น ๆ ถูกตัดออกจากพันธสัญญานี้ ... ไม่มีเส้นแบ่งเขตแดนสำหรับพระเจ้า พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่เกินขอบเขตส่วนตัวของเรามนุษย์ บุตรของโยเซฟไม่สามารถถูกกักให้อยู่ภายใน “ค่าย” เล็ก ๆ ที่ชื่อนาซาเร็ธนี้ได้ ... พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่าพระศาสนจักรของพระองค์ที่ตามองเห็นได้ แม้แต่มนุษย์ที่ไม่ใช่ คริสตชนก็มีสิทธิได้รับพระหรรษทานจากพระองค์...

ในสมัยประกาศกเอลีชา มีคนโรคเรื้อนหลายคนในอิสราเอล แต่ไม่มีใครได้รับการรักษาให้หายจากโรค นอกจากนาอามาน ชาวซีเรียเท่านั้น
    ในการเปรียบเทียบระหว่างชาวอิสราเอล และคนต่างชาติ คนต่างชาติมักได้เปรียบเสมอ ทุกครั้งที่มีโอกาส พระเยซูเจ้าจะแสดงความชื่นชม “คนต่างชาติ” คนที่ไม่ใช่ชาวยิว และชาวสะมาเรียที่ถือว่าเป็นคนนอกรีตเสมอ (ลก 7:9, 23:47, 10:33, 17:16)...

    แม้จะแปลก แต่ก็เป็นความจริง ว่าศาสนาสามารถทำให้ใจคนแข็งกระด้างได้ ... ชนชาติอิสราเอลรอคอยพระเมสสิยาห์มานานถึงสองพันปี แต่ความเชื่อของเขาเหือดแห้งไปหมดแล้ว ... นี่เป็นสิ่งเตือนใจคนทั้งหลายที่คิดว่าตนเองคุ้นเคยกับ “เรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า” ... ผู้ที่คิดว่าตนเองปลอดภัยเพราะได้รับ “การศึกษาสมกับเป็นคริสตชนที่ดี” หรือไปรับศีลศักดิ์สิทธิ์อย่างสม่ำเสมอ เพราะ “คนเก็บภาษี และหญิงโสเภณี จะเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้าก่อนท่าน” (มธ 21:31)...

เมื่อคนที่อยู่ในศาลาธรรมได้ยินเช่นนี้ ทุกคนโกรธเคืองยิ่งนัก จึงลุกขึ้นขับไล่พระองค์ออกไปจากเมือง นำไปที่หน้าผาของเนินเขาที่เมืองตั้งอยู่ ตั้งใจจะผลักพระองค์ลงไป

    นี่คือการประกาศถึงชะตากรรมสุดท้ายของพระเยซูเจ้า พระองค์จะต้องถูกนำตัว “ออกไปจากเมือง” เพื่อประหารชีวิต (ลก 20:15, กจ 7:58) เราคงคิดผิด ถ้าเราคิดว่าตนเองอยู่บนฝั่งที่ปลอดภัย และไม่มีทัศนคติเหมือนกับคนเมืองเดียวกับพระเยซูเจ้า ... บ่อยครั้งที่เราขับไล่พระเยซูเจ้า “ออกไปจาก” การตัดสินใจของเรา ... ออกไปจากบ้านของเรา ... ออกไปจากอาชีพของเรา ... ท่านไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรา ไปเทศน์สอนที่อื่นเถิด ท่านประกาศก!...

แต่พระองค์ทรงดำเนินฝ่ากลุ่มคนเหล่านั้น แล้วเสด็จจากไป

    การปฏิเสธของข้าพเจ้าไม่สามารถสกัดกั้นพระเจ้าไม่ให้ทำงานตามแผนการของพระองค์ ด้วยความช่วยเหลือจากผู้อื่น! แม้ว่าประวัติศาสตร์จะมีทั้งช่วงเจริญรุ่งเรือง และช่วงตกต่ำ และมนุษย์ปฏิเสธพระองค์ แต่พระเยซูเจ้าก็ยังมุ่งหน้าไปตามทางของพระองค์ ... ขอบพระคุณ พระเจ้าข้า!

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
3656
9291
3656
61800
420929
17965994
Your IP: 18.206.187.81
2020-06-07 10:32

สถานะการเยี่ยมชม

มี 108 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk