foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2019

IMG resize 2019

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

เอกสารฉลอง 350 ปี

350

พระวาจาประจำวัน

word of God 2

เว็บไซต์คาทอลิก

bkk


sathukarnlogo


haab


becthailand


santikham


pope report-francis


bannerpope


cc_link2011


0002


thaicatholicbible


mass


bnbec


facebook

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
4289
18258
88223
371977
436281
14682766
Your IP: 35.172.195.49
2019-11-22 08:50

สถานะการเยี่ยมชม

มี 442 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

วันอาทิตย์ที่สามสิบสาม เทศกาลธรรมดา

ลูกา 21:5-19
    ขณะนั้นบางคนให้ข้อสังเกตว่า พระวิหารมีหินและของถวายตกแต่งอย่างงดงาม พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า “สักวันหนึ่ง ทุกสิ่งที่ท่านเห็นอยู่นี้ จะไม่มีก้อนหินเหลือซ้อนกันอยู่เลย” เขาจึงทูลถามพระองค์ว่า “พระอาจารย์ เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเมื่อไร และมีเครื่องหมายใดบอกว่าเหตุการณ์นี้กำลังจะเกิดขึ้น”
    พระองค์ตรัสตอบว่า “จงระวังอย่าให้ผู้ใดหลอกลวงท่านได้ หลายคนจะอ้างนามของเรา พูดว่า ‘ฉันเป็นพระคริสต์’ และ ‘เวลากำหนดมาถึงแล้ว’ อย่าตามเขาไป เมื่อท่านทั้งหลายได้ยินข่าวลือเรื่องสงครามและการปฏิวัติ จงอย่าตกใจ เหตุการณ์เหล่านี้จำเป็นต้องเกิดขึ้นก่อน แต่ยังไม่ถึงวาระสุดท้าย” แล้วพระองค์ตรัสกับเขาว่า “ชาติหนึ่งจะลุกขึ้นต่อสู้กับอีกชาติหนึ่ง อาณาจักรหนึ่งจะลุกขึ้นต่อสู้กับอีกอาณาจักรหนึ่ง แผ่นดินไหว โรคระบาดและความอดอยากอย่างใหญ่หลวงจะเกิดขึ้นหลายแห่ง จะมีเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัว และเครื่องหมายยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นในท้องฟ้า
    แต่ก่อนที่เหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้น เขาจะจับกุมท่าน จะเบียดเบียนท่าน จะนำท่านไปไต่สวนในศาลาธรรม และจะจองจำท่านในคุก เขาจะนำท่านไปยืนต่อหน้ากษัตริย์และผู้ว่าราชการเพราะนามของเรา จงตัดสินใจว่าท่านจะไม่หาคำแก้ตัวไว้ก่อน เราจะให้คำพูดและปรีชาญาณแก่ท่าน ซึ่งศัตรูของท่านจะต้านทานหรือโต้แย้งไม่ได้ บิดามารดา พี่น้อง ญาติ และมิตรสหายจะทรยศต่อท่าน บางท่านจะต้องถูกประหารชีวิตด้วย ท่านทั้งหลายจะเป็นที่เกลียดชังของทุกคนเพราะนามของเรา แต่เส้นผมบนศีรษะของท่านจะไม่เสียไปแม้แต่เส้นเดียว ด้วยการยืนหยัดมั่นคงท่านจะรักษาชีวิตของท่านไว้ได้”

บทรำพึงที่ 1

ข้อรำพึงที่หนึ่ง
ปัญหา และความเป็นไปได้

    เดือนพฤศจิกายนเป็นเดือนที่หม่นมัวในซีกโลกเหนือ และช่วงกลางวันก็สั้น และเป็นบรรยากาศที่เหมาะสมสำหรับบทอ่านพระวรสารวันนี้ เราเห็นได้ว่าข้อความนี้พัฒนาความคิดขึ้นเป็นสามขั้นตอน

    ขั้นตอนแรก เป็นคำสั่งสอนว่าวัตถุทั้งปวงจะต้องเสื่อมสลายไป พระวิหารในกรุงเยรูซาเล็มเป็นสิ่งปลูกสร้างที่น่าประทับใจมากที่สุด ไม่ว่าจะตัดสินตามมาตรฐานใด เราเดาได้ไม่ยากว่าศิษย์ของพระเยซูเจ้า ซึ่งเป็นคนชนบทจากแคว้นกาลิลี คงรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับอาคารอันหรูหรานี้ พวกเขาประทับใจกับขนาดอันใหญ่โตของตัวอาคารพร้อมด้วยลานต่าง ๆ โดยเฉพาะก้อนหินขนาดใหญ่ คนงานทั้งหลายคงสงสัยว่าผู้ก่อสร้างนำหินเหล่านี้มาตั้งซ้อนกันได้อย่างไร พวกเขาจึงคิดว่าอาหารหลังนี้จะยั่งยืนอยู่หลายยุคสมัย แต่พระเยซูเจ้าตรัสเตือนพวกเขาว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อถึงยุคที่ลูกาเขียนพระวรสารฉบับนี้ ผู้อ่านก็รู้แล้วว่าหลังจากกรุงเยรูซาเล็มถูกล้อม กองทัพโรมันได้ล้างแค้นด้วยการทำลายก้อนหินที่ใช้ก่อสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นี้ สารที่พระเยซูเจ้าทรงต้องการสื่อถึงเราในที่นี้คือทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนมีวันหมดอายุ



    ขั้นตอนที่สอง กล่าวถึงความตื่นตระหนกเมื่อได้ยินข่าวเกี่ยวกับพระวิหารที่ดูเหมือนว่าไม่มีทางถูกทำลายได้ “พระอาจารย์ เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเมื่อไร และมีเครื่องหมายใดบอกว่าเหตุการณ์นี้กำลังจะเกิดขึ้น” ในอีกเหตุการณ์หนึ่ง พระเยซูเจ้าทรงถูกถามว่ากาลอวสานของโลกจะเกิดขึ้นเมื่อใด พระองค์ทรงตอบว่าในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง พระองค์ไม่ทรงทราบ และแม้แต่ทูตสวรรค์ก็ไม่รู้วันเวลา แต่โลกของเราก็มักมีผู้นำลัทธิ และบุคคลที่ตั้งตนเป็นประกาศก ผู้ไม่ลังเลใจเลยที่จะตีความว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นการลงโทษของพระเจ้า และทำนายอย่างมั่นใจว่าวันนั้นวันนี้จะเป็นวันสิ้นพิภพ

    ขณะที่ข้าพเจ้าเขียนต้นฉบับเดิมของหนังสือเล่มนี้เมื่อ 12 ปีก่อน ข้าพเจ้าบอกไว้ว่า เราสามารถคาดหมายได้ว่าจะมีผู้ตั้งตนเป็นประกาศกหลายคนที่อ้างข้อความในหนังสือวิวรณ์ในเวลาที่ใกล้จะเข้าสหัสวรรษใหม่ ความเชื่อในลัทธิสหัสวรรษนิยม ซึ่งแบ่งการทำงานของพระเจ้าออกเป็นช่วง ช่วงละหนึ่งพันปี เป็นความเชื่อที่กลุ่มคนที่ยึดถือพระคัมภีร์เป็นสรณะชอบอ้างข้อความจากพระคัมภีร์โดยไม่คำนึงถึงบริบท และนำมาประยุกต์เข้ากับเหตุการณ์ร่วมสมัย ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเขียนอยู่นี้ได้ล่วงเข้าศตวรรษใหม่ได้สามเดือนแล้ว ข้าพเจ้ายอมรับว่าแม้จะมีคนที่เตือนเรื่องวันสิ้นโลก แต่ก็มีจำนวนน้อยกว่าที่ข้าพเจ้าคาดคิด บางทีคนเหล่านี้อาจถูกเบียดออกไปจากข่าวโดยประกาศกที่ทำนายเรื่องความโกลาหลทางเทคโนโลยี ซึ่งคาดหมายว่าจะมีปัญหากับคอมพิวเตอร์อย่างที่ไม่อาจควบคุมได้ คนที่หวาดกลัวจริง ๆ ที่ข้าพเจ้าพบ นอกจากสาวกของผู้เห็นนิมิตที่ไม่น่าเชื่อถือแล้ว ก็มีบุคคลที่ชอบดูภาพยนตร์เรื่อง Star Wars และ X Files ที่กลัวการรุกรานจากมนุษย์ต่างดาว และพลังของความชั่ว

    ขั้นตอนที่สามของบทอ่านนี้เป็นคำพูดให้กำลังใจด้วยความมั่นใจสำหรับวันแห่งความทุกข์ยากที่รอคอยบรรดาศิษย์อยู่ข้างหน้า เราต้องเตือนตนเองอีกครั้งหนึ่งว่า คนทั้งหลายที่ลูกาต้องการให้อ่านพระวรสารของเขา ได้รู้จากประสบการณ์ของตนเองแล้วว่าเขาต้องประสบความทุกข์ยากเพียงใดเมื่อเขาเลือกติดตามพระเยซูเจ้า หลายคนถูกขับไล่ออกจากชุมชนชาวยิว ในขณะที่ชาวโรมันยังถือว่าเขาเป็นสาวกของนิกายหนึ่งของศาสนายิว และเบียดเบียนเขา บางคนต้องทนรับชะตากรรมอันโหดร้ายเมื่อเขาถูกตัดขาดจากญาติพี่น้องเพราะความเชื่อของเขา

    แม้แต่ในยุคของเรา เราก็ยังเห็นคนในครอบครัวเดียวกันเย้ยหยันการปฏิบัติศาสนกิจ การเบียดเบียนเกิดขึ้นในรูปของอคติต่อพระศาสนจักร การเสนอข่าวอย่างมีใจเอนเอียง และการหยิบยกเรื่องในอดีตเฉพาะบางเรื่องมาพูด พระเยซูเจ้าทรงเสนอคำตอบที่ดีเลิศสำหรับยุคแห่งความทุกข์ยากว่า “นี่จะเป็นโอกาสให้ท่านเป็นพยานถึงเรา” พระองค์ทรงสัญญากับศิษย์ของพระองค์ว่าพระองค์จะประทับอยู่กับเขา จะประทานอำนาจ คำพูด และปรีชาญาณของพระองค์แก่เขา เมื่อพระองค์ประทับอยู่กับเรา ปัญหาของเราจะกลายเป็นความเป็นไปได้ เพราะเมื่ออยู่กับพระองค์ ทุกสิ่งล้วนเป็นไปได้ หน้าที่ของเราคือต้องยืนหยัดมั่นคงด้วยความหวัง “ด้วยการยืนหยัดมั่นคง ท่านจะรักษาชีวิตของท่านไว้ได้” และพละกำลังที่จะยืนหยัดมั่นคงนี้จะเป็นพยานยืนยันได้ดีที่สุดว่าเราได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้า

    ปัจจัยทางสังคมที่ชวนให้รู้สึกหดหู่ เช่น การใช้ยาเสพติด อาชญากรรมอันรุนแรง การฆ่าตัวตาย และความไม่มั่นคงของสถาบันครอบครัว สร้างความวิตกกังวลให้แก่ประกาศกที่ทำนายถึงวันสิ้นโลก แต่พระคริสตเจ้าทรงสอนเราให้เป็นทุกข์กลับใจ ให้ยืนหยัดในความเชื่อ และให้เชื่อว่าพระเจ้าทรงควบคุมสถานการณ์อยู่ และทรงรักโลกที่พระองค์สร้างขึ้น

    จูเลียนแห่งนอริช ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่เกิดกาฬโรคระบาด ได้รับสารจากพระเจ้าที่แสดงความรักฉันมารดาต่อโลก เธอจะภาวนาด้วยความเชื่อว่า “พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้างของฉัน ทรงเป็นคู่รักของฉัน และผู้พิทักษ์รักษาของฉัน”

ข้อรำพึงที่สอง
เราจะให้ ... แก่ท่าน

    หนึ่งในพระพรเจ็ดประการของพระจิตเจ้าคือพละกำลัง เมื่อใดที่แหล่งกำเนิดตามธรรมชาติของความกล้าหาญของเราเหือดหายไปหมด เมื่อนั้น เราจะเห็นแหล่งกำเนิดของพละกำลังใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าการทดลองของเรา พละกำลังนี้มาจากพระเจ้า เป็นพระพรแห่งพละกำลังของพระจิตเจ้า

    พระเยซูเจ้าไม่ทรงนำศิษย์ของพระองค์ออกไปจากสถานภาพชีวิตที่หลุดพ้นจากบาปและความอยุติธรรม ความทุกข์ยากและการทรยศของโลก แต่ด้วยความอดทนในความเชื่อ พวกเขาจะเรียนรู้ว่าการประทับอยู่ และพระอานุภาพของพระจิตเจ้า ทำงานอย่างไรภายในความทุกข์ทรมานเหล่านั้น

    ศิษย์ของพระเยซูเจ้ารู้ด้วยประสบการณ์ของตนเองว่าการเบียดเบียนทำให้พวกเขามีโอกาสเป็นพยาน ความรู้ความสามารถตามธรรมชาติของเขาไม่ได้ช่วยให้เขามีคารมคมคายและความกล้าหาญ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นพระพรที่พระเจ้าประทานให้เป็นพิเศษ คำสัญญาขององค์พระผู้เป็นเจ้าเท่ากับพระองค์บอกเขาว่า “เราจะให้คำพูด และปรีชาญาณแก่ท่าน ซึ่งศัตรูของท่านจะต้านทาน หรือโต้แย้งไม่ได้”

    การเป็นพยานยืนยันความเชื่อโดยบุคคลที่ถูกเบียดเบียน สำคัญต่อพระศาสนจักรยุคต้นมาก จนผู้ที่เป็นพยานด้วยการหลั่งโลหิตที่เราเรียกว่ามรณสักขีเหล่านี้ ได้รับการเคารพยกย่องว่าเป็นคริสตชนสมบูรณ์แบบ เรื่องราวของมรณสักขีหลายคนแสดงว่าพระศาสนจักรยอมรับว่าความกล้าหาญและคารมคมคายของพวกเขาเป็นพระพรพิเศษจากพระเจ้า

    นอกจากนี้ เรามองเห็นพระพรแห่งพละกำลังของพระจิตเจ้าได้เช่นกันในความอดทนที่ผิดธรรมดาของบุคคลที่กำลังพบประสบการณ์อันเจ็บปวดทรมานในชีวิต เช่น การเจ็บป่วย การสูญเสียบุคคลที่เรารัก ความพิการอย่างหนัก หรือความล้มเหลวของโครงการสำคัญในชีวิต

    ประสบการณ์ของบางคนในค่ายกักกันของนาซีทำให้เขากลายเป็นคนศักดิ์สิทธิ์ และบางคนได้รับแต่งตั้งเป็นนักบุญ วิกเตอร์ แฟรงเคิล ตั้งข้อสังเกตว่าความเจ็บปวดที่ได้รับในค่ายเอาซ์วิช เป็นเสมือนลมที่พัดเปลวไฟอ่อน ๆ แห่งความเชื่อให้ดับสนิท แต่กลับพัดเปลวไฟที่แรงกล้ากว่า ให้กลายเป็นกองไฟที่ลุกโชน

    พระพรของพระจิตเจ้าจะปรากฏเด่นชัดมากในสภาวะที่เป็นปฏิปักษ์ เพราะแสดงให้เห็นว่าสิ่งใดก็ตามที่ทำได้สำเร็จนั้นไม่อาจสำเร็จลงได้โดยปราศจากความช่วยเหลือจากพระเจ้า

    เราอดไม่ได้ที่จะคิดถึงความเข้าใจทางเทววิทยาของนักบุญเปาโล เกี่ยวกับประสบการณ์ความอ่อนแอของตัวเขาเอง เขาวิงวอนขอพระเจ้าหลายครั้งหลายหนให้พ้นจาก “หนามที่ทิ่มแทงเนื้อหนัง” ของเขา ซึ่งทำให้เขารู้สึกอับอาย คำตอบที่เขาได้รับไม่ใช่ความช่วยเหลือให้หลุดพ้นจากปัญหานี้ แต่เป็นคำรับรองว่าพระเจ้าจะทรงช่วยเหลือค้ำจุนเขา “พระหรรษทานของเราเพียงพอสำหรับท่าน เพราะพระอานุภาพแสดงออกเต็มที่เมื่อมนุษย์มีความอ่อนแอ” เมื่อได้รับความเข้มแข็งจากพระเจ้าแล้ว เขาจึงสามารถกล่าวต่อไปว่า “ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงเต็มใจที่จะโอ้อวดเรื่องความอ่อนแอ เพื่อให้พระอานุภาพของพระคริสตเจ้าพำนักอยู่ในข้าพเจ้า ฉะนั้น เพราะความรักต่อพระคริสตเจ้า ข้าพเจ้าจึงพอใจความอ่อนแอต่าง ๆ เมื่อถูกสบประมาท เมื่อมีความคับแค้น เมื่อถูกข่มเหง และอับจน เพราะข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็ย่อมเข้มแข็งเมื่อนั้น” (2 คร 12:7)

    นี่คือผลของพระพรแห่งพละกำลัง และเหตุการณ์ร้าย ๆ จึงแสดงให้เห็นพระอานุภาพของพระเจ้าได้เด่นชัดมากขึ้น นี่คือผลที่เกิดขึ้นจริงตามคำสัญญาขององค์พระผู้เป็นเจ้า เมื่อพระองค์ตรัสว่า “เราจะให้ ... แก่ท่าน”

บทรำพึงที่ 2

    เมื่อปีพิธีกรรมใกล้จะจบลง (แต่เทศกาลเตรียมรับเสด็จ และปีพิธีกรรมใหม่จะเริ่มขึ้นต่อจากนั้นทันที) พระศาสนจักรเชิญชวนเราให้รำพึงในเรื่องของ “กาลเวลา” ... โดยไตร่ตรองเรื่อง “อวสานกาล” ... เพราะถือว่าเป็นนัยสำคัญที่พระเยซูเจ้าทรงสรุปคำสั่งสอนของพระองค์ด้วย “คำปราศรัยเกี่ยวกับอวสานกาล” เมื่อพระองค์ใกล้จะจบชีวิตของพระองค์บนโลกนี้ ... ในพระวรสารของมัทธิว และมาระโก คำประกาศเรื่องความพินาศของพระวิหารถูกนำมาเรียงร้อยเข้าเป็นเรื่องเดียวกันกับคำประกาศเรื่องอวสานกาล ... แต่ลูกาแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันอย่างชัดเจน...

ขณะนั้น (ศิษย์) บางคนให้ข้อสังเกตว่าพระวิหารมีหิน และของถวายตกแต่งอย่างงดงาม...

    ในยุคของพระเยซูเจ้า พระวิหารของกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นสิ่งอัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลก ยังมีสภาพใหม่เอี่ยม กษัตริย์เฮโรดเริ่มต้นสร้างพระวิหารนี้ในปีที่ 19 ก่อนคริสตกาล หินอ่อน ทองคำ พรมแขวน ไม้สลักใต้ชายคา เป็นที่ชื่นชมของผู้แสวงบุญทุกคน ... มีคำพูดว่า “ผู้ใดไม่เคยเห็นกรุงเยรูซาเล็มท่ามกลางความโอ่อ่าอลังการ ผู้นั้นไม่เคยรู้จักความยินดี ... ผู้ใดไม่เคยเห็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้นั้นไม่เคยเห็นเมืองที่งดงามอย่างแท้จริง”...

    ศิษย์ของพระเยซูเจ้าก็อัศจรรย์ใจไม่ต่างจากคนอื่น ๆ...

พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า “สักวันหนึ่งทุกสิ่งที่ท่านเห็นอยู่นี้จะไม่มีก้อนหินเหลือซ้อนกันอยู่เลย”

    บรรดาผู้แสวงบุญไปยังกรุงโรมจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ถ้าพระสันตะปาปาจะทรงประกาศต่อหน้าฝูงชนที่มาชุมนุมกันที่จัตุรัสวิหารนักบุญเปโตรว่า “จงมองหลังคาโค้งฝีมือไมเคิลแองเจโลนี้ มองดูเสาระเบียงฝีมือแบร์นินีนี้ และมองดูสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ของนครวาติกันนี้ ... จะไม่เหลือก้อนหินแม้แต่ก้อนเดียวตั้งอยู่เลย ... ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกทำลายหมด ...”
    เราเดาได้ไม่ยากว่าคำทำนายของพระเยซูเจ้าทำให้ทุกคนประหลาดใจ และตกใจอย่างไร และนี่คือข้อหาหนึ่งในการพิจารณาคดีต่อหน้าสภาซันเฮดริน และทำให้พระเยซูเจ้าถูกตัดสินประหารชีวิต (มธ 26:61)...

    ถูกแล้ว แทนที่จะทรงชื่นชมความงามของพระวิหารร่วมกับศิษย์ของพระองค์ ... แทนที่จะทรงเชื่อมั่นในความมั่นคงจอมปลอม เหมือนมนุษย์ส่วนใหญ่ที่คิดเสมอว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างจะคงอยู่เหมือนเดิม” พระเยซูเจ้ากลับทรงประกาศว่าสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ล้วนไม่จีรังยั่งยืน แม้แต่ผลงานที่งดงามที่สุดของมนุษย์ ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกทำลาย...

    วันหนึ่ง แม้แต่ “กาลเวลา” ก็จะถึงเวลาสิ้นสุด...

    ข้าพเจ้าใช้เวลาครู่หนึ่งรำพึงกับความอ่อนแอของตัวข้าพเจ้า ... กับความสั้นของชีวิต ความไม่ยั่งยืนของความงาม ... ของทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกสิ่งที่มีจุดจบย่อมมี “อายุสั้น” เราต้องรู้ว่าควรเผชิญหน้ากับความเป็นจริงของ “จุดจบ” อย่างไร ... เผชิญหน้าอย่างไรกับความเสื่อมสลายของสิ่งสร้างทุกอย่างที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ... และรู้ว่าสิ่งมีชีวิตทั้งปวงกำลังเดินไปสู่ความตายของตนช้า ๆ แต่ไม่มีทางหลบเลี่ยง...

เขาจึงทูลถามพระองค์ว่า “พระอาจารย์ เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเมื่อไร และมีเครื่องหมายใดบอกว่าเหตุการณ์นี้กำลังจะเกิดขึ้น”...

    นี่คือคำถามที่เราถามกันอยู่เสมอ ... เมื่อไร...

    เราอยากรู้มากว่า “วันไหน”...

    เราคิดว่าถ้าเรารู้วันเวลาก็จะเป็นประโยชน์...

พระองค์ตรัสว่า “จงระวังอย่าให้ผู้ใดหลอกลวงท่านได้ หลายคนจะอ้างนามของเรา พูดว่า ‘ฉันเป็นพระคริสต์’ และ ‘เวลากำหนดมาถึงแล้ว’ อย่าตามเขาไป”

    ทฤษฏีทั้งปวงของ “ลัทธิ” ต่าง ๆ ที่ทำนายวันที่พระคริสตเจ้าจะเสด็จมาเป็นครั้งที่สอง ล้วนถูกล้มล้างด้วยพระวาจานี้

    เราต้องดำเนินชีวิตในแต่ละวันโดยไม่รู้ “เวลา”...

    พระเยซูเจ้าไม่ทรงกังวลเลยเกี่ยวกับวันเวลา ... ตรงกันข้าม พระองค์ทรงห่วงใยเพียงสิ่งเดียว คือ ให้ศิษย์ของพระองค์เป็นอิสระจากความกลัวกาลอวสาน ซึ่งเป็นความกลัวที่ตามหลอกหลอนมนุษย์อยู่เสมอ และทำให้เขาโผเข้าสู่อ้อมแขนของ “ผู้ไถ่กู้” จอมปลอมที่พูดว่า “ฉันคือผู้ไถ่กู้” ... “ฉันมีทางออกทางเดียวสำหรับทุกปัญหาของท่าน” ... “ลงคะแนนเลือกฉันซิ ฉันคือคนที่พระเจ้าส่งมาให้ท่าน” ... มีพระเมสสิยาห์เทียม และประกาศกเทียมผุดขึ้นมาทุกแห่งหน จากฝั่งซ้าย และฝั่งขวา จากทิศตะวันออกและทิศตะวันตก จากทิศเหนือและทิศใต้ ... พวกเขาสัญญาว่าจะเปลี่ยนแปลงสังคมมนุษย์ และทำให้มนุษย์ทุกคนมีความสุขตลอดไป ... เวลาจะหยุดนิ่ง ทุกสิ่งจะไม่เสื่อมสลายอีกต่อไป มนุษย์จะเป็นหนุ่มเป็นสาวตลอดไป สรุปสั้น ๆ ว่า นี่คือสวนสวรรค์บนแผ่นดิน ไม่มีวันที่ ไม่มีการกดขี่ ทุกคนจะได้รับบริการฟรี ๆ ได้รับเงินเดือนปีละ 12 เดือนโดยไม่ต้องทำงาน...

    นี่คือคำสัญญาของนักการเมือง ... ความฝันเดิม ๆ ที่เป็นไปไม่ได้...

    “จงระวังอย่าให้ผู้ใดหลอกลวงท่านได้”...

    “จงอย่าหลงเชื่อผู้ที่แอบอ้าง” ... ในยุคของลูกา ผู้ที่แอบอ้างจะพูดเรื่องของศาสนา เขาใช้คำพูดเดียวกันกับที่พระเยซูเจ้าทรงใช้เมื่อทรงเริ่มต้นเทศนาสั่งสอน “เราเป็น” (มก 6:50; ยน 8:24, 28, 58) ... “พระอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ใกล้ท่านแล้ว” (ลก 10:11; มธ 3:2, 4:17, 10:7)...

“เมื่อท่านทั้งหลายได้ยินข่าวลือเรื่องสงครามและการปฏิวัติ จงอย่าตกใจ เหตุการณ์เหล่านี้จำเป็นต้องเกิดขึ้นก่อน แต่ยังไม่ถึงวาระสุดท้าย” แล้วพระองค์ตรัสกับเขาว่า “ชาติหนึ่งจะลุกขึ้นต่อสู้กับอีกชาติหนึ่ง อาณาจักรหนึ่งจะลุกขึ้นต่อสู้กับอีกอาณาจักรหนึ่ง แผ่นดินไหว โรคระบาด และความอดอยากอย่างใหญ่หลวงจะเกิดขึ้นหลายแห่ง จะมีเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัว และเครื่องหมายยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นในท้องฟ้า”

    หลังจากทรงเตือนเราให้ระวังประกาศกปลอมแล้ว พระเยซูเจ้าทรงแสดงความห่วงใยประการที่สองว่าเราไม่ควรยอมแพ้ความกลัว ไม่ว่าจะเป็นความกลัวภัยสงคราม การปฏิวัติ ความขัดแย้ง แผ่นดินไหว โรคระบาด ... เหตุการณ์น่ากลัวใด ๆ ... สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เครื่องหมายของ “วาระสุดท้าย” และไม่ใช่สาเหตุให้เราต้องกลัว

    พระเยซูเจ้าทรงยอมรับความเป็นจริง “เหตุการณ์เหล่านี้จำเป็นต้องเกิดขึ้น” ... และอันที่จริงก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่หยุด ... เราควรพยายามทำใจให้สงบ...

    ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ และในจักรวาล ที่พระเยซูเจ้าตรัสถึงนี้ เป็นส่วนหนึ่งของศัพท์ที่พบได้ในวรรณกรรมประเภทวิวรณ์ วรรณกรรมประเภทนี้เกิดขึ้นในประเทศอิสราเอล ในเวลาที่ดูเหมือนว่าคำสัญญาอันยิ่งใหญ่ของบรรดาประกาศกกลายเป็นเรื่องน่าผิดหวัง ... ความสุขที่ประกาศกทั้งหลายประกาศไว้ก็ไม่เกิดขึ้น ประชากรเลือกสรรถูกกดขี่จากชนชาติที่ไม่ใช่ชนชาติอื่น ถือว่าเป็นการทดสอบความเชื่อของประชาชนอย่างแท้จริง พวกเขาควรเชื่อในพระเจ้าต่อไปอีกหรือ...

    จากนั้น หลังจากยุคประกาศก ก็มีผู้เขียนวรรณกรรมประเภทวิวรณ์เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ คนเหล่านี้ประกาศแก่นของความเชื่ออีกครั้งหนึ่งว่า “พระเจ้าทรงเป็นเจ้านายของประวัติศาสตร์” แต่เราต้องรู้จักอดทน ... สารวิวรณ์เหล่านี้เปิดเผยเหตุการณ์ในอนาคต อนาคตนี้เป็นเรื่องของพระเจ้า และอนาคตเดียวที่จะมีประโยชน์สำหรับมนุษย์ ก็คืออนาคตในพระเจ้า

    วันหนึ่ง – วันของพระเจ้า – ประวัติศาสตร์มนุษยชาติจะบรรลุถึงความสมบูรณ์ อนาคตอันแน่นอนนี้ช่วยให้เราพากเพียรอดทนต่อไปในเวลาปัจจุบัน แม้ว่าเราอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย และภัยพิบัติ...

    เพื่อนเอ๋ย ไม่ว่า “ภัยพิบัติ” ของท่าน ซึ่งพระเยซูเจ้ากำลังเตือนท่านอยู่นี้ จะเป็นอะไร “จงอย่าตกใจ” ... พระองค์ทรงสัญญากับท่านเช่นเดียวกัน ว่าท่านจะพบกับความสุขในอนาคตอันน่าพิศวง ขอให้ความคาดหมายและความหวังนี้ส่องสว่างแก่ “วันนี้” ของท่านเถิด...

    สำหรับโลกสมัยใหม่ อะไรคือ “ภัยพิบัติส่วนรวม” ของท่าน ซึ่งพระเยซูเจ้าทรงบอกท่านว่า “จงอย่าตกใจ”...

    สารวิวรณ์ทั้งหลายยังเป็นเครื่องหมายของความหวังอีกด้วย พระเจ้าตรัสว่า “จงเชื่อในเรา” ... แม้เมื่อดวงดาวตกจากท้องฟ้า แม้เมื่อเหตุการณ์ไม่เป็นไปตามคำทำนายของประกาศก แม้เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างล้มเหลวในสายตาของมนุษย์ ... ยังมีความหวังสำหรับอนาคต ... ถูกแล้ว แม้เมื่อความตายมาถึง ก็ยังมีความหวังอันสมบูรณ์ ... เราไม่พึ่งพิงกำลังของมนุษย์ แต่พึ่งพิงพระเจ้า...

แต่ก่อนที่เหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้น เขาจะจับกุมท่าน จะเบียดเบียนท่าน จะนำท่านไปไต่สวนในศาลาธรรม และจะจองจำท่านในคุก เขาจะนำท่านไปยืนต่อหน้ากษัตริย์และผู้ว่าราชการเพราะนามของเรา และนี่จะเป็นโอกาสให้ท่านเป็นพยานถึงเรา

    นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่พระเยซูเจ้าทรงทำให้เราตระหนักว่าพระองค์ทรงกลัวเพียงสิ่งเดียว คือ กลัวว่าศิษย์ของพระองค์จะสูญเสียความเชื่อ...

    พระเยซูเจ้าทรงประกาศว่าศิษย์ของพระองค์จะถูกเบียดเบียนตั้งแต่ก่อนกรุงเยรูซาเล็มจะถูกทำลาย ดังนั้น การเบียดเบียนจึงจะเกิดขึ้นในเวลาอีกไม่นาน ... และขณะที่ลูกาเขียนพระวรสารของเขา การเบียดเบียนเหล่านี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ลูกาบอกเล่าในหนังสือกิจการอัครสาวก ว่า “ขณะที่เปโตร และยอห์น กำลังปราศรัยกับประชาชนอยู่นั้น บรรดาสมณะพร้อมกับนายทหารรักษาพระวิหาร และบรรดาชาวสะดูสี ได้เข้ามาพบ ... เขาจับกุมเปโตร และยอห์น จองจำไว้จนถึงวันรุ่งขึ้น (กจ 4:1-3, 5:18, 8:3, 12:4) ... การเบียดเบียนเกิดขึ้นตลอดประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักร ... แม้แต่ในวันนี้...

    พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสอ้อมค้อมเลย พระองค์ทรงเห็นว่าการเบียดเบียน ซึ่งเป็นการทดสอบความเชื่อ แทนที่จะน่ากลัว กลับจะเป็นโอกาสสำคัญ – โอกาสให้เรา “เป็นพยาน” ต่อหน้าผู้เบียดเบียน (ตามการตีความทางหนึ่ง) ... หรือเป็นโอกาสให้เราสะสมบุญกุศล ซึ่งจะ “เป็นพยาน” ให้เราต่อหน้าพระเจ้า (ตามการตีความอีกทางหนึ่ง)...

    ข้าพเจ้ามีความวางใจอย่างสมบูรณ์เช่นนี้หรือเปล่า...

    ความเชื่อของข้าพเจ้าทำให้ข้าพเจ้ามั่นใจจริงหรือไม่ว่าเมื่อพระเจ้าทรงอยู่ข้างข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะสามารถเก็บเกี่ยวผลกำไรแม้แต่จากการทดลองที่เจ็บปวดที่สุด และดูเหมือนว่าอันตรายที่สุด...
จงตัดสินใจว่าท่านจะไม่หาคำแก้ตัวไว้ก่อน เราจะให้คำพูด และปรีชาญาณแก่ท่าน ซึ่งศัตรูของท่านจะต้านทาน หรือโต้แย้งไม่ได้ บิดามารดา พี่น้อง ญาติ และมิตรสหายจะทรยศต่อท่าน บางท่านจะต้องถูกประหารชีวิตด้วย ท่านทั้งหลายจะเป็นที่เกลียดชังของทุกคนเพราะนามของเรา แต่เส้นผมบนศีรษะของท่านจะไม่เสียไปแม้แต่เส้นเดียว ด้วยการยืนหยัดมั่นคง ท่านจะรักษาชีวิตของท่านไว้ได้”

    เราต้องความหวัง ... ความอดทน ... ความยินดี ... ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม...

    นี่คือคำสั่งสอนของพระเจ้า เป็นความจริงที่เราไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยเหตุผล แต่เราต้องเชื่อ...

    คำสั่งสอนนี้ไม่ต้องการให้เราเข้าใจความหมายตามตัวอักษร เพราะคริสตชนจำนวนมากต้องถูกตัดศีรษะ ... ความเชื่อไม่ทำให้เรารอดพ้นจากความตาย หรือจากความเจ็บปวดทรมาน ... แต่ความเชื่อให้ชีวิตแก่เรา...

    พระเจ้าข้า โปรดทรงทวีความเชื่อของเราด้วยเถิด...