^Back To Top

  • 1 1
    2 เมษายน – วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 65 พรรษา
  • 2 2
    จำศีลอดอาหาร การอดอาหารหรืออดสิ่งจำเป็นเล็กน้อยในชีวิตก็เป็นการร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพี่น้องของเราที่กำลังอดอยาก ขาดอาหารบริโภค ขาดความสะดวกสบายที่จำเป็นสำหรับชีวิต ที่สำคัญที่สุด คือ อดใจไม่ทำบาป
  • 3 3
    ทำกิจเมตตา เหตุผลอีกอย่างหนึ่งของการจำศีลอดอาหารในเทศกาลมหาพรตก็เพื่อเราจะได้มีโอกาสแบ่งปันอาหารแก่ผู้ที่หิวโหย เราอดออมเงินส่วนหนึ่ง จากการซื้ออาหารหรือขนมไว้เพื่อมอบให้แก่ผู้ที่มีอาหารไม่เพียงพอ การทำดังนี้ เป็นการตอบรับเสียงเรียกของพระเยซูเจ้าที่บอกเราให้เลี้ยงอาหารผู้หิวโหย เยี่ยมเยียนผู้เจ็บป่วย และปลอบโยนผู้ที่อยู่ในความโศกเศร้า
  • 4 4
    ภาวนา การภาวนามีความสำคัญยิ่งในเทศกาลมหาพรต เพราะทำให้เราได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจากความจริงแห่งการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้าเพื่อเรา เราจึงควรสรรเสริญสดุดีพระองค์ พระเยซูภาวนาบ่อยๆ เพราะพระองค์เป็นบุตรของพระเจ้า และมีความต้องการจะสัมพันธ์กับพระบิดา
  • 5 5
    เราก็เช่นกัน เราต้องภาวนาไม่ใช่เพราะมีคนอื่นบอก หรือเพราะมีกฎบังคับ เราภาวนาเพราะมีความสำนึกว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้าซึ่งต้องการมีความสัมพันธ์กับพระบิดา

www.kamsonbkk.com

วันอาทิตย์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา
โยบ 7:1-4, 6-7; 1 โครินธ์ 9:16-19, 22-23; มาระโก 1:29-39

บทรำพึงที่ 1
The Bald Soprano
การอธิษฐานภาวนาตามปกติมีสามรูปแบบ คือ รำพึง เพ่งพินิจ และสนทนา

    อูยีน ไอโอเนสโก เขียนบทละครเรื่องหนึ่งชื่อ The Bald Soprano ในฉากหนึ่ง มีชายหญิงคู่หนึ่งนั่งอยู่ในห้องรับแขกในสำนักงานแห่งหนึ่ง ท่าทางของคนทั้งสองเหมือนไม่รู้จักกัน หลังจากนั่งเงียบ ๆ ได้ครู่หนึ่ง ฝ่ายชายก็เริ่มต้นสนทนา การสนทนาดำเนินไปอย่างเคอะเขิน และผู้ชมก็ค้นพบว่ามีเหตุการณ์หลายอย่างที่เชื่อมโยงระหว่างสองบุคคลนี้ทั้งที่เขาทั้งสองดูเหมือนไม่รู้จักกัน

    ทั้งสองคนเกิดที่เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ทั้งสองมีบุตรหนึ่งคนชื่อ อลิซ  ทั้งสองอาศัยอยู่ในกรุงลอนดอน บนถนนบรอมฟิลด์ ทั้งสองอาศัยอยู่บนชั้นที่ห้าของอาคารหลังเดียวกัน และในที่สุด ผู้ชมก็ต้องประหลาดใจที่สุด เพราะทั้งสองคนอาศัยอยู่ในห้องชุดเดียวกัน คนทั้งสองนี้เป็นสามีภรรยากัน

    เมื่อความงงงัน – และความขบขัน – จางลงไป ผู้ชมจึงเข้าใจสารที่ไอโอเนสโกต้องการสื่อ คู่สมรสในห้องรับแขกนั้นไม่ได้รู้จักกันอย่างแท้จริง เขาอยู่ด้วยกัน แต่เขาไม่เคยรู้จักอีกฝ่ายหนึ่งอย่างลึกซึ้งเลย คนทั้งสองเป็นคนแปลกหน้าต่อกันอย่างแท้จริง

    น่าเสียดายที่ความสัมพันธ์ของคู่สมรสในห้องรับแขกนั้นเหมือนกับความสัมพันธ์ของคริสตชนหลาย ๆ คนกับพระเยซูเจ้า ความสัมพันธ์ของคริสตชนเหล่านี้เป็นความสัมพันธ์ที่มีแต่เปลือก เขาไม่รู้จักพระเยซูเจ้าอย่างแท้จริง เมื่อมองสภาพภายนอก ดูเหมือนว่าเขายึดมั่นในพระเยซูเจ้า เขาห้อยกางเขนไว้รอบคอ เขาไปวัดในวันอาทิตย์ และเขาปฏิบัติตามบทบัญญัติ แต่ลึก ๆ ในใจ เขาไม่รู้จักพระเยซูเจ้าเลย

    ทำไมจึงเป็นเช่นนี้? ทำไมเขาจึงไม่รู้จักพระเยซูเจ้ามากกว่านี้? ทำไมเขาจึงไม่มีความสัมพันธ์เป็นส่วนตัวกับพระองค์? เช่น ทำไมเขาจึงไม่มีความสัมพันธ์กับพระเยซูเจ้า เหมือนกับที่พระองค์ทรงมีความสัมพันธ์กับพระบิดาของพระองค์?

    เหตุผลข้อหนึ่งคือเขาไม่ได้ปฏิบัติอย่างที่พระเยซูเจ้าทรงปฏิบัติในพระวรสารวันนี้ เขาไม่ใช่เวลาติดต่อสื่อสารกับพระเยซูเจ้า เหมือนกับที่พระเยซูเจ้าทรงติดต่อสื่อสารกับพระบิดาสวรรค์ของพระองค์ หรือพูดให้ชัด ๆ ก็ได้ว่า เขาไม่ยอมสละเวลาเพื่ออธิษฐานภาวนา เหมือนกับที่เราเห็นพระเยซูเจ้าทรงกระทำ พระวรสารวันนี้บอกเราว่า “วันต่อมา พระองค์ทรงลุกขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ เสด็จออกจากบ้านไปยังที่สงัด และทรงอธิษฐานภาวนาที่นั่น” (มก 1:35)

    ขอให้เราพิจารณาว่าการภาวนาหมายถึงอะไรจากเรื่องต่อไปนี้ นักเรียนมัธยมปลายคนหนึ่งเขียนข้อความต่อไปนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบ้านที่เขาต้องทำ
    “วันหนึ่งหลังจากเล่นในสวนสาธารณะแล้ว ผมเดินไปดื่มน้ำจากน้ำพุที่อยู่ใกล้ ๆ น้ำนั้นเย็นและรสชาติดี ผมรู้สึกว่าความสดชื่นไหลเข้าสู่ร่างกายที่กำลังเหน็ดเหนื่อยของผม ทันใดนั้น ผมก็เริ่มคิดว่า ‘เราจำเป็นต้องมีน้ำสำหรับดื่ม แต่น้ำมาจากไหน’ แล้วผมก็คิดต่อไปว่า
    ‘เมฆไง’
    ‘แต่เมฆมาจากไหน’
    ‘ความชื้นที่ระเหยเป็นไอ’
    ผมถามต่อไปจนกระทั่งผมหาคำตอบไม่ได้ หรือถ้าจะพูดให้ถูก จนกระทั่งเหลือเพียงคำตอบเดียว คือ ‘พระเจ้า’ ระหว่างสองสามนาทีต่อมา ผมได้แต่นอนบนพื้นหญ้า มองขึ้นไปบนท้องฟ้า และพิศวงใจว่าพระเจ้าเป็นอย่างไรหนอ จากนั้น ผมก็คุยกับพระเจ้าอยู่ครู่หนึ่งโดยใช้คำพูดของผมเอง แล้วผมก็กลับบ้าน”   

    ประสบการณ์ของเด็กหนุ่มคนนี้แสดงให้เห็นว่าเราสามารถอธิษฐานภาวนาต่อพระเยซูเจ้าได้ในสามรูปแบบ คือ รำพึง สนทนา และเพ่งพินิจ เราจะเริ่มต้นด้วยรูปแบบแรกก่อน คือ การรำพึง ชื่อที่เหมาะสมสำหรับการรำพึงก็คือ การภาวนาด้วยความคิด (Mind praying) เราเพียงต้องทำอย่างที่นักเรียนคนนี้ทำ คือขบคิดเกี่ยวกับข้อคิดหนึ่ง เช่น เราคิดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับพระเยซูเจ้า และคิดว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคลอย่างไร การรำพึงหมายถึงการหยิบยกข้อคิดหนึ่งมาใคร่ครวญด้วยความคิดอย่างสำรวม

    การภาวนาต่อพระเยซูเจ้าในรูปแบบที่สอง คือ การสนทนา ชื่อที่เหมาะสมสำหรับการสนทนากับพระเจ้าก็คือ การภาวนาด้วยหัวใจ (Heart praying) เหมือนกับนักเรียนคนนี้ทำ เราสนทนากับพระเยซูเจ้าเหมือนกับที่เราสนทนากับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง อาจกล่าวได้ว่านี่คือการสนทนากับพระเยซูเจ้าด้วยหัวใจของเรา

    ส่วนการภาวนาต่อพระเยซูเจ้าในรูปแบบที่สาม คือ การเพ่งพินิจ ชื่อที่เหมาะสมสำหรับการเพ่งพินิจคือ การภาวนาด้วยวิญญาณ (Soul praying) ในการเพ่งพินิจ เราไม่คิดถึงสิ่งใด หรือพูดสิ่งใด เราเพียงแต่พักผ่อนนิ่ง ๆ เบื้องหน้าการประทับอยู่ของพระเยซูเจ้า เหมือนกับที่นักเรียนคนนี้พักผ่อนอยู่ในการประทับอยู่ของพระเจ้าในสวนสาธารณะ อีกนัยหนึ่งคือ เราเพียงแต่ชื่นชมการประทับอยู่ของพระเยซูเจ้า เหมือนกับที่เราชื่นชมเสียงดนตรี หรือดวงอาทิตย์ตกดิน ดังที่บุคคลหนึ่งอธิบายว่า “เราเพียงแต่มองพระเยซูเจ้า และพระองค์ก็ทรงมองเรา”

    สรุปได้ว่า เราสามารถภาวนาในสามรูปแบบ คือ รำพึงหรือภาวนาด้วยความคิด สนทนาหรือภาวนาด้วยหัวใจ และเพ่งพินิจหรือภาวนาด้วยวิญญาณของเรา บ่อยครั้งที่การภาวนาทั้งสามรูปแบบนี้ผสมผสานกันจนแยกไม่ออกว่าการภาวนารูปแบบหนึ่งเริ่มขึ้นเมื่อใด และจบลงที่ใด

    เราจะสรุปบทรำพึงนี้ด้วยเรื่องเล่าต่อไปนี้ ไม่นานก่อนที่คุณพ่อแดน ลอร์ด ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มเยาวชนที่มีชื่อเสียง จะเสียชีวิตเพราะโรคมะเร็ง เด็กคนหนึ่งขอคำแนะนำจากเขาเกี่ยวกับการภาวนา คุณพ่อลอร์ดตอบว่า “ไม่ต้องทำอะไรมาก จงภาวนาต่อพระเจ้าเสมือนว่าพระองค์เป็นบิดาของเธอ ภาวนาต่อพระเยซูเจ้าเสมือนว่าพระองค์ทรงเป็นพี่ชายของเธอ และภาวนาต่อพระจิตเจ้าเสมือนว่าพระองค์ทรงเป็นเพื่อนที่อยู่กับเธอไม่เคยห่าง”

    เราควรเสริมว่า จงภาวนาต่อทั้งสามพระบุคคล เหมือนกับที่พระเยซูเจ้าทรงเชิญชวนให้เรารัก คือ ภาวนาด้วยสิ้นสุดความคิด สิ้นสุดจิตใจ และสิ้นสุดวิญญาณ   

บทรำพึงที่ 2
มาระโก 1:29-39

    วันนี้ เรายังรำพึงต่อไปเกี่ยวกับ “วันที่พระเยซูเจ้าประทับอยู่ที่เมืองคาเปอรนาอุม” นี่คือวันแรกในชีวิตสาธารณะของพระองค์ ระหว่างวันนี้เราเห็นพระองค์ทรงเทศนาสั่งสอน ทรงปลดปล่อยมนุษย์จากจิตชั่ว ทรงรักษาโรคให้ผู้ป่วย และทรงอธิษฐานภาวนา ซึ่งเป็นเรื่องย่อของพันธกิจและการทำงานของพระคริสตเจ้า ... และของศิษย์ของพระองค์

ทันทีที่ออกจากศาลาธรรม พระเยซูเจ้าเสด็จเข้าไปในบ้านของซีโมน และอันดรูว์ พร้อมกับยากอบและยอห์น

    หลังจากทรงสั่งสอนในลักษณะที่ทำให้ประชาชนประหลาดใจ หลังจากทรงช่วยให้ชายคนหนึ่งหลุดพ้นจากอำนาจของจิตชั่ว พระเยซูเจ้าก็เสด็จออกจากศาลาธรรม ซึ่งเป็นสถานที่สาธารณะ และเสด็จเข้าไปในบ้านของสองพี่น้อง ซีโมนและอันดรูว์ ซึ่งเป็นสถานที่ส่วนบุคคล ข้าพเจ้านึกถึงภาพของพระเยซูเจ้าทรงพระดำเนินไปตามถนน ห้อมล้อมด้วยศิษย์ทั้งสี่ของพระองค์ (เพราะยากอบ และยอห์น ก็อยู่ที่นั่นด้วย)

    แม้แต่ทุกวันนี้ พระเจ้าก็ยังทรงเผยให้เห็นว่าพระองค์ทรงทำงานอยู่ในทุกสถานที่ ในทุกด้านของชีวิต – ไม่ว่าจะเป็นศาสนสถานหรือสถานที่ทางโลก สถานที่สาธารณะหรือสถานที่ส่วนบุคคล ... พระเจ้าข้า พระองค์ประทับอยู่กับเราในวัดของเรา พระองค์ทรงอยู่กับเราแม้แต่ตามถนนหนทาง กลางตลาด และในบ้านของเราเอง...

มารดาของภรรยาซีโมนกำลังนอนป่วยเป็นไข้อยู่

    เมื่อเราอ่านพระวรสาร เราเห็นว่าพระเยซูเจ้าทรงรักษาโรคให้คนจำนวนมาก ในสมัยโบราณ ความเจ็บป่วยมีนัยสำคัญทางศาสนา และผู้รักษาโรคก็คือสมณะทั้งหลาย ในปัจจุบัน การเจ็บป่วยและการรักษาเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์การแพทย์ แต่ไม่ว่าวิทยาศาสตร์การแพทย์จะก้าวหน้ามากเพียงไร ความเจ็บป่วย และความทุกข์ทรมานที่ตามมา ก็ยังทำให้มนุษย์รู้สึกว่าขาดความมั่นคงปลอดภัยอย่างยิ่ง ท่ามกลางความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการ ยังคงมีเครื่องหมายของความอ่อนแอของสภาวะมนุษย์ของเรา ซึ่งเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดอยู่เสมอ ... ใครบ้างไม่กลัวโรคบางอย่าง ถึงกับบางคนไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยชื่อโรค? การเป็นไข้สูงสามารถทำให้ผู้ชายร่างกายแข็งแรงต้องล้มหมอนนอนเสื่อและต้องหยุดทำงาน แต่มีบางสิ่งที่ร้ายแรงกว่านั้น ลึก ๆ ในใจของเรา เราทุกคนรู้ว่าวันหนึ่งเราจะต้องเจ็บป่วยเพราะโรคที่แพทย์ไม่สามารถรักษาให้หายได้ ทุกโรคมี “เครื่องหมายของความตาย” ประทับอยู่ในตัว เครื่องหมายนี้เป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนแอของเรามนุษย์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้...

เขาจึงทูลพระองค์ให้ทรงทราบทันที พระองค์เสด็จเข้าไปจับมือนาง พยุงให้ลุกขึ้น

    วิธีแรกที่จะรำพึงตามเหตุการณ์นี้คือเพ่งพินิจเสมือนว่าเราอยู่ในสถานที่นั้นด้วย ... ข้าพเจ้าเห็นพระเยซูเจ้าทรงก้าวข้ามธรณีประตู ... ข้าพเจ้ารับฟังขณะที่เขาทูลเรื่องนี้แก่พระองค์ ... ข้าพเจ้าวาดภาพในใจว่าพระองค์เสด็จเข้าไปใกล้คนป่วย ทรงกุมมือของนางไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ ... ข้าพเจ้าเห็นกิริยาที่คุ้นเคยและเป็นมิตรของมนุษย์คนหนึ่ง ... เทววิทยาบอกเราว่าศีลศักดิ์สิทธิ์ทุกประการเป็น “กิริยาของพระคริสตเจ้า” ... พระองค์ทรงเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ทุกด้าน ... วันนี้ ข้าพเจ้าเพ่งพินิจพระหัตถ์ของพระเยซูเจ้าที่กุมมือที่ร้อนผ่าวเพราะพิษไข้ของหญิงที่กำลังป่วย...

    พระเจ้าข้า นี่คือสัญลักษณ์แสดงว่าพระองค์ทรงกำลังจับมือของข้าพเจ้า เพื่อรักษา “ไข้” ของข้าพเจ้า ... เมื่อข้าพเจ้ารับศีลมหาสนิท ข้าพเจ้ารับพระองค์ไว้ในมือของข้าพเจ้า แต่ในความเป็นจริง พระองค์ทรงเป็นฝ่ายจับมือของข้าพเจ้า...

พระองค์เสด็จเข้าไปจับมือนาง พยุงให้ลุกขึ้น นางก็หายไข้ นางจึงรับใช้ทุกคน

    เมื่ออ่านประโยคนี้ในพระคัมภีร์ฉบับภาษากรีกที่เขียนโดยนักบุญมาระโก จะสังเกตได้ว่ามาระโกใช้คำว่า “egeire” ซึ่งแปลว่า “ลุกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง (rising up again)” และเป็นคำเดียวกับที่ใช้บรรยายการฟื้นคืนชีพของบุตรสาวของไยรัส (มก 5:41) และการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูเจ้าเอง (มก 12:26, 16:6) ... ดังนั้น สำหรับมาระโก การรักษาโรคครั้งนี้เป็นเครื่องหมายสำคัญ – เป็นเสมือนอุปมาที่ประกาศถึงพระอาณาจักรของพระเจ้า ... ที่ซึ่ง “พระองค์จะทรงเช็ดน้ำตาทุกหยดจากนัยน์ตาของเขา จะไม่มีความตายอีกต่อไป จะไม่มีการคร่ำครวญ การร้องไห้ และความทุกข์อีกต่อไป” (วว 21:1-4)

    เรามั่นไจได้ว่า แม้แต่ในยุคสมัยของพระองค์ในแคว้นกาลิลี พระเยซูเจ้าก็มิได้ทรงรักษาคนป่วยทุกคน พระองค์ทรงรักษาบางคนเท่านั้น เพื่อเป็นเครื่องหมายของ “วาระสุดท้าย” กล่าวคือ ความรอดพ้นแท้จริงของมนุษยชาติไม่ใช่การรักษาไข้เพียงชั่วคราว แต่เป็นการกลับคืนชีพ ... การรักษาแท้ซึ่งพระเยซูเจ้าทรงเสนอแก่มนุษย์ คือการก้าวออกจาก “ความไม่เชื่อ” ไปสู่ “ความเชื่อ” ทุกคนที่เปิดใจยอมรับพระเยซูเจ้าด้วยความเชื่อ ย่อมรู้ว่าเขาได้รับความรอดพ้นจากความตายแล้ว เมื่อนั้น เขาจะ “ลุกขึ้น” เพื่อจะ “รับใช้”...

    ความชั่วที่พระเยซูเจ้าทรงกำลังต่อสู้นั้นฝังลึกกว่าความเจ็บปวดฝ่ายกาย หัวใจของมนุษย์ต่างหากที่กำลังป่วย – เมื่อมนุษย์ไม่ช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงของเขาให้รอดพ้น! เมื่อมาระโกเขียนว่าหญิงที่ป่วยนี้ “ลุกขึ้นและรับใช้” เขาหมายความลึกกว่านั้น เขาระลึกถึงวันหนึ่งที่พระเยซูเจ้าทรงทำให้คำว่า “การรับใช้” หมายถึง “การมอบชีวิต” เมื่อพระองค์ตรัสว่า “บุตรแห่งมนุษย์มิได้มาเพื่อให้ผู้อื่นรับใช้ แต่มาเพื่อรับใช้ผู้อื่น และมอบชีวิตของตนเป็นสินไถ่เพื่อมวลมนุษย์ (มก 10:45)

    พระเจ้าข้า โปรดทรงบำบัดรักษาหัวใจของมนุษย์ทุกวันนี้ด้วยพระกายของพระองค์ด้วยเถิด ... โปรดทรงบำบัดรักษาข้าพเจ้าให้เป็นอิสระจากตนเอง และจากความเห็นแก่ตัวอย่างแนบเนียนของข้าพเจ้า ... โปรดทรงรักษาความบกพร่องของข้าพเจ้าที่ไม่ยอมให้พระเจ้าเป็นที่หนึ่งในชีวิตของข้าพเจ้า อีกทั้งไม่ยอมให้ผู้อื่นเป็นที่หนึ่งอีกด้วย ... โปรดทรงรักษาข้าพเจ้าที่ไม่สามารถรับใช้ และมอบชีวิตของข้าพเจ้า ... โปรดทรงรักษาโรครักใครไม่เป็นของข้าพเจ้าด้วยเถิด...

เย็นวันนั้น เมื่อดวงอาทิตย์ตกแล้ว มีผู้นำคนป่วยและคนถูกปีศาจสิงมาเฝ้าพระองค์ คนทั้งเมืองมารวมกันที่ประตู พระองค์ทรงรักษาหลายคนที่เป็นโรคต่าง ๆ ให้หาย ทรงขับไล่ปีศาจออกไป

    อาจกล่าวได้ว่าพระเยซูเจ้าทรงใช้การบำบัดรักษาโรคเพื่อแสดงอำนาจของพระองค์เหนือซาตานอีกด้วย เพราะปีศาจก็คือความชั่วที่มีตัวตน ... สำหรับพระเยซูเจ้า ความชั่วหมายถึงการแยกตัวออกจากพระเจ้า ดังนั้น บาปจึงเป็นโรคอย่างหนึ่งโดยแท้ โรงพยาบาลที่มีเครื่องมือพรั่งพร้อม หรือมีบุคลากรทางการแพทย์ที่เก่งกาจที่สุด ก็ไม่สามารถทดแทนความรักที่ผู้ป่วยต้องการมากกว่ายารักษาโรค ... วันนี้ไม่ได้ต่างจากยุคสมัยของพระเยซูเจ้า ที่มีความจำเป็นต้องรักษาหัวใจของมนุษย์ เราจำเป็นต้องปรับทิศทางการแสวงหาความเจริญ ไม่มีโรคร้ายแรงใดที่ขัดขวางการพัฒนา “เมืองฝ่ายโลก” (ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจต่าง ๆ รวมถึงโรงพยาบาลด้วย) ได้มากไปกว่า “ยาพิษ” ที่บาปนำเข้ามาในโลก ... แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องปฏิเสธความก้าวหน้า หรือไม่ยอมรับเทคนิคทางการแพทย์ – แต่เราต้องใส่ “วิญญาณ” เข้าไปในเทคนิคเหล่านี้ คือ ความรัก ... และนี่คือจุดที่เราต้องพึ่งพาพระเยซูเจ้า...

    พระเจ้าข้า โปรดทรงบำบัดรักษาหัวใจของมนุษย์ยุคปัจจุบันด้วยพระกายและพระโลหิตของพระองค์ด้วยเถิด...

พระองค์ทรงขับไล่ปีศาจออกไป แต่ไม่ทรงอนุญาตให้มันพูด เพราะมันรู้จักพระองค์

    มาระโกเผยให้เห็น “ความลับของพระเมสสิยาห์” เป็นครั้งที่สองในหน้าเดียวกัน (มก 1:25, 33) พระเยซูเจ้าไม่ทรงต้องการให้ประชาชนเข้าใจและบิดเบือนพันธกิจของพระองค์ พระองค์ทรงห้ามผู้ที่พร้อมจะประกาศว่าพระองค์ทรงเป็น “พระบุตรของพระเจ้า” ไม่ให้เขาพูด เพราะในเวลานั้นประชาชนมีความคิดผิด ๆ มากมายเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์และพระเจ้า กล่าวคือ พวกเขาแสวงหาสิ่งอัศจรรย์และรูปลักษณ์ภายนอกมากเกินไป พวกเขาพากันมาหาพระองค์เพียงเพราะคิดว่าพระองค์ทรงเป็น “ผู้รักษาโรค” เท่านั้น...

    การประกาศว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นพระเมสสิยาห์ และทรงเป็นพระบุตรของพระผู้ทรงสรรพานุภาพ ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะรู้ว่าพระองค์จะต้องรับทนทรมานและสิ้นพระชนม์นั้นนับว่าเป็นความเขลา ซึ่งจะทำให้เขาไม่ยอมรับพระองค์เมื่อเขาพบกับความเป็นจริงของไม้กางเขน ... พระเจ้าไม่ใช่ “พระผู้ทรงสรรพานุภาพ” อย่างที่โลกเข้าใจคำนี้ แต่พระองค์ทรงทำให้พระองค์เองเป็น “พระผู้อ่อนแอในทุกด้าน” เพราะความรัก – เพราะพระองค์ทรงเป็น “ความรักอันทรงสรรพานุภาพ”

    “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า ก็ลงมาจากไม้กางเขนซิ” ... เรายังมีความคิดติดอยู่ในสมองว่า พระเยซูเจ้าควรแสดงให้มนุษย์ประจักษ์ชัดว่าพระองค์เป็นใคร ... แต่พระองค์ก็ทรงแสดงให้ประจักษ์แล้ว พระองค์ทรงแสดงว่าพระองค์คือความรักอันไร้ขอบเขต ผู้พร้อมจะ “รับใช้” จนถึงที่สุด ... “เรามาเพื่อรับใช้และมอบชีวิตของเรา” เราควร “นิ่งและเงียบ” จนกว่าจะถึงการตรึงกางเขน เมื่อพระเจ้าจะทรงเผยพระองค์เองอย่างแท้จริงในตัวของพระเยซูเจ้า...

    พระเจ้าข้า โปรดทรงช่วยข้าพเจ้าให้ยอมรับพระองค์อย่างที่พระองค์ทรงเป็นเถิด...
    พระเจ้าข้า โปรดทรงช่วยข้าพเจ้าให้เข้าใจว่าพระองค์ไม่ทรงต้องการเป็น “ผู้ทรงอำนาจ” ตามความคิดของชาวโลก เพราะ “ความโง่เขลาของพระเจ้ายังฉลาดยิ่งกว่าปรีชาญาณของมนุษย์ และความอ่อนแอของพระเจ้าก็ยังเข้มแข็งยิ่งกว่าพละกำลังของมนุษย์” (1 คร 1:25)...
 วันต่อมา พระองค์ทรงลุกขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ เสด็จออกจากบ้านไปยังที่สงัด และทรงอธิษฐานภาวนาที่นั่น

    นับตั้งแต่คืนแรกที่เปโตรอยู่ใกล้พระเยซูเจ้า เขาพบเห็นลักษณะเฉพาะตัวที่เป็น “เนื้อแท้” ของพระอาจารย์ของเขา นั่นคือ สิ่งสำคัญสำหรับพระเยซูเจ้าคือ “การพบปะกับพระบิดา”...

ซีโมน และผู้ที่อยู่กับเขา ตามหาพระองค์...

    ตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น พระเยซูเจ้าทรงออกจากบ้านที่พระองค์ทรงพักแรม พระองค์เสด็จออกไปนอกเมืองคาเปอรนาอุม ... ขอให้นึกภาพพระองค์ทรงพระดำเนินท่ามกลางความมืดไปตามถนนในชนบท พระองค์ทรงแสวงหาสถานที่ซึ่งพระองค์จะประทับอยู่ตามลำพังได้ ที่ซึ่งเงียบสงบ พระองค์เสด็จไปยัง “ที่เปลี่ยว” ... พระองค์ทรงหยุด ทรงหมอบลงกับพื้น และอธิษฐานภาวนา...

    พระเยซูเจ้าทรงเป็น “มนุษย์ผู้ใกล้ชิดพระบิดา ... มนุษย์ผู้พบกับพระเจ้า ... มนุษย์ผู้สนิทสนมกับพระเจ้า” ... มิตรสหายของพระเยซูเจ้าก็ต้องแสวงหาที่เช่นนี้ เมื่อเขาตามหาพระองค์...

    ประโยคนี้ไม่ได้เป็นเพียงรายละเอียดในพระวรสาร แต่เป็นบทสรุป ความลับ และจุดสุดยอดของ “วันแรก” ในชีวิตสาธารณะของพระเยซูเจ้า ... พระเยซูเจ้าทรงตะโกน (ด้วยความเงียบ) บอกเราว่า “เราจะพบความหมายของชีวิตของเราได้ในพระเจ้า ... โรคร้ายแรงที่สุดของท่านคือโรคที่ดึงท่านออกห่างพระเจ้า ผู้ใดรู้ว่าจะ “ซ่อนตัวอยู่ในพระเจ้า” ในที่เปลี่ยวได้อย่างไร ผู้นั้นย่อมได้รับความรอดพ้น ... ไข้ - และแม้แต่ความตาย – จะไม่มีวันเข้าถึงตัวเขาได้อีกต่อไป...

    ท่านผู้เป็นพี่น้องที่กำลังป่วยของข้าพเจ้า ท่านผู้ที่หัวใจกำลังถูกทดลองอย่างหนัก ท่านจะยอมฟังข่าวดีเกี่ยวกับการรักษาโรคของท่าน แม้ในขณะที่ท่านกำลังอยู่ท่ามกลางการทดลองหรือไม่?...

เมื่อพบแล้วจึงทูลพระองค์ว่า “ทุกคนกำลังแสวงหาพระองค์” พระองค์ตรัสตอบว่า “เราไปที่อื่นกันเถิด ไปตามตำบลใกล้เคียง เพื่อจะได้เทศน์สอนที่นั่นด้วย เพราะเรามาด้วยจุดประสงค์นี้”   

    ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดตรัสกับเราอีกครั้งหนึ่งเถิด โปรดทรงประกาศข่าวดีของพระองค์แก่มนุษย์ทุกคนอีกครั้งหนึ่งเถิด ... โปรดทรงช่วยเราให้รอดพ้น โปรดทรงรักษาโรคของเรา และทรงทำให้เราเป็นผู้นำสารและผู้รับใช้แห่งปัสกา ด้วยการสนิทเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์เถิด...

คำสอนออนไลน์ ศีลศักดิ์สิทธิ์

7 Sacraments ๒๐๐๓๑๖ 0010 resize

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

เอกสารฉลอง 350 ปี

350

พระวาจาประจำวัน

word of God 2

เว็บไซต์คาทอลิก

bkk


sathukarnlogo


haab


becthailand


santikham


pope report-francis


bannerpope


cc_link2011


0002


thaicatholicbible


mass


bnbec


facebook

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
8370
11922
56863
20292
390163
17080055
Your IP: 34.239.172.52
2020-04-02 18:52

สถานะการเยี่ยมชม

มี 451 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk