foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Catechetical Center of Bangkok

Kamson on Live

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
2934
10445
22489
57041
330048
18291283
Your IP: 18.206.238.176
2020-07-07 05:59

สถานะการเยี่ยมชม

มี 682 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

สมโภชพระเยซูเจ้ากษัตริย์แห่งสากลจักรวาล


ข่าวดี    มัทธิว 25:31-46

การพิพากษาครั้งสุดท้าย
(31)“เมื่อบุตรแห่งมนุษย์จะเสด็จมาในพระสิริรุ่งโรจน์พร้อมกับบรรดาทูตสวรรค์ทั้งหลาย พระองค์จะประทับเหนือพระบัลลังก์อันรุ่งโรจน์  (32)บรรดาประชาชาติจะมาชุมนุมกันเฉพาะพระพักตร์ พระองค์จะทรงแยกเขาออกเป็นสองพวก ดังคนเลี้ยงแกะแยกแกะออกจากแพะ  (33)ให้แกะอยู่เบื้องขวา ส่วนแพะอยู่เบื้องซ้าย  (34)แล้วพระมหากษัตริย์จะตรัสแก่ผู้ที่อยู่เบื้องขวาว่า ‘เชิญมาเถิด ท่านทั้งหลายที่ได้รับพระพรจากพระบิดาของเรา เชิญมารับอาณาจักรเป็นมรดกที่เตรียมไว้ให้ท่านแล้วตั้งแต่สร้างโลก  (35)เพราะว่า เมื่อเราหิว ท่านให้เรากิน เรากระหาย ท่านให้เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้า ท่านก็ต้อนรับ  (36)เราไม่มีเสื้อผ้า ท่านก็ให้เสื้อผ้าแก่เรา เราเจ็บป่วย ท่านก็มาเยี่ยม เราอยู่ในคุก ท่านก็มาหา’  (37)“บรรดาผู้ชอบธรรมจะทูลถามว่า ‘พระเจ้าข้า เมื่อไรเล่าข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นพระองค์ทรงหิว แล้วถวายพระกระยาหาร หรือทรงกระหาย แล้วถวายให้ทรงดื่ม  (38)เมื่อใดเล่าข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นพระองค์ทรงเป็นแขกแปลกหน้า แล้วต้อนรับ หรือทรงไม่มีเสื้อผ้า แล้วถวายให้  (39)เมื่อใดเล่าข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นพระองค์ประชวรหรือทรงอยู่ในคุกแล้วไปเยี่ยม’  (40)พระมหากษัตริย์จะตรัสตอบว่า ‘เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อยที่สุดของเราคนหนึ่ง ท่านก็ทำสิ่งนั้นต่อเรา’  (41)“แล้วพระองค์จะตรัสกับพวกที่อยู่เบื้องซ้ายว่า ‘ท่านทั้งหลายที่ถูกสาปแช่ง จงไปให้พ้น ลงไปในไฟนิรันดรที่ได้เตรียมไว้ให้ปีศาจและพรรคพวกของมัน  (42)เพราะว่า  เมื่อเราหิว ท่านไม่ให้อะไรเรากิน เรากระหาย ท่านไม่ให้อะไรเราดื่ม  (43)เราเป็นแขกแปลกหน้า ท่านก็ไม่ต้อนรับ เราไม่มีเสื้อผ้า ท่านก็ไม่ให้เสื้อผ้า เราเจ็บป่วยและอยู่ในคุก ท่านก็ไม่มาเยี่ยม’  (44)พวกนั้นจะทูลถามว่า ‘พระเจ้าข้า เมื่อไรเล่าที่ข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นพระองค์ทรงหิว ทรงกระหาย ทรงเป็นแขกแปลกหน้า หรือไม่มีเสื้อผ้า เจ็บป่วย หรืออยู่ในคุก และไม่ได้ช่วยเหลือ’  (45)พระองค์จะตรัสตอบว่า ‘เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านไม่ได้ทำสิ่งใดต่อผู้ต่ำต้อยของเราคนหนึ่งท่านก็ไม่ได้ทำสิ่งนั้นต่อเรา’  (46)แล้วพวกนี้ก็จะไปรับโทษนิรันดร ส่วนผู้ชอบธรรมจะไปรับชีวิตนิรันดร”

***********************************

แม้จะถือกันว่าพระวรสารตอนนี้เป็นนิทานเปรียบเทียบเรื่องหนึ่ง แต่องค์ประกอบที่เป็นนิทานเปรียบเทียบจริง ๆ กลับมีเพียงเรื่องการแยกแกะออกจากแพะในข้อ 32 และ 33 เท่านั้น  ที่เหลือล้วนเป็นการ “ทำนายอนาคต” ทั้งสิ้น
คำว่า “การเสด็จมาของบุตรแห่งมนุษย์”, “พระสิริรุ่งโรจน์”, “ทูตสวรรค์”, “พระบัลลังก์”, และ “การพิพากษา”  ล้วนนำมาจากหนังสือประกาศกดาเนียล ตัวอย่างเช่น
“ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังมองดูอยู่นั้น  ข้าพเจ้าเห็นบัลลังก์หลายองค์ถูกนำมาตั้งไว้ และผู้อาวุโสท่านหนึ่งมาประทับบนบัลลังก์ สวมอาภรณ์ขาวอย่างหิมะ ผมบนศีรษะขาวเหมือนขนแกะ บัลลังก์ของเขาเหมือนเปลวเพลิง มีล้อเหมือนไฟลุกโพลง  เบื้องหน้าเขามีธารไฟไหลออกมา  คนจำนวนมากนับล้านนับโกฎิอสงไขยคอยเฝ้ารับใช้เขา  การพิจารณาคดีเริ่มขึ้น และบรรดาหนังสือก็เปิดออก….ข้าพเจ้ายังเห็นนิมิตเวลากลางคืนต่อไป ข้าพเจ้าเห็นท่านผู้หนึ่งเหมือนบุตรแห่งมนุษย์ มาพร้อมกับหมู่ก้อนเมฆในท้องฟ้า  เขามาพบผู้อาวุโสและมีผู้แนะนำเขาแก่ผู้อาวุโส  เขาได้รับมอบอำนาจปกครอง สิริรุ่งโรจน์ และอาณาจักร  ประชาชนทุกชาติทุกภาษารับใช้เขา  อำนาจปกครองของเขาเป็นอำนาจที่คงอยู่ตลอดไปไม่มีวันสิ้นสุด  และอาณาจักรของเขาจะไม่มีวันถูกทำลายเลย” (ดนล 7:9-14)
นี่เป็นคำทำนายถึง “ความเป็นกษัตริย์ พระราชอำนาจ และอาณาจักร” อันคงอยู่ชั่วนิรันดรของพระเยซูคริสตเจ้า
อีกทั้ง “การชุมนุมกันของบรรดาประชาชาติ” (ข้อ 32) ก็มีทำนายไว้แล้วในหนังสือประกาศกโยเอลบทที่ 3 ข้อ 2 ที่ว่า “เราจะรวบรวมบรรดาประชาชาติทั้งสิ้น และนำเขาลงมาที่หุบเขาเยโฮชาฟัท และเราจะเข้าสู่การพิพากษากับเขาที่นั่น”
เพียงแต่ครั้งก่อนผู้พิพากษาคือพระเจ้า แต่ครั้งนี้ผู้พิพากษาคือพระเยซูคริสตเจ้าเอง !
ทั้งหมดนี้ทำให้เราเข้าใจเป็นอื่นไปไม่ได้เลยนอกจาก “พระเยซูคริสตเจ้าคือกษัตริย์แห่งสากลจักรวาล” ที่บรรดาประกาศกได้กล่าวทำนายไว้แล้วในอดีต และเรากำลังร่วมใจกันสมโภชในวันนี้
เมื่อแน่ชัดแล้วว่าสักวันหนึ่งบรรดาประชาชาติซึ่งรวมถึงเราแต่ละคนจะต้องถูกพิพากษาโดยพระมหากษัตริย์แห่งสากลจักรวาล  จึงเป็นการดีที่เราจะเรียนรู้จากนิทานเปรียบเทียบเรื่องนี้ว่า พระองค์ทรงใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการพิพากษา
จากพระดำรัสของพระมหากษัตริย์ที่ว่า “‘เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อยที่สุดของเราคนหนึ่ง ท่านก็ทำสิ่งนั้นต่อเรา” และตรงกันข้ามคือ “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านไม่ได้ทำสิ่งใดต่อผู้ต่ำต้อยของเราคนหนึ่ง ท่านก็ไม่ได้ทำสิ่งนั้นต่อเรา” (ข้อ 40 และ 45) เราจึงสรุปได้ว่าพระองค์จะพิพากษาตัดสินตาม “การตอบสนองต่อผู้ต่ำต้อยและขัดสน” ของเราแต่ละคน
ผู้ที่ช่วยเหลือผู้ขัดสนจะเป็น “แกะ”  ส่วนผู้ที่ไม่ช่วยเหลือจะเป็น “แพะ”
และ “ความช่วยเหลือ” ต่อผู้ขัดสนต้องเป็นดังนี้
1.    เป็นความช่วยเหลือที่เรียบง่าย  ดังที่พระองค์ทรงยกตัวอย่างไว้เช่น การให้อาหารแก่ผู้หิวโหยสักมื้อหนึ่ง  ให้น้ำแก่ผู้หิวกระหายสักแก้วหนึ่ง  ต้อนรับแขก  เยี่ยมคนเจ็บป่วยหรือติดคุก เป็นต้น
พระองค์ไม่ได้เรียกร้องให้เราบริจาคเงินหรือสิ่งของจำนวนมาก ๆ เพื่อจะได้มีชื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของวัดหรือของสังฆมณฑล  แต่ทรงต้องการให้เรา “เห็นหัว” และมี “น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ” ต่อทุกคนที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวัน
ไม่มีคำสอนใดอีกแล้วที่จะเปิดหนทางสู่ความรุ่งโรจน์แก่สามัญชนผู้ต่ำต้อยเช่นเราเท่ากับคำสอนของพระเยซูเจ้าในนิทานเปรียบเทียบเรื่องนี้
2.    เป็นความช่วยเหลือที่ไม่หวังผล ดังที่บรรดาผู้ชอบธรรมได้ให้ความช่วยเหลือผู้ขัดสนโดยไม่ได้คิดว่าเป็นการช่วยเหลือพระเยซูคริสตเจ้า ซึ่งแสดงว่าพวกเขาไม่ได้หวังผลที่จะสะสมความดีความชอบสำหรับชีวิตนิรันดรเลย
พวกเขาช่วยเหลือผู้อื่นเพราะเป็น “สัญชาติญาณรัก”
ตรงกันข้าม บรรดาผู้ถูกสาปแช่งกลับพูดทำนองที่ว่า “ถ้าพวกเรารู้ว่าเป็นพระองค์ พวกเราคงช่วยไปแล้ว แต่พวกเราคิดว่าเป็นคนธรรมดา กระจอกๆ  เลยไม่ได้ช่วย !”
และข้อเท็จจริงที่น่าเสียดายอย่างยิ่งคือมีบางคนพร้อมจะให้ความช่วยเหลือหากว่าพวกเขาได้รับการยกย่องหรือขอบคุณอย่างเปิดเผย  ความช่วยเหลือเช่นนี้เป็นการแสวงหาชื่อเสียงเกียรติยศใส่ตนเอง จึงเป็น “ความเห็นแก่ตัวที่แฝงกายมาในรูปของความเอื้ออาทร”
3.    ความช่วยเหลือที่เรียบง่ายและไม่หวังผลนี้เอง พระเยซูเจ้าถือว่าทรงกระทำต่อพระองค์เอง !
ความคิดนี้สามารถเข้าใจได้ง่ายหากเราเข้าใจหัวอกของผู้เป็นพ่อและแม่... ใครช่วยเหลือลูกของเรา เราย่อมดีใจและรู้สึกกตัญญูจนหลาย ๆ ครั้งมากกว่าตัวลูกเองเสียอีก
พ่อแม่บางคนจดจำบุญคุณของผู้ที่รับหรือฝากลูกของตนเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงได้ตราบจนวันตาย
กับพระเจ้าก็เป็นเช่นเดียวกัน  พระองค์คือ “บิดา” และมนุษย์ทุกคนคือ “บุตร” ของพระองค์
ใครช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ก็เหมือนช่วยเหลือพระองค์ผู้ทรงเป็น “บิดา” !

ต่อหน้า กษัตริย์แห่งสากลจักรวาล เราอยากเป็นแกะอยู่เบื้องขวาหรือเป็นแพะอยู่เบื้องซ้าย ก็ให้ตัดสินใจเลือกเอาเสียแต่วันนี้....
มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ยอมเป็น “แพะรับบาป” !

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk