foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
2534
11669
54188
172923
330048
18407165
Your IP: 3.236.121.68
2020-07-15 06:06

สถานะการเยี่ยมชม

มี 278 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

อาทิตย์ที่ 28 เทศกาลธรรมดา


ข่าวดี    มัทธิว 22:1-14 หรือ 1-10

อุปมาเรื่องงานวิวาหมงคล
(1)พระเยซูเจ้าทรงเล่าเป็นอุปมาอีกเรื่องหนึ่งว่า  (2)“อาณาจักรสวรรค์เปรียบได้กับกษัตริย์พระองค์หนึ่งซึ่งทรงจัดงานอภิเษกสมรสให้พระโอรส  (3)ทรงส่งผู้รับใช้ไปเรียกผู้รับเชิญให้มาในงานวิวาห์ แต่พวกเขาไม่ต้องการมา  (4)พระองค์จึงทรงส่งผู้รับใช้อื่นไปอีก รับสั่งว่า ‘จงไปบอกผู้รับเชิญว่า บัดนี้เราได้เตรียมการเลี้ยงไว้พร้อมแล้ว  ได้ฆ่าวัวและสัตว์อ้วนพีแล้ว ทุกสิ่งพร้อมสรรพ เชิญมาในงานวิวาห์เถิด’  (5)แต่ผู้รับเชิญมิได้สนใจ คนหนึ่งไปที่ทุ่งนา อีกคนหนึ่งไปทำธุรกิจ  (6)คนที่เหลือได้จับผู้รับใช้ของกษัตริย์ ทำร้ายและฆ่าเสีย  (7)กษัตริย์กริ้ว จึงทรงส่งกองทหารไปทำลายฆาตกรเหล่านั้นและเผาเมืองของเขาด้วย  (8)แล้วพระองค์ตรัสแก่ผู้รับใช้ว่า ‘งานวิวาห์พร้อมแล้ว แต่ผู้รับเชิญไม่เหมาะสมกับงานนี้  (9)จงไปตามทางแยก พบผู้ใดก็ตาม จงเชิญมาในงานวิวาห์เถิด’  (10)บรรดาผู้รับใช้จึงออกไปตามถนน เชิญทุกคนที่พบมารวมกัน ทั้งคนเลวและคนดี แขกรับเชิญจึงมาเต็มห้องงานอภิเษกสมรส  (11)กษัตริย์เสด็จมาทอดพระเนตรแขกรับเชิญ ทรงเห็นคนหนึ่งไม่สวมเสื้อสำหรับงานวิวาห์  (12)จึงตรัสแก่เขาว่า ‘เพื่อนเอ๋ย ท่านไม่ได้สวมเสื้อสำหรับงานวิวาห์ แล้วเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร’ คนนั้นก็นิ่ง  (13)กษัตริย์จึงตรัสสั่งผู้รับใช้ว่า ‘จงมัดมือมัดเท้าของเขา เอาไปทิ้งในที่มืดข้างนอกเถิด ที่นั่น จะมีแต่การร่ำไห้คร่ำครวญ และขบฟันด้วยความขุ่นเคือง  (14)เพราะผู้รับเชิญมีมาก แต่ผู้รับเลือกมีน้อย’”

*************************


พระวรสารตอนนี้ประกอบด้วยนิทานเปรียบเทียบ 2 เรื่องด้วยกัน
ข้อ 1-10     เป็นเรื่องงานวิวาหมงคล
ข้อ 11-14     เป็นเรื่องการไม่สวมเสื้อสำหรับงานวิวาห์

งานวิวาหมงคล
เหตุการณ์ในนิทานเปรียบเทียบเรื่องแรกนี้อาจฟังดูแปลกสำหรับเรา แต่เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวยิวจริง ๆ  นั่นคือเมื่อมีงานฉลองสำคัญอย่างเช่นการแต่งงาน เจ้าภาพจะจัดส่งเทียบเชิญไปก่อนโดยยังไม่กำหนดวันและเวลา  ต่อเมื่อจัดเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วเจ้าภาพจึงจะส่งคนใช้ไปเรียกแขกรับเชิญเป็นครั้งสุดท้าย (final call) ให้มาร่วมงานฉลอง
กษัตริย์ในนิทานเปรียบเทียบเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน พระองค์ส่งเทียบเชิญไปนานแล้ว เมื่อทุกอย่างพร้อมพระองค์จึงส่งคนใช้ไปเรียกแขกรับเชิญ แต่ได้รับการปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย
นิทานเปรียบเทียบเรื่องนี้มีความหมาย 2 นัย คือ
1.    เป็นการกล่าวโทษชาวยิว (เหมือนนิทานเปรียบเทียบเรื่องคนเช่าสวนชั่วร้าย) เป็นเวลานานมาแล้วที่พวกเขาได้รับเชิญจากพระเจ้าให้เป็นประชากรของพระองค์ แต่เมื่อพระองค์ส่งพระบุตรแต่องค์เดียวลงมาในโลกนี้ พวกเขากลับปฏิเสธพระองค์  ผลก็คือพระองค์ทรงส่งเทียบเชิญไปยังทุกคนตามทางแยกซึ่งได้แก่คนต่างชาติผู้ไม่เคยคาดหวังเลยว่าจะได้รับเชิญเข้าสู่พระอาณาจักร
ส่วนผลจากการปฏิเสธพระองค์นั้นน่าขนพองสยองเกล้ายิ่งนัก  มัทธิวเล่าว่า “กษัตริย์กริ้ว จึงทรงส่งกองทหารไปทำลายฆาตกรเหล่านั้นและเผาเมืองของเขาด้วย” (ข้อ 7)
แต่ข้อ 7 นี้ไม่น่าจะเป็นคำพูดของพระเยซูเจ้าเอง เพราะการส่งกองทหารไปทำลายฆาตกรและเผาเมืองนั้นไม่เกี่ยวข้องกันเลยกับงานวิวาหมงคล
คำอธิบายที่เป็นไปได้คือ มัทธิวเขียนพระวรสารประมาณปีค.ศ. 80-90 ส่วนกรุงเยรูซาเล็มถูกกองทัพโรมันทำลายจนราบเป็นหน้ากลองในปีค.ศ. 70  มัทธิวจึงเสริมข้อ 7 เข้ามาเองเพื่อแสดงให้เห็นถึงความน่ากลัวสุดประมาณของการปฏิเสธพระเยซูเจ้า
จากข้อเท็จจริงตามประวัติศาสตร์ หากชาวยิวยอมรับหนทางของพระเยซูเจ้า และดำเนินชีวิตอยู่ในความรัก ความถ่อมตน และการเสียสละ พวกเขาคงไม่ก่อการกบฏและยั่วยุจนโรมไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป
ชีวิตของชาวยิวจะดีกว่านี้สักเพียงใด หากพวกเขายอมรับพระเยซูคริสตเจ้า !
2.    ความหมายสำหรับทุกคน คือ
2.1    พระเจ้าเชิญเรามาร่วมงานปีติยินดี เหมือนเชิญเรามาร่วมงานวิวาหมงคล  ความคิดที่ว่าคริสตศาสนาเป็นอะไรที่มืดมน เป็นอะไรที่ต้องงดเสียงหัวเราะ งดความร่าเริงแจ่มใส หรืองดความสุขล้วนเป็นความคิดที่ผิด
สิ่งที่คริสตชนได้รับเชิญคือความปีติยินดี และเป็นความปีติยินดีที่เราพลาดหากเราปฏิเสธพระองค์
2.2    สิ่งที่ทำให้เราปฏิเสธคำเชิญไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเลวร้ายเสมอไป  ในนิทานเปรียบเทียบ พวกเขาปฏิเสธคำเชิญเพราะต้องไปดูแลทุ่งนาหรือไปทำธุรกิจซึ่งล้วนเป็นสิ่งดี  ไม่ใช่เพราะมัวดื่มสุราหัวราน้ำหรือหลบไปทำสิ่งผิดศีลธรรม
สิ่งที่น่าเศร้าใจที่สุดคือ “คู่แข่งของสิ่งที่ดีที่สุดคือสิ่งที่ดีเป็นอันดับสอง” และมักเป็นสิ่งที่ดีเป็นอันดับสองนี้เองที่ทำให้เราพลัดพรากจากสิ่งที่ดีที่สุด
- เป็นการง่ายที่เราจะมัวสลวนอยู่กับเวลาจนลืมชีวิตนิรันดร
- เป็นการง่ายที่เราจะติดพันกับสิ่งที่มองเห็นได้ จนลืมสิ่งที่มองไม่เห็น
- เป็นการง่ายที่เราจะได้ยินเสียงของโลก แต่ไม่ได้ยินเสียงเชิญของพระเยซูเจ้า
- เป็นการง่ายที่เราจะยุ่งอยู่กับค่าครองชีพ จนลืมชีวิตเสียเอง
2.3    ผลของการปฏิเสธคือ “การพลาด” ดังในนิทานเปรียบเทียบ พวกที่ปฏิเสธคำเชิญล้วนได้รับโทษ แต่โทษของพวกเขาคือการพลาดความยินดีของงานวิวาหมงคล
หากเราปฏิเสธคำเชิญของพระเยซูเจ้า สักวันหนึ่งเราต้องเจ็บปวดสุดขีด แต่ไม่ใช่เจ็บปวดเพราะต้องทนทุกข์ แต่เจ็บปวดเพราะตระหนักดีว่าตนพลาดสิ่งที่มีค่ามากที่สุด
2.4    คำเชิญของพระเจ้าคือพระหรรษทาน  บรรดาผู้ที่อยู่ตามทางแยกไม่สิทธิ์แม้แต่จะคิดว่าตนสมควรได้รับเชิญมาร่วมงานวิวาหมงคลของกษัตริย์  พวกเขาไม่สมควรและไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้น
คำเชิญนี้ออกมาจากพระหัตถ์ที่กางออก และพระทัยที่เปิดกว้างของพระเจ้า
เป็นพระหรรษทานจริง ๆ

การไม่สวมเสื้อสำหรับงานวิวาห์
นิทานเปรียบเทียบเรื่องที่สองนี้ต่อเนื่องและช่วยขยายความเรื่องแรก  โดยพระเยซูเจ้าทรงนำนิทานเปรียบเทียบของพวกรับบี 2 เรื่องมาเล่าใหม่ตามวิธีของพระองค์เอง
เรื่องแรก พวกรับบีเล่าว่า กษัตริย์พระองค์หนึ่งได้เชิญแขกมาร่วมงานฉลองโดยไม่ได้ระบุวันและเวลา แต่สั่งให้อาบน้ำ ชโลมน้ำมัน และแต่งตัวให้พร้อม  แขกรับเชิญที่ฉลาดต่างเตรียมพร้อมและไปรอที่หน้าประตูพระราชวัง  ส่วนคนโง่คิดว่างานใหญ่ระดับกษัตริย์คงต้องใช้เวลาตระเตรียมนาน ยังมีเวลาเหลือเฟือ จึงง่วนอยู่กับการงานของตนเอง  ทันใดนั้นกษัตริย์ส่งคำเชิญเป็นครั้งสุดท้าย  คนฉลาดได้นั่งโต๊ะกินและดื่มร่วมกับกษัตริย์  ส่วนคนโง่ที่ไม่ได้สวมชุดสำหรับงานวิวาห์ต้องยืนอยู่ข้างนอก หิว และเสียใจโดยเฉพาะเมื่อได้เห็นความปีติยินดีที่ตัวเองได้สูญเสียไป
พวกรับบีเล่านิทานเปรียบเทียบเรื่องนี้เพื่อสอนให้ตระหนักถึงหน้าที่ในการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเรียกของพระเจ้า
อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับกษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงมอบชุดพระราชทานให้แก่บรรดาคนรับใช้ของพระองค์  พวกที่ฉลาดนำชุดพระราชทานไปเก็บรักษาไว้อย่างดี  ส่วนพวกที่โง่นำชุดพระราชทานใส่ไปทำงานจนมีรอยด่างรอยเปื้อนเต็มไปหมด  อยู่มาวันหนึ่งกษัตริย์เรียกชุดที่ได้พระราชทานไปกลับคืน  คนฉลาดนำชุดเหมือนใหม่มาคืน  กษัตริย์จึงเก็บชุดไว้ในท้องพระคลังและอวยพรคนรับใช้ให้กลับไปเป็นสุข  ส่วนคนโง่นำชุดที่เปรอะเปื้อนมาคืน กษัตริย์ทรงกริ้วและสั่งให้นำคนเหล่านี้ไปขังคุก
พวกรับบีเล่านิทานเปรียบเทียบเรื่องนี้เพื่อสอนชาวยิวให้นำดวงวิญญาณที่สะอาดบริสุทธิ์ดังเดิมไปถวายคืนแด่พระเจ้า
พระเยซูเจ้าทรงนำนิทานเปรียบเทียบทั้งสองเรื่องของพวกรับบีมาเล่าใหม่ เพื่อสอนเราว่า
1.    ประตูเปิดเพื่อให้เราเป็นคนดี  เมื่อกษัตริย์ส่งคนใช้ไปเชิญทุกคนตามทางแยก แปลว่าประตูเปิดต้อนรับทุกคนทั้งคนต่างชาติ ต่างศาสนา และคนบาป
ใช่ ประตูเปิดต้อนรับเราทุกคนก็จริง แต่เราจะเดินเข้ามาพร้อมกับการดำเนินชีวิตแบบเก่า ๆ ที่ไม่สมกับความรักและพระหรรษทานที่พระเจ้าประทานแก่เราไม่ได้  เราจำเป็นต้องสวมชีวิตใหม่ที่บริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ และดีกว่าเดิม
ประตูเปิด !  แต่ไม่ใช่เปิดเพื่อให้คนบาปเข้ามาแล้วยังคงเป็นคนบาป แต่เพื่อให้คนบาปเข้ามาแล้วเป็นนักบุญ
2.    กรรมเป็นเครื่องส่อเจตนา  แน่นอนว่าเราคงไม่ใส่ชุดตัดหญ้าไปเยี่ยมเพื่อนที่บ้าน เพราะแม้เพื่อนจะไม่สนใจชุดที่เราใส่  แต่การแสดงออกภายนอกของเรามันบ่งแสดงว่าเราให้ความเคารพ รัก และยกย่องให้เกียรติเพื่อนของเรามากน้อยเพียงใด
กับบ้านของพระเจ้าก็เช่นเดียวกัน !
แต่พระเยซูเจ้าไม่ได้พูดถึงเรื่องการแต่งกายไปวัด  สิ่งที่พระองค์กำลังพูดถึงคือการเตรียม “จิตใจ” ไปวัด
พระองค์ไม่ต้องการเห็นขบวนแฟชั่นแห่เข้าวัด  แต่พระองค์ต้องการเห็นอาภรณ์แห่งจิตใจและวิญญาณ
- อาภรณ์ที่เต็มไปด้วยความหวัง
- อาภรณ์ที่ถ่อมตนสำนึกผิด
- อาภรณ์ที่เต็มไปด้วยความเชื่อ
- อาภรณ์แห่งความเคารพสักการะ
นี่คืออาภรณ์ที่เราควรสวมใส่ไปหาพระเจ้า  และหากเราได้เตรียมตัวไปวัดเช่นนี้ เมื่อได้สวดภาวนาอีกสักนิด และได้คิดพิจารณาตนเองอีกสักหน่อย  การไปวัดของเราก็จะเป็นการนมัสการพระเจ้าอย่างแท้จริง !

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk