foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
2432
11669
54086
172821
330048
18407063
Your IP: 3.236.121.68
2020-07-15 05:42

สถานะการเยี่ยมชม

มี 177 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

มธ 19:1-9  คำถามเรื่องการหย่าร้าง
(1)เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสเรื่องนี้จบแล้ว จึงเสด็จออกจากแคว้นกาลิลีเข้าไปในแคว้นยูเดีย อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำจอร์แดน  (2)ประชาชนจำนวนมากติดตามพระองค์ พระองค์ทรงรักษาผู้ป่วยที่นั่น  (3)ชาวฟาริสีบางคนเข้ามาเพื่อจับผิดพระองค์ ทูลถามว่า “เป็นการถูกต้องหรือไม่ ที่ชายจะหย่าร้างกับภรรยาเนื่องด้วยเหตุใดก็ตาม” (4)พระองค์ทรงตอบว่า “ท่านไม่ได้อ่านพระคัมภีร์หรือว่าเมื่อแรกนั้นพระผู้สร้างทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นชายและหญิง  (5)และตรัสว่า ดังนี้ ชายจะละบิดามารดาไปสนิทอยู่กับภรรยาของตนและชายหญิงจะเป็นเนื้อเดียวกัน (6)ดังนี้ เขาจึงไม่เป็นสองอีกต่อไป แต่เป็นเนื้อเดียวกัน ฉะนั้น สิ่งที่พระเจ้าทรงรวมกันไว้ มนุษย์อย่าได้แยกเลย” (7)ชาวฟาริสีจึงทูลถามว่า “แล้วทำไมโมเสสจึงสั่งให้ชายทำหนังสือหย่าร้างแล้วหย่าร้างได้เล่า”  (8)พระองค์ตรัสว่า “เพราะใจดื้อหยาบกระด้างของท่านโมเสสจึงยอมอนุญาตให้หย่าร้างได้ แต่เมื่อแรกเริ่มนั้น หาเป็นเช่นนี้ไม่ (9)“เราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดหย่าร้างภรรยาและแต่งงานกับอีกคนหนึ่ง เขาก็ทำผิดประเวณี เว้นแต่ในกรณีแต่งงานไม่ถูกต้อง”
มธ 19:10-12  การสมัครใจไม่แต่งงาน
(10)บรรดาศิษย์ทูลพระองค์ว่า “ถ้าสภาพของสามีกับภรรยาเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ควรจะแต่งงานเลย”  (11)พระองค์ตรัสว่า “ไม่ใช่ทุกคนเข้าใจคำสอนนี้ คนที่เข้าใจคือคนที่พระเจ้าประทานให้  (12)เพราะว่า บางคนเป็นขันทีตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา บางคนถูกมนุษย์ทำให้เป็นขันที และบางคนทำตนเป็นขันทีเพราะเห็นแก่อาณาจักรสวรรค์ผู้ที่เข้าใจได้ ก็จงเข้าใจเถิด”

************************************


สถานการณ์ในสมัยพระเยซูเจ้า

การแต่งงานของชาวยิวถือเป็นหน้าที่ศักด์สิทธิ์  ผู้ใดอายุ 20 ปีแล้วยังไม่แต่งงาน ถือว่าขัดคำสั่งของพระเจ้าที่ว่า “จงมีลูกมาก และทวีจำนวนขึ้นจนเต็มแผ่นดิน” (ปฐก 1:28)
ในทางทฤษฎี การแต่งงานของชาวยิวถือว่ามีอุดมการณ์สุดยอด เพราะให้น้ำหนักกับความบริสุทธิ์ในขั้นสูงสุด  พระเจ้าตรัสว่า “เราเกลียดการหย่าร้าง” (มลค 2:16)  พระองค์ยอมทนบาปได้ทุกชนิดยกเว้นบาปที่ผิดต่อความบริสุทธิ์  ชาวยิวต้องพร้อมพลีชีพดีกว่ายอมนับถือพระเท็จเทียม ทำฆาตกรรม หรือล่วงประเวณี
แต่ในทางปฏิบัติ ผู้หญิงมีสถานภาพไม่ต่างจากสิ่งของหรือสมบัติของสามี  สามีอาจอ้างเหตุผลใด ๆ ก็ได้เพื่อหย่าร้างภรรยาของตนไม่ว่านางจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เพียงแต่ต้องคืนสินเดิม (ทรัพย์สินที่ฝ่ายหญิงนำมาเมื่อสมรส) ให้แก่ฝ่ายหญิง เว้นแต่ฝ่ายหญิงทำผิดศีลธรรมชัดเจนก็ไม่ต้องคืนสินเดิม  ส่วนภรรยาอาจอ้างเหตุผลเพื่อขอสามีหย่าได้เพียง 2-3 ข้อ ตัวอย่างเช่น สามีเป็นโรคเรื้อน สามีประกอบอาชีพน่ารังเกียจ (คนฟอกหนัง) สามีบังคับให้ออกจากแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น แต่ทั้งนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากสามีเสียก่อน
โมเสสออกกฎหมายเรื่องการหย่าไว้ว่า “ชายใดแต่งงานกับหญิงคนหนึ่งและมีเพศสัมพันธ์กับนางแล้ว แต่ต่อมาไม่พอใจที่จะอยู่กับนางเพราะพบว่านางมีข้อบกพร่อง น่าละอาย เขาจะต้องเขียนหนังสือหย่าให้นาง แล้วให้นางไปจากบ้าน” (ฉธบ 24:1) ปัญหาโลกแตกคือ ข้อบกพร่องน่าละอาย นั้นหมายถึงอะไร
รับบี Shammai และศิษย์ตีความแบบเคร่งครัดว่า สิ่งน่าอายหมายถึงการมีชู้เท่านั้น  ส่วนรับบี Hillel และศิษย์ตีความแบบหลวม ๆ  แค่ภรรยาทำอาหารเสียเพียงจานเดียว พูดกับคนแปลกหน้า พูดร้ายถึงพ่อแม่สามี หรือชอบมีปากมีเสียงจนคนข้างบ้านได้ยิน ก็ถือว่าน่าละอายและหย่าได้แล้ว  และซ้ำร้ายไปกว่านั้นก็คือรับบี Akiba ซึ่งเป็นศิษย์ของฮิลเลล เน้นที่คำ “ไม่พอใจที่จะอยู่กับนาง” จึงสอนว่าสามีสามารถหย่าภรรยาของตนได้ถ้าเห็นหญิงคนอื่นสวยกว่าและชอบมากกว่า
แน่นอน คำสอนของฮิลเลลย่อมได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง  นับเป็นโศกนาฏกรรมอย่างยิ่งที่การหย่าร้างเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมยิว 
แรกเริ่มหนังสือหย่าเขียนง่าย ๆ แค่มีใจความว่า “นี่คือหนังสือหย่า เพื่อปลดปล่อยคุณให้เป็นอิสระ จะได้แต่งงานกับชายอื่นที่พึงพอใจได้” ก็ใช้ได้แล้ว  ต่อมามีการพัฒนาข้อความในหนังสือหย่าให้ละเอียดซับซ้อนขึ้น  ในสมัยของพระเยซูเจ้า หนังสือหย่าต้องให้รับบีเขียน แล้วส่งศาลอันประกอบด้วยรับบี 3 คนตัดสินก่อน แล้วจึงนำเสนอสภาซันเฮดรินเพื่อรับรอง  แม้ดูเหมือนมีขั้นตอนมาก กระนั้นก็ตามกระบวนการหย่ายังถือว่าเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุด และขึ้นกับความพึงพอใจของชายฝ่ายเดียว 
ผู้หญิงจึงไม่อยากแต่งงานเพราะมองเห็นชัดเจนถึงความไม่มั่นคงของชีวิตครอบครัว

คำสอนของพระเยซูเจ้า

1.    หลักการคือ “สามีภรรยาเป็นเนื้อเดียวกัน  แค่หย่า ก็ทำให้ภรรยาล่วงประเวณีแล้ว”   
พวกฟารีสีหวังจับผิดพระเยซูเจ้าด้วยการดึงพระองค์เข้ามาในวังวนของปัญหาโลกแตกทั้งในสมัยของพระองค์ และในสมัยของเราทุกวันนี้ด้วย นั่นคือ “สามีจะหย่ากับภรรยาได้หรือไม่”
ถ้าพระองค์ตอบว่า “ได้” ก็เท่ากับพระองค์กลืนน้ำลายตนเอง เพราะพระองค์เคยตรัสไว้ว่า “มีคำกล่าวว่า ผู้ใดจะหย่ากับภรรยา ก็จงทำหนังสือหย่ามอบให้นาง  แต่เรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดที่หย่ากับภรรยา ยกเว้นกรณีแต่งงานไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็เท่ากับว่าทำให้นางล่วงประเวณี และผู้ใดที่แต่งกับหญิงที่ได้หย่าร้าง ก็ล่วงประเวณีด้วย” (มธ 5:31-32)
แต่ถ้าพระองค์ตอบว่า “ไม่ได้” ก็ต้องชนกับกฎหมายของโมเสส โดนข้อหาพยายามลบล้างบัญญัติของพระเจ้าอีกกระทงหนึ่ง
ทางออกของพระเยซูเจ้าคืออ้างหนังสือปฐมกาล 1:27 “พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นชายและหญิง” และ 2:24 “ชายจะละบิดามารดาของตนไปผูกพันกับภรรยา และทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน” เพื่อยืนยันหลักการว่า ตั้งแต่สร้างโลก มีเพียงชายหนึ่งหญิงหนึ่ง การหย่าหรือแต่งงานใหม่จึงไม่ใช่เพียงสิ่งที่ผิด แต่เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง เพราะไม่มีชายอื่นหรือหญิงอื่นให้แต่งงานใหม่  เพราะฉะนั้น ธรรมชาติของการแต่งงานคือความมั่นคงถาวร และความผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกันชนิดไม่มีทางที่จะแยกหรือทำลายลงได้
นอกจากนั้นพระองค์ยังชี้ให้เห็นอีกว่า โมเสสไม่ได้ “สั่งให้หย่า” แต่ “ยอมให้” ทำหนังสือหย่าร้างกันได้ก็เพราะ “ใจดื้อกระด้างของชาวยิว” ซึ่งอธิบายเหตุผลได้ 2 ประการคือ
1.     ชาวยิวประพฤติผิดศีลธรรม สำส่อนทางเพศ จึงเรียกร้องโมเสสให้อนุญาตให้หย่าร้างกันได้
2.     โมเสสต้องการควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เสื่อมทรามมากไปกว่านี้ การยินยอมให้หย่าร้างได้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการออกกฎหมาย เพื่อทำให้กฎการหย่าร้างนั้นยากมากขึ้น และเป็นไปไม่ได้ในที่สุด
ไม่ว่าโมเสสจะยินยอมด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม สิ่งที่ชัดเจนที่สุดก็คือพระเยซูเจ้าถือว่าโมเสสอนุญาตให้หย่าร้างได้ภายใต้สถานการณ์เฉพาะเจาะจงเท่านั้น หาได้เป็นกฎหมายที่มุ่งให้ดำรงอยู่ถาวรแต่ประการใดไม่
แก่นแท้ของพระวรสารตอนนี้คือ พระเยซูเจ้าทรงยืนกรานว่า การเสื่อมศีลธรรมทางเพศในยุคของพระองค์ต้องได้รับการเยียวยา  ใครที่คิดแต่งงานเพียงเพราะหวังความสุขทางเพศ ให้คิดใหม่ คิดถึงความรับผิดชอบและความเป็นหนึ่งเดียวกันทางกายและใจด้วย
ข้อความที่มัทธิวเพิ่มเข้ามาภายหลัง
ปัญหาที่ต้องอธิบายอีกประเด็นหนึ่งคือ ทำไมในมาระโกและลูกา พระเยซูเจ้าทรงห้ามหย่าร้างหรือแต่งงานใหม่โดยเด็ดขาด  แต่ในมัทธิวบทที่ 19 ข้อ 9 พระองค์ห้ามขาดการแต่งงานใหม่ แต่ดูเหมือนอนุญาตให้หย่าร้างได้หากแต่งงานไม่ถูกต้อง
“เราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดหย่าร้างภรรยาและแต่งงานกับอีกคนหนึ่ง เขาก็ทำผิดประเวณี เว้นแต่ในกรณีแต่งงานไม่ถูกต้อง” (มธ 19:9)
พระองค์จึงตรัสตอบว่า  “ผู้ใดหย่าร้างภรรยา และแต่งงานกับอีกคนหนึ่ง ก็ทำผิดประเวณีต่อภรรยาคนเดิม และถ้าหญิงคนหนึ่งหย่ากับสามีไปแต่งงานกับอีกคนหนึ่ง ก็ทำผิดประเวณีเช่นเดียวกัน” (มก 10:11-12)
‘ทุกคนที่หย่าร้างภรรยาและแต่งงานใหม่ก็ทำผิดประเวณี และผู้ที่แต่งงานกับหญิงที่หย่าร้างแล้วก็ทำผิดประเวณีด้วย” (ลก 16:18)
เป็นที่แน่ชัดว่าต้นฉบับของผู้เขียนพระวรสารทั้ง 3 ท่านถูกต้อง  เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงพออธิบายได้ว่า มาระโกและลูกาตอกย้ำหลักการอันสูงส่งของการแต่งงาน ซึ่งมีอาดัมและเอวาเป็นแบบอย่าง  ส่วนมัทธิวเพิ่มข้อยกเว้น “เว้นแต่ในกรณีแต่งงานไม่ถูกต้อง” ซึ่งที่ถูกกว่าคือ “กรณีมีชู้” เข้ามาภายหลังเพียงเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายของชาวยิวที่บังคับให้หย่าใน 2 กรณีด้วยกันคือมีชู้หรือเป็นหมันเท่านั้น
นอกจากนี้ มัทธิวยังชี้ให้เห็นว่า ความไม่ซื่อสัตย์ทำให้ความผูกพันอันเกิดจากการแต่งงานสิ้นสุดลง  ไม่ว่ากรณีใดก็ตามการมีชู้ได้ทำลายความเป็นหนึ่งเดียวไปแล้ว การหย่าเป็นเพียงการยื่นยันข้อเท็จจริงนี้เท่านั้น

2.    เฉพาะคนที่พระเจ้าประทานให้ จึงจะรับหลักการนี้ได้
พวกรับบีพูดถึงการแต่งงานที่ไม่ประสบความสำเร็จไว้ว่า “คนที่มีภรรยาไม่ดี จะไม่มีโอกาสเห็นประตูนรกเลย” (เพราะในโลกนี้เขาทนทุกข์ใช้โทษบาปพอแล้ว) – “คนที่ถูกภรรยาบงการก็เหมือนตายทั้งเป็น” – “ภรรยาเลวทำให้สามีเป็นโรคเรื้อน” ฯลฯ พวกเขาจึงกำหนดเป็นหน้าที่ทางศาสนาให้หย่าภรรยาเลว
มธ 19:10-12 ช่วยยืนยันว่ามัทธิวเพิ่มข้อยกเว้นเข้ามาภายหลัง สำหรับพระเยซูเจ้าแล้วหลักการอันสูงส่งของการแต่งงานย่อมไม่มีข้อยกเว้น เพราะฉะนั้นบรรดาศิษย์ซึ่งเคยฟังพวกรับบีพูดถึงภรรยาเลวมาก่อน แล้วอยู่ ๆ พระองค์กลับมาสอนว่า “หย่าไม่ได้” พวกเขาจึงกลัวและบ่นว่า “ถ้าสภาพของสามีกับภรรยาเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ควรจะแต่งงานเลย”
คำตอบของพระเยซูเจ้ามี 2 ประการคือ
2.1    “ไม่ใช่ทุกคนที่รับคำสอนนี้ได้ คนที่รับได้คือคนที่พระเจ้าประทานให้” พูดง่าย ๆ คือ “เฉพาะคริสตชนเท่านั้นที่สามารถปฏิบัติตามคำสอนของคริสตชนได้”  เพราะผู้ที่เป็นคริสตชนเท่านั้นที่จะได้รับความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจากพระเยซูเจ้า และได้รับคำแนะนำอย่างต่อเนื่องเช่นกันจากพระจิตเจ้า
อาศัยความช่วยเหลือของพระองค์ คู่บ่าวสาวคริสตชนจึงจะสามารถพัฒนาความเห็นอกเห็นใจกัน การเข้าใจซึ่งกันและกัน การให้อภัยกัน รวมถึงการคิดถึงความสุขของผู้อื่นก่อนคิดถึงตัวเอง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการแต่งงานที่ประสบความสำเร็จ
หากเรายอมรับว่าพระเยซูเจ้าเป็นบุคคลที่ประเสริฐที่สุด คำสอนของพระองค์ดีที่สุด แล้วหยุดอยู่เพียงเท่านี้ อย่างดีพระองค์ก็เป็นได้เพียงตัวอย่างที่ดีที่สุดและก็ทรมานใจเรามากที่สุดด้วย เพราะเราเห็นตัวอย่างที่ดีแล้วแต่เราทำตามไม่ได้
ต่อเมื่อเรามั่นใจว่าพระองค์ไม่ได้ “ตายแล้วตายเลย” แต่ทรงประทับอยู่กับเราเพื่อคอยช่วยเหลือเราและประคับประคองเราอยู่เสมอนั่นแหละ เราจึงจะปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ได้ ดังที่พระองค์กล่าวไว้ว่า “ปราศจากเรา ท่านทำอะไรไม่ได้เลย”
2.2    “บางคนทำตนเป็นขันทีเพราะเห็นแก่อาณาจักรสวรรค์”  พระเยซูเจ้าทรงแบ่งขันทีออกเป็น 3 ประเภทคือ
ก) ขันทีที่เกิดมาพร้อมกับความพิการหรือความบกพร่องจนไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้
ข) ขันทีที่เกิดจากการถูกตอน เพื่อทำหน้าที่ในราชสำนัก
ค) ขันทีโดยสมัครใจ แต่ต้องไม่เข้าใจตามตัวอักษรแบบ Origen ซึ่งเคยตอนตัวเองมาแล้ว
Clement of Alexandria อธิบายว่า ขันทีโดยสมัครใจที่แท้จริงคือ “ผู้ที่มีความสามารถทางเพศ แต่ไม่ยินดีกับความสุขทางเนื้อหนัง”
มีคำกล่าวว่า “คนที่เดินทางเร็วที่สุดคือคนที่เดินทางตามลำพัง” และข้อเท็จจริงคือมีงานบางประเภทที่ไม่เหมาะจะนำครอบครัวไปด้วย หรือมีงานบางอย่างที่เราอยากทำ มีสถานที่บางแห่งที่เราอยากไป แต่คนรักของเราไม่เต็มใจทำหรือไม่เต็มใจไปกับเราด้วย
หากไม่มีคนสมัครใจเป็นขันทีเพื่อทำงานบางอย่างของพระเยซูเจ้า โลกเราจะเลวร้ายกว่านี้อีกสักเพียงใด ?

แนวทางเพื่อคงหลักการของพระเยซูเจ้าไว้

ชาวยิวเรียกการแต่งงานว่า Kiddushin ซึ่งหมายถึง “การทำให้ศักดิ์สิทธิ์”  ปกติคำ kiddushin ใช้กับทุกสิ่งที่ถูกมอบถวายแด่พระเจ้าและกลายเป็นกรรมสิทธิ์เบ็ดเสร็จเด็ดขาดของพระองค์ ไม่มีมนุษย์คนใดจะเอากลับคืนมาได้
เมื่อใช้คำนี้กับการแต่งงานย่อมหมายความว่า สามีถูกมอบถวายแด่ภรรยา และภรรยาถูกมอบถวายแด่สามี  ทั้งคู่กลายเป็นกรรมสิทธิ์เบ็ดเสร็จเด็ดขาดของกันและกัน  ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเอาคืนไม่ได้
สมดังคำของพระเยซูเจ้าที่ว่า “เขาจึงไม่เป็นสองอีกต่อไป แต่เป็นเนื้อเดียวกัน”  และผลที่ตามมาจากคำสอนของพระองค์คือ
1.    เพื่อจะเป็น “เนื้อเดียวกัน” ทั้งสามีและภรรยาต้องเป็น “หนึ่งเดียวกันทั้งครบ” หมายความว่าทั้งคู่ต้องพร้อมที่จะทำ “ทุกสิ่ง” ร่วมกัน ไม่ใช่เป็นหนึ่งเดียวกันเฉพาะเวลามีกิจกรรมทางเพศเท่านั้น  จริงอยู่เพศเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมากสำหรับการแต่งงาน แต่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแต่งงานเท่านั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่แต่งงานเพียงเพราะต้องการตอบสนองความต้องการฝ่ายเนื้อหนัง ย่อมคาดเดาได้ว่าการแต่งงานของเขาจะล้มเหลว
2.    เพื่อ “เขาจะไม่เป็นสองอีกต่อไป” ทั้งสามีและภรรยาต้องเติมเต็มสิ่งที่แต่ละคนขาด และหล่อหลอมบุคลิกภาพของแต่ละคนเข้าด้วยกัน จนว่าทั้งคู่กลายเป็น “บุคคลเดียวกัน” ที่สมบูรณ์กว่าและมีความสุขมากกว่า ชนิดที่คนโสดจะไม่มีวันมีชีวิตเช่นนี้ได้
แต่สามีภรรยาบางคู่อยู่กันแบบฝ่ายหนึ่งเป็นช้างเท้าหน้า อีกฝ่ายเป็นช้างเท่าหลังโดยดุษฎี  บางคู่ตั้งป้อมหากัน ตึงเคียด เก็บกด  หรือบางคู่เข้าตำรา “ทีเอ็งข้าไม่ว่า ทีข้าเองอย่าโวย” เรียกว่าพวกเขาอยู่บ้านเดียวกัน แต่คนละครอบครัว  และถ้าปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำรงอยู่ตลอดไป พวกเขาก็ “เป็นสองตลอดไป” นั่นแหละ
3.    เวลาเราเริ่มมีนัดกับคนรัก เราจะพบกันในเวลาที่ต่างฝ่ายต่างดูดีที่สุด แต่งตัวดีที่สุด สวยและหล่อที่สุด การเงินก็ยังไม่เป็นปัญหา  แต่เมื่อแต่งงานแล้ว ต่างฝ่ายต่างพบกันหลังเลิกงาน เหนื่อยล้า เนื้อตัวมอมแมม บิลค่าใช้จ่ายกองเป็นตั้ง ลูกร้องงอแง ฯลฯ
เพื่อให้การแต่งงานประสบความสำเร็จ นอกจากต้องปรับบุคลิกภาพเข้าหากันตามข้อ 2 แล้ว เรายังต้องพร้อม “ร่วมกันเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ในชีวิต” ด้วย
4.    จากที่กล่าวมา 3 ข้อข้างต้น เราอาจสรุปได้ว่าพื้นฐานของการแต่งงานคือ “การใช้ชีวิตร่วมกัน” และพื้นฐานของการใช้ชีวิตร่วมกันคือ “การคิดถึงผู้อื่นก่อนคิดถึงตัวเอง”  และท้ายสุด “ความรัก” คือพื้นฐานของทุกสิ่ง
ความรักช่วยให้เราคิดถึงความสุขของผู้อื่นก่อนคิดถึงตัวเอง  ความรักช่วยให้เราภูมิใจที่ได้รับใช้  ความรักช่วยให้เราเข้าใจและพร้อมจะให้อภัย
ความเห็นแก่ตัวคือเพชฌฆาตความสัมพันธ์ที่ร้ายกาจที่สุด

แนวปฏิบัติเมื่อเกิดปัญหา

เนื่องจากพระคัมภีร์เป็นหนังสือแห่งชีวิต ไม่ใช่หนังสือกฎหมาย  ทุกคำสอนในพระคัมภีร์จึงไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นเพียง “หลักการ” (Principle) ที่เราแต่ละคนต้องตีความและปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในชีวิตของเราแต่ละคน ทั้งนี้โดยอาศัยความช่วยเหลือและคำแนะนำทั้งของพระเยซูเจ้าและของพระจิตเจ้า
ตัวอย่างเช่น บัญญัติสิบประการกล่าวไว้ว่า “วันที่เจ็ดเป็นวันพักผ่อนที่ถวายแด่พระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน ในวันนั้น ท่านต้องไม่ทำงานใด ๆ” (อพย 20:10) ข้อเท็จจริงคือเราไม่มีทางหยุดงานโดยสิ้นเชิงในวันสับบาโตได้  ไหนบางคนจะต้องเลี้ยงเด็ก ให้อาหารสัตว์ เก็บไข่ไก่ รีดนมวัว บางคนต้องคอยควบคุมน้ำ ไฟ การจราจรทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ฯลฯ
เพราะฉะนั้นเราต้องพยายามเข้าใจ “หลักการ” ในพระคัมภีร์ และประยุกต์ใช้ให้เข้ากับชีวิตของเราแต่ละคน
คำสอนเรื่องการหย่าร้างของพระเยซูเจ้าก็เช่นเดียวกัน พระองค์ไม่ได้ออกเป็นกฎหมายตายตัวที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามเหมือนกันทั้งหมด แต่พระองค์ทรงสอนเป็น “หลักการ” ที่เราต้องนำมาปฏิบัติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของเราแต่ละคน
เพราะฉะนั้น แนวปฏิบัติในชีวิตจริงจึงควรเป็นดังนี้
1.    ก่อนอื่นใดหมด ต้องพยายามรักษาอุดมการณ์อันสูงส่งของการแต่งงานไว้ให้ได้ กล่าวคือ การแต่งงานต้องผูกพันชายและหญิงให้เป็นหนึ่งเดียวกันชนิดแยกจากกันไม่ได้  การแต่งงานต้องเป็นการรวมสองบุคลิกภาพเข้าด้วยกัน ทำทุกสิ่งร่วมกัน เผชิญกับทุกสถานการณ์ร่วมกัน จนว่าพวกเขากลายเป็น “เนื้อเดียวกัน” ที่มีความสมบูรณ์มากกว่าและมีความยินดีมากกว่า
2.    ทั้ง ๆ ที่ได้ดูใจกันมานาน ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างดี มีความตั้งใจเต็มเปี่ยมที่จะเข้าสู่ชีวิตแต่งงาน แต่ชีวิตแต่งงานก็ใช่ว่าจะราบรื่นไปหมด หลายครั้งสิ่งที่ไม่ได้คาดหวัง ไม่ได้อยู่ในแผนการชีวิตก็เกิดขึ้น แล้วกลายเป็นปัญหาหรือเป็นอุปสรรคของชีวิตแต่งงาน เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น เราต้องพยายามเยียวยาอย่างสุด ๆ
ก) ถ้าเป็นปัญหาด้านร่างกาย ให้ไปพบแพทย์
ข) ถ้าเป็นปัญหาด้านจิตใจ ให้ไปพบจิตแพทย์
ค) ถ้าเป็นปัญหาด้านวิญญาณ ให้ไปพบพระสงฆ์
ฯลฯ
3.    เมื่อได้พยายามเยียวยาสุด ๆ แล้ว แต่ชีวิตแต่งงานก็ไม่อาจดำเนินต่อไปได้ ในกรณีเช่นนี้ เราคิดว่าพระเยซูเจ้าเสด็จมาในโลกนี้ เพื่อตรากฎหมายออกมาตีตรวนล่ามโซ่สามีและภรรยาให้จมอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้ายและน่าสงสารนี้ตลอดชีวิตกระนั้นหรือ ?  นี่เป็นจิตตารมณ์ของคริสตชนจริง ๆ หรือ ?
แทนที่เราจะตีตราพวกเขาที่น่าสงสารเหล่านี้ว่าเป็นคนบาปที่หมดหวัง เราต้องพยายามสุดความสามารถที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือพวกเขา ตามจิตตารมณ์ของพระเยซูเจ้า
น่าเสียดายที่กฎหมายเข้าไม่ถึงสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้การแต่งงานล้มเหลว เช่น การมีชู้  การมีสองโลก กล่าวคือสังคมยอมรับคนหนึ่งว่าเป็นคนดีน่านับถือ แต่คน ๆ เดียวกันนี้เอง เมื่ออยู่บ้านกลับเย็นชา โหดร้าย เห็นแก่ตัว วิพากษ์วิจารณ์หรือเย้ยหยันอีกฝ่ายตลอดเวลา  ปรากฏการณ์เช่นนี้พบบ่อย ๆ แต่ใช้เป็นข้ออ้างทางกฎหมายไม่ได้เลย
ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องเผชิญหน้ากับการแต่งงานที่ล้มเหลวโดย
-    ใช้กฎหมายให้น้อยลง และใช้ความรักให้มากขึ้น
-    ประณามให้น้อยลง และเห็นอกเห็นใจให้มากขึ้น
และต้องระลึกอยู่เสมอว่า สิ่งที่ต้องรักษาไว้ให้ได้ ไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นจิตใจและวิญญาณของมนุษย์
“วันสับบาโตมีไว้เพื่อมนุษย์ มิใช่มนุษย์มีไว้เพื่อวันสับบาโต ดังนั้น บุตรแห่งมนุษย์จึงเป็นนายเหนือแม้กระทั่งวันสับบาโตด้วย” (มก 2:27-28)

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk