foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Catechetical Center of Bangkok

Kamson on Live

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
3172
10445
22727
57279
330048
18291521
Your IP: 18.206.238.176
2020-07-07 06:45

สถานะการเยี่ยมชม

มี 48 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

อาทิตย์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต


ข่าวดี    มัทธิว 17:1-9

(1)ต่อมาอีกหกวัน พระเยซูเจ้าทรงพาเปโตร ยากอบ และยอห์นน้องชายไปบนภูเขาสูงที่ปราศจากผู้คน  (2)แล้วพระวรกายของพระองค์ก็เปลี่ยนไปต่อหน้าเขา พระพักตร์เปล่งรัศมีดุจดวงอาทิตย์ ฉลองพระองค์กลับมีสีขาวดุจแสงสว่าง  (3)โมเสสและประกาศกเอลียาห์สำแดงตนสนทนาอยู่กับพระองค์  (4)เปโตรจึงทูลพระเยซูเจ้าว่า “พระเจ้าข้า ที่นี่สบายน่าอยู่จริง ๆ ถ้าพระองค์มีพระประสงค์ ข้าพเจ้าจะสร้างเพิงขึ้นสามหลัง หลังหนึ่งสำหรับพระองค์ หลังหนึ่งสำหรับโมเสส อีกหลังหนึ่งสำหรับเอลียาห์”  (5)ขณะที่เปโตรกำลังพูดอยู่นั้น มีเมฆสว่างจ้าก้อนหนึ่งปกคลุมพวกเขาไว้ เสียงหนึ่งดังจากเมฆนั้นว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา เราพึงพอใจยิ่งนัก จงฟังท่านเถิด”  (6)เมื่อได้ยินดังนั้น ศิษย์ทั้งสามคนซบหน้าลงกับพื้นดิน มีความกลัวอย่างยิ่ง  (7)พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามาใกล้ ทรงสัมผัสเขา ตรัสว่า “จงลุกขึ้นเถิด อย่ากลัวเลย”  (8)เมื่อเงยหน้าขึ้น เขาไม่เห็นผู้ใด นอกจากพระเยซูเจ้าเท่านั้น (9)ขณะที่กำลังลงจากภูเขา พระเยซูเจ้าทรงกำชับศิษย์ทั้งสามคนว่า “อย่าเล่านิมิตที่ได้เห็นนี้ให้ผู้ใดฟัง จนกว่าบุตรแห่งมนุษย์จะกลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตาย”

**************************


เคยเชื่อกันว่าพระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์อย่างรุ่งเรืองบนภูเขาทาบอร์ (Tabor) แต่ทาบอร์ไม่ใช่ “ภูเขาสูง” (มธ 17:1) อีกทั้งเป็นเขตหวงห้ามเพราะเป็นที่ตั้งของค่ายทหาร  ทุกวันนี้จึงสันนิษฐานกันว่าพระองค์ทรงสำแดงพระองค์อย่างรุ่งเรืองบนภูเขาเฮอร์โมน (Hermon) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองซีซารียาแห่งฟิลิป สถานที่ซึ่งเปโตรประกาศความเชื่อว่า “พระองค์คือพระคริสตเจ้า พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” (มธ 16:16) เพียง 22 ก.ม.
ภูเขาเฮอร์โมนสูงเกือบ 3 ก.ม. ต้องใช้เวลาเดินทางอย่างน้อย 5 ช.ม. กว่าจะถึงยอดเขาซึ่งมีอากาศเบาบางมากจนไม่น่าจะมีใครคิดสร้างที่พำนักบนนี้ จึงเชื่อกันว่าการสำแดงองค์คงเกิดขึ้น ณ เชิงเขาแห่งใดแห่งหนึ่งในเวลากลางคืนเพราะ “เปโตรและเพื่อนที่อยู่ด้วยต่างก็ง่วงนอนมาก” (ลก 9:32)
ลูกาให้เหตุผลว่าพระเยซูเจ้าเสด็จพร้อมกับศิษย์ที่ทรงเลือกสรรไปยังภูเขาสูงและเปลี่ยวเช่นนี้ “เพื่ออธิษฐานภาวนา" (ลก 9:28)
จริงอยู่ที่เมืองซีซารียาแห่งฟิลิป คำประกาศความเชื่อของเปโตรช่วยบรรเทาใจพระองค์ได้มาก เพราะอย่างน้อยยังมีคนรับรู้ว่า “พระองค์คือพระคริสตเจ้า พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต”  (มธ 16:16)
แต่ขณะนี้พระองค์กำลังมุ่งหน้าไปกรุงเยรูซาเล็มเพื่อรับการตรึงกางเขน  พระองค์ปรารถนาจะทราบว่า นี่เป็นน้ำพระทัยของพระบิดาจริงหรือ ?
ไม่มีครั้งใดเลยที่พระองค์จะเผชิญหน้ากับปัญหาหรือวิกฤติการณ์ตามลำพังโดยไม่ปลีกตัวไปอยู่ตามลำพังกับพระบิดา และครั้งนี้พระองค์ทรงเลือกภูเขาเฮอร์โมนเป็นที่สวดภาวนาและฟังพระสุรเสียงของพระบิดาเจ้า
คำถามเดียวที่พระองค์ทรงมีต่อพระบิดาคือ “พระองค์ทรงประสงค์ให้ข้าพเจ้าทำสิ่งใด ?”
ช่างต่างกันลิบลับกับคำถามที่ว่า “ทำไมถึงต้องเป็นเรา ?” หรือ “ทำไมถึงทำกับฉันได้ ?!”

บนภูเขานี้เอง “โมเสสและประกาศกเอลียาห์สำแดงตนสนทนาอยู่กับพระองค์” (มธ 17:3)
น่าสังเกตว่าทั้งโมเสสและเอลียาห์ต่างเคยมีประสบการณ์ใกล้ชิดกับพระเจ้าบนภูเขามาก่อน โดยโมเสสรับแผ่นศิลาจารึกพระบัญญัติสิบประการจากพระเจ้าบนภูเขาซีนัย (อพย 31:18)  ส่วนเอลียาห์ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์บนภูเขาโฮเร็บ (1 พกษ 19:9-12)
ลูกาเล่าว่าเนื้อหาของการสนทนาคือเรื่อง “การจากไปของพระองค์ที่กำลังจะสำเร็จในกรุงเยรูซาเล็ม” (ลก 9:31)
“การจากไป” ตรงกับภาษากรีก exodos (เอกซ์ซอดอส) และตรงกับภาษาอังกฤษ exodus
คำ exodus มีความหมายลึกซึ้งทางศาสนา เพราะเป็นการเดินทางผจญภัยของชนชาติหนึ่งที่มอบความวางใจทั้งหมดไว้ในพระเจ้า ยอมออกจากแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ในอียิปต์ มุ่งหน้าสู่ถิ่นทุรกันดารในทะเลทรายที่ซึ่งไม่เคยมีใครรู้จัก  แต่ในที่สุดพระเจ้าทรงนำพวกเขาเข้าสู่แผ่นดินแห่งพระสัญญา
เท่ากับว่าพระเยซูเจ้ากำลังทำ exodus โดยเสด็จออกจากบ้านเกิดเมืองนอนอันอบอุ่น มุ่งหน้าสู่กรุงเยรูซาเล็มที่เต็มไปด้วยอันตรายและมีกางเขนรอคอยพระองค์อยู่เบื้องหน้า
แต่หลังจากเร่ร่อนอยู่ในถิ่นทุรกันดาร มีแผ่นดินแห่งพระสัญญารอชาวอิสราเอลอยู่ฉันใด  หลังความตายบนไม้กางเขน ก็มีพระสิริรุ่งโรจน์รอคอยพระองค์อยู่ฉันนั้น
Exodus คือคำยืนยันจากสองบุคคลผู้มีความสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาวอิสราเอล คนหนึ่งเป็นผู้นำบทบัญญัติของพระเจ้ามาสู่มนุษย์ อีกคนหนึ่งเป็นประกาศกยิ่งใหญ่ที่สุดผู้นำพระวาจาของพระเจ้ามาสู่มนุษย์
คำยืนยันคือ “พระองค์ทรงมาถูกทางแล้ว” เพราะหลังความตายบนไม้กางเขน มีพระสิริรุ่งโรจน์แห่งการกลับคืนชีพรอคอยพระองค์อยู่ !
นอกจากคำยืนยันของสองผู้นำชาวอิสราเอลแล้ว ยังมีเมฆสว่างจ้าก้อนหนึ่งปกคลุมพวกเขาไว้ เสียงหนึ่งดังจากเมฆนั้นว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา เราพึงพอใจยิ่งนัก จงฟังท่านเถิด” (มธ 17:5)
ตลอดประวัติศาสตร์ของชาวอิสราเอล “เมฆสว่างจ้า” นั้นหมายถึง “องค์พระผู้เป็นเจ้า” นั่นเอง ตัวอย่างเช่น ระหว่างการอพยพ “ในเวลากลางวัน พระยาห์เวห์เสด็จนำหน้าเขาเหมือนเสาเมฆเพื่อชี้ทาง” (อพย 13:21) “พระยาห์เวห์เสด็จมาในเมฆ” เพื่อประทานศิลาจารึกพระบัญญัติเป็นครั้งที่สอง (อพย 34:5) และพระยาห์เวห์เสด็จมาที่สักการสถานโดย “เมฆปกคลุมกระโจมนัดพบ และพระสิริรุ่งโรจน์ของพระยาห์เวห์อยู่เต็มกระโจมที่ประทับ” (อพย 40:34)
แปลว่า เป็นพระเจ้าเองที่เสด็จมาหาพระบุตรสุดที่รัก และทรงพอพระทัยหนทางของไม้กางเขนที่พระเยซูเจ้าทรงเลือก
บัดนี้คำภาวนาของพระองค์ได้รับคำตอบชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยใด ๆ แล้ว  พระองค์พร้อมปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดาเจ้าแม้ต้องพลีชีพบนไม้กางเขนแล้ว  ชีวิตภายในของพระองค์บรรลุขั้นสูงสุดแล้ว !

นอกจากชีวิตภายในของพระองค์จะบรรลุขั้นสูงสุดเพราะสามารถน้อมรับพระประสงค์ของพระบิดาแม้จะต้องถูกตรึงตายบนไม้กางเขนก็ตาม  บรรดาศิษย์ยังได้รับบทเรียนด้วยเช่นกัน
1.    จิตใจของบรรดาศิษย์กำลังห่อเหี่ยวอย่างยิ่งเพราะพระเยซูเจ้าทรงยืนกรานจะเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อรับการทรมานและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน
แต่บนภูเขาแห่งการสำแดงพระองค์นี้เอง เปโตรและศิษย์ได้เห็น “พระพักตร์ของพระองค์เปล่งรัศมีดุจดวงอาทิตย์  ฉลองพระองค์กลับมีสีขาวดุจแสงสว่าง”  จนเปโตร ถึงกับอุทานว่า “พระเจ้าข้า ที่นี่สบายน่าอยู่จริง ๆ” (มธ 17:4)
นอกจากนั้น พวกเขายังได้เห็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าปรากฏในก้อนเมฆสว่างจ้า
สองสิ่งนี้ทำให้จิตใจของพวกเขาชุ่มชื่นและปีติยินดียิ่งขึ้น บัดนี้พวกเขาสามารถมองเห็นความรุ่งโรจน์โดยผ่านทางความอับอาย ชัยชนะโดยผ่านทางความอดสู และมงกุฎโดยผ่านทางไม้กางเขน !
กางเขนไม่ใช่ความพ่ายแพ้อัปยศอดสูอีกต่อไป  แต่เป็นหนทางสู่พระสิริรุ่งโรจน์อันยิ่งใหญ่ !!
2.    ปฏิกิริยาแห่งความปีติยินดีของเปโตรคือ “ข้าพเจ้าจะสร้างเพิงขึ้นสามหลัง หลังหนึ่งสำหรับพระองค์ หลังหนึ่งสำหรับโมเสส อีกหลังหนึ่งสำหรับเอลียาห์” (มธ 17:4)
เปโตรเป็นคนชอบทำมากกว่าชอบคิด  แทนที่จะสงบนิ่ง ไตร่ตรอง สรรเสริญ และเคารพยำเกรงพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า ดังเพลงสดุดีที่ว่า “จงสงบนิ่งเถิด และรู้ว่าเราคือพระเจ้า” (สดด 46:10)  ท่านกลับด่วนเสนอสร้างเพิงสามหลัง
เช่นเดียวกัน หลายครั้งเราวุ่นวายทำสิ่งนี้บ้าง ทำสิ่งโน้นบ้าง ทั้ง ๆ ที่จะดีกว่ามากหากเรารู้จักเงียบ ฟัง คิด และสรรเสริญขอบพระคุณพระเจ้า
3.    ในทางกลับกัน เป็นไปได้ว่าเปโตรเสนอสร้างเพิงสามหลังก็เพื่อยืดเวลาแห่งความปีติยินดีที่ได้อยู่ต่อหน้าพระเยซูเจ้าผู้เปล่งรัศมีรุ่งโรจน์ออกไปให้นานที่สุด จะได้ไม่ต้องลงจากภูเขาไปเผชิญหน้ากับกางเขน
นี่เป็นประสบการณ์ของทุกคนที่เจริญชีวิตสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้า นั่นคือได้ลิ้มรสความสุขสงบและความปีติยินดีอย่างเอ่อล้น และพยายามยืดเวลาแห่งความสุขนี้ออกไปให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จนหลายครั้งไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมาย   
อย่าลืมว่า พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์อย่างรุ่งเรืองเพื่อให้บรรดาศิษย์มีพลังใจและพลังกายสำหรับปฏิบัติภารกิจที่พระองค์ทรงมอบหมาย
และก้าวเดินต่อไปตามหนทางของไม้กางเขน !!

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk