foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Catechetical Center of Bangkok

Kamson on Live

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
2697
10445
22252
56804
330048
18291046
Your IP: 18.206.238.176
2020-07-07 05:48

สถานะการเยี่ยมชม

มี 445 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

อาทิตย์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา


ข่าวดี    มัทธิว 14:13-21

พระเยซูเจ้าทรงทวีขนมปังครั้งแรก
(13)เมื่อพระเยซูเจ้าทรงทราบข่าวนี้ ได้เสด็จออกจากที่นั่น ลงเรือไปยังที่สงัดตามลำพังเมื่อประชาชนรู้ต่างก็เดินเท้าจากเมืองต่าง ๆ มาเฝ้าพระองค์  (14)เมื่อเสด็จขึ้นจากเรือ ทรงเห็นประชาชนมากมายก็ทรงสงสาร และทรงรักษาผู้เจ็บป่วยให้หายจากโรค  (15)เมื่อถึงเวลาเย็น บรรดาศิษย์เข้ามาทูลพระองค์ว่า “สถานที่นี้เป็นที่เปลี่ยว และเป็นเวลาเย็นมากแล้ว ขอพระองค์ทรงอนุญาตให้ประชาชนไปตามหมู่บ้านเพื่อซื้ออาหารเถิด” (16)พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เขาไม่จำเป็นต้องไปจากที่นี่ ท่านทั้งหลายจงหาอาหารให้เขากินเถิด”  (17)เขาทูลตอบว่า “ที่นี่เรามีขนมปังเพียงห้าก้อนกับปลาสองตัวเท่านั้น”  (18)พระองค์จึงตรัสว่า “เอามาให้เราที่นี่เถิด”  (19)พระองค์ทรงสั่งให้ประชาชนนั่งลงบนพื้นหญ้า ทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวขึ้นมา ทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นมองท้องฟ้า ทรงกล่าวถวายพระพร ทรงบิขนมปังส่งให้บรรดาศิษย์ไปแจกแก่ประชาชน  (20)ทุกคนได้กินจนอิ่ม แล้วยังเก็บเศษที่เหลือได้ถึงสิบสองกระบุง (21) จำนวนคนที่กินมีผู้ชายประมาณห้าพันคน ไม่นับผู้หญิงและเด็ก

******************************


แคว้นกาลิลีมีขนาดกว้างจากตะวันตกจดตะวันออก 40 กิโลเมตร และยาวจากเหนือจดใต้ 80 กิโลเมตร  นักประวัติศาสตร์ยิวชื่อโยเซฟุสบันทึกไว้ว่า ด้วยขนาดเพียงเท่านี้กาลิลีในสมัยพระเยซูเจ้ากลับประกอบไปด้วยเมืองและหมู่บ้านไม่ต่ำกว่า 200 แห่ง แต่ละแห่งมีพลเมืองไม่น้อยกว่า 15,000 คน  ทำให้กาลิลีมีประชากรหนาแน่นมากกว่าสามล้านคน จึงเป็นการยากมากที่พระองค์จะปลีกตัวจากฝูงชนเพื่อหาเวลาสงบเงียบตามลำพัง
ตรงกันข้าม อีกฟากหนึ่งของทะเลสาบกาลิลีซึ่งมีความกว้างสุดไม่เกิน 13 กิโลเมตร กลับมีประชากรเบาบางมาก  พระเยซูเจ้าจึงเสด็จลงเรือของเพื่อนชาวประมงข้ามทะเลไปอีกฝั่งหนึ่งด้วยความหวังว่าจะได้อยู่ตามลำพังบ้าง  ยิ่งได้ทราบข่าวชะตากรรมของยอห์นที่ถูกเฮโรดตัดศีรษะไปแล้ว พระองค์ยิ่งต้องการเวลาอยู่กับพระเจ้าเพื่อเพิ่มพลังทั้งกายและวิญญาณสำหรับเผชิญกับชะตากรรมของพระองค์เองบนไม้กางเขน
แต่พระองค์ไม่วายแคล้วคลาดจากสิ่งที่คาดหวัง เพราะเมื่อฝูงชนเห็นพระองค์เสด็จลงเรือก็เดาออกว่าจะไปไหน พวกเขาจึงรีบเร่งเดินลัดเลาะตามฝั่งทะเลสาบด้านเหนือมาดักรอ และเมื่อพระองค์เสด็จขึ้นจากเรือ “ทรงเห็นประชาชนมากมายก็ทรงสงสาร และทรงรักษาผู้เจ็บป่วยให้หายจากโรค” (ข้อ 14) พร้อมกับตรัสสั่งบรรดาศิษย์ว่า “ท่านทั้งหลายจงหาอาหารให้เขากินเถิด” (ข้อ 16)
เหตุการณ์ที่พระองค์ทรงรักษาผู้เจ็บป่วยและหาอาหารให้ประชาชนรับประทาน ช่วยให้เรามองเห็นความจริงหลายประการ
1.    พระเยซูเจ้าทรงเปี่ยมด้วยความเมตตาสงสาร
ทั้ง ๆ ที่ต้องการหลบฝูงชนมาหาความเงียบสงบ แต่เมื่อเสด็จขึ้นจากเรือกลับพบฝูงชนมากมายเฝ้ารอพระองค์อยู่  แทนที่จะรำคาญพระองค์กลับรู้สึกสงสารพวกเขาแบบสุด ๆ (ดูความหมายของคำ “สงสาร” จากวันอาทิตย์ที่ 11 เทศกาลธรรมดา หรือ มธ 9:36-10:8)
พระองค์จะปฏิเสธพวกเขาก็ได้  พวกเขามีสิทธิอะไรมาก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวของพระองค์ด้วยการเรียกร้องขอความช่วยเหลือแบบไม่รู้จักจบสิ้น  พระองค์ไม่มีสิทธิพักผ่อนหรือมีเวลาส่วนตัวบ้างเลยหรือ ?
แต่พระเยซูเจ้าไม่ได้มองฝูงชนว่ามากวนใจพระองค์  ตรงกันข้ามพระองค์ทรงรู้สึกสงสารพวกเขาจากกึ๋นจริง ๆ
ถ้าข่าวดีที่เราประกาศทุกวันนี้ยังเหมือนกับข่าวดีที่พระองค์ทรงแสดงให้ฝูงชนได้ประจักษ์  ข่าวดีนั้นก็คือ “พระเจ้าทรงเอาใจใส่เราทุกคน”
เพราะฉะนั้น เราต้องมีเวลาให้กับทุกคน 
หากเราแสดงอาการเหนื่อยล้า หมดความอดทน เร่งรีบ หรือทำเหมือนกับถึงเวลาอาหารแล้ว ฯลฯ สัตบุรุษของเราจะทยอยหายไป และจะไม่มีวันหวนกลับมาอีก
เราจะติดต่อกับผู้คนโดยที่ตาข้างหนึ่งจับจ้องอยู่ที่นาฬิกาไม่ได้ !
บัณฑิตชาวอินเดียผู้หนึ่งชื่อ อิสวาร์ จันดาร์ วิทยสักกะ ได้รับมอบหมายจากชาวฮินดูในเมืองกัลกัตตาให้เป็นผู้แทนมาเจริญสัมพันธไมตรีกับคริสตศาสนาและกับสังฆราชของอินเดีย  แต่เขาต้องกลับไปด้วยความผิดหวังโดยไม่ได้พบสังฆราชเพราะเจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้ความเป็นส่วนตัวของสังฆราชถูกละเมิดเว้นแต่จะนัดหมายไว้ล่วงหน้า ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งวิทยาลัยฮินดูในกัลกัตตา เป็นนักปฏิรูปสังคม เป็นนักเขียนและนักการศึกษาที่มีชื่อเสียงของอินเดีย  เขาจึงรวบรวมชาวฮินดูเพื่อต่อต้านพระศาสนจักรและสังฆราชนับแต่นั้นมา
หาไม่แล้ว คริสตศาสนาคงได้เผยแพร่ในเบงกอลมากกว่านี้สักเพียงใด !
2.    ทุกสิ่งล้วนเป็นของประทานจากพระบิดาเจ้า และผู้ที่เป็นสักขีพยานยืนยันเรื่องนี้หาใช่ใครอื่นไกลไม่ แต่เป็นพระเยซูเจ้าเอง
“พระองค์ทรงสั่งให้ประชาชนนั่งลงบนพื้นหญ้า ทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวขึ้นมา ทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นมองท้องฟ้า ทรงกล่าวถวายพระพร” (ข้อ 19)
คำถวายพระพรที่พระเยซูเจ้าและชาวยิวทุกครอบครัวใช้ก่อนรับประทานอาหารนั้นสั้นและซื่อง่าย “ขอถวายพระพรแด่พระยะโฮวาห์พระเจ้าของเรา และกษัตริย์แห่งสากลจักรวาล ผู้ประทานขนมปังจากผืนแผ่นดิน”
ความหมายที่พระองค์ต้องการบอกเราคือ “ทุกสิ่งที่พระองค์นำมามอบแก่มนุษย์ล้วนเป็นของประทานจากพระบิดาเจ้า”
แม้พระองค์เองยังขอบพระคุณพระเจ้าด้วยความกตัญญูรู้คุณ
น่าเสียดายที่ความกตัญญูต่อมนุษย์ด้วยกันเองก็น้อยมากอยู่แล้ว แต่ความกตัญญูต่อพระเจ้า เรายิ่งมีน้อยกว่าอีก !
3.    พระเยซูเจ้าต้องการเราทุกคน  เมื่อทรงกล่าวถวายพระพรแล้ว พระองค์ทรงบิขนมปังส่งให้บรรดาศิษย์ไปแจกแก่ประชาชน (ข้อ 19)
เห็นชัดว่าบรรดาศิษย์มีสถานภาพพิเศษในงานของพระเยซูเจ้า เพราะพระองค์ทรงทำงานโดยผ่านทาง “มือ” ของพวกเขา
ทุกวันนี้พระองค์ก็ยังกระทำเช่นนี้อยู่  เป็นความจริงที่บรรดาศิษย์ไม่อาจทำอะไรได้หากปราศจากพระเยซูเจ้า แต่ในเวลาเดียวกันพระองค์ก็ไม่อาจทำอะไรได้หากปราศจากบรรดาศิษย์  ถ้าพระองค์ต้องการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จไป  เช่น ต้องการให้เด็ก ๆ ได้รับการสั่งสอนอบรม  หรือต้องการให้คนขัดสนได้รับความช่วยเหลือ  พระองค์ต้องการให้เราทำสิ่งเหล่านั้น และนี่คือความจริงอันเป็นหัวใจของพระศาสนจักร
ถ้าเราไม่ร่วมมือกับพระองค์ ความจริงและความรักจะเข้าสู่ชีวิตของผู้อื่นได้อย่างไร ? 
พระองค์ต้องการ คนที่พระองค์สามารถมอบความจริงและความรักให้ เพื่อนำไปมอบให้ผู้อื่นต่อไป
ทำไมคน ๆ นั้นจะเป็นเราไม่ได้ ?
และเราไม่ต้องวิตกกังวลว่ามีคนจำนวนมากมายที่กำลังรอคอยความจริงและความรักอยู่  ลำพังเราคนเดียวจะไปทำอะไรได้
ต่อหน้าฝูงชน เฉพาะผู้ชายอย่างเดียวก็ห้าพันคนเข้าไปแล้ว บรรดาศิษย์ทูลว่า “ที่นี่เรามีขนมปังเพียงห้าก้อนกับปลาสองตัวเท่านั้น” (ข้อ 17)  แต่อาศัยสิ่งของเล็กน้อยที่พวกเขานำมาให้นี้เอง พระองค์ทรงทำให้เกิดอัศจรรย์อันยิ่งใหญ่
พระองค์ไม่ได้ประสงค์ความเก่งกาจ หรือความยิ่งใหญ่เกรียงไกรจากเรา ขอเพียงเรานำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีมามอบแด่พระองค์ เท่านี้พระองค์ก็สามารถทำกิจการอันใหญ่หลวงผ่านทางเราได้
4.    อย่าฟุ่มเฟือย  แม้อัศจรรย์ของพระองค์จะสามารถเลี้ยงคนมากมายได้อย่างเหลือเฟือ  แต่เมื่อ “ทุกคนได้กินจนอิ่มแล้วยังเก็บเศษที่เหลือได้ถึงสิบสองกระบุง” (ข้อ 20)
สำหรับพระเยซูเจ้าแล้ว ต้องไม่มีการทิ้งขว้างให้เสียของเด็ดขาด !
แม้พระเจ้าจะประทานทุกสิ่งแก่เราด้วยพระทัยกว้างขวาง แต่การฟุ่มเฟือยโดยเปล่าประโยชน์นั้นเป็นสิ่งที่ผิดเสมอ
ความใจกว้างของพระเจ้าและการใช้อย่างชาญฉลาดของมนุษย์ต้องไปควบคู่กัน

------------------------


พระเยซูเจ้าทรงทำอัศจรรย์อย่างไร
บางคนอ่านอัศจรรย์ครั้งนี้แล้วรู้สึกว่าไม่ต้องการคำอธิบายใด ๆ ก็ขอให้ผู้นั้นมั่นคงในความเชื่ออันหวานซื่อนี้ต่อไป  ส่วนบางคนที่รู้สึกว่าต้องการความเข้าใจก่อนจะยอมรับได้ก็ไม่ต้องละอายใจ เพราะพระเยซูเจ้าเสด็จมาก็เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ
แต่ไม่ว่าเราจะต้องการคำอธิบายหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่เราทุกคนจำต้องยึดถือเป็นหลักเหมือนกันทุกครั้งที่ศึกษาเรื่องอัศจรรย์ของพระเยซูเจ้าคือ อัศจรรย์ไม่ใช่สิ่งที่ “ได้เกิดขึ้น” เพียงครั้งหนึ่งในอดีต แต่เป็นสิ่งที่ “เกิดขึ้น” ทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะอัศจรรย์คือการแสดงอำนาจแห่งความรักของพระองค์ชั่วกัปชั่วกัลป์

เราอาจอธิบายอัศจรรย์นี้ได้ 3 แนวทางด้วยกัน
1.    เป็นการทวีขนมปังและปลา  แนวทางนี้เป็นความเชื่อที่ง่ายแต่เข้าใจยาก อีกทั้งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเมื่อสองพันปีก่อนและไม่เคยเกิดซ้ำอีก  หากเรารับแนวทางนี้ได้ก็ขออย่าวิพากษ์วิจารณ์หรือประณามคนที่รู้สึกว่าต้องการแสวงหาแนวทางอื่น
2.    เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์  แนวทางนี้ถือว่าฝูงชนได้รับขนมปังหรือปลาเพียงชิ้นเล็ก ๆ แต่เป็นเสมือนอาหารฝ่ายวิญญาณจากพระเยซูเจ้าที่ทำให้พวกเขามีพลังเดินทางกลับบ้าน  และเหตุการณ์เดียวกันนี้เกิดขึ้นทุกครั้งที่เราร่วมพิธีบูชามิสซาและรับศีลมหาสนิท
3.    เป็นการแบ่งปัน  แนวทางนี้มองว่าด้านหนึ่งเป็นเหตุการณ์ตามธรรมชาติ แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นอัศจรรย์จริง ๆ และมีคุณค่ามากด้วย
แนวทางนี้ถือว่าเป็นไปไม่ได้ที่ฝูงชนมากมายจะเดินทางไกลจากเมืองต่าง ๆ โดยไม่มีอาหารติดตัวมาด้วย  แต่สาเหตุที่ทำให้พวกเขาหิวนั้นเป็นเพราะ “ความเห็นแก่ตัว” ไม่ยอมนำอาหารออกมากิน เกรงว่าจะต้องแบ่งปันให้ผู้อื่นจนมีไม่พอสำหรับตัวเอง
ต่อเมื่อพระเยซูเจ้าทรงนำสิ่งที่พระองค์และบรรดาศิษย์มีออกมาแบ่งปันให้ผู้อื่นนั่นแหละ พวกเขาจึงเริ่มแบ่งปันกันบ้าง และกว่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็อิ่มหนำและมีอาหารเหลืออีกด้วย
และหากแนวทางนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง อัศจรรย์นี้ก็ไม่ใช่การทวีขนมปังและปลาอีกต่อไป แต่เป็นการเปลี่ยนมนุษย์ที่เห็นแก่ตัวให้เป็นมนุษย์ที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
เป็นอัศจรรย์แห่งการบังเกิดของความรักในหัวใจของคนตระหนี่ถี่เหนียว !
เมื่อได้สัมผัสพระเยซูเจ้า ความเห็นแก่ตัวกลายเป็นความรัก

ไม่ว่าเราจะเข้าใจอัศจรรย์นี้อย่างไร สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ “ที่ใดมีพระเยซูเจ้า ที่นั่นมีการพักผ่อนสำหรับผู้เหน็ดเหนื่อย และมีความอิ่มหนำสำหรับดวงวิญญาณที่หิวกระหาย”

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk