foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Catechetical Center of Bangkok

Kamson on Live

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
3556
10445
23111
57663
330048
18291905
Your IP: 18.206.238.176
2020-07-07 07:16

สถานะการเยี่ยมชม

มี 347 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์


อาทิตย์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา


ข่าวดี    มัทธิว 11:25-30

(25) เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ข้าแต่พระบิดา เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ข้าพเจ้าสรรเสริญพระองค์ที่ทรงปิดบังเรื่องเหล่านี้จากบรรดาผู้มีปรีชาและรอบรู้ แต่ทรงเปิดเผยแก่บรรดาผู้ต่ำต้อย (26) ถูกแล้ว พระบิดาเจ้าข้า พระองค์พอพระทัยเช่นนั้น (27) พระบิดาทรงมอบทุกสิ่งแก่ข้าพเจ้า ไม่มีใครรู้จักพระบุตร นอกจากพระบิดา และไม่มีใครรู้จักพระบิดา นอกจากพระบุตรและผู้ที่พระบุตรเปิดเผยให้รู้
(28) “ท่านทั้งหลายที่เหน็ดเหนื่อย และแบกภาระหนักจงมาพบเราเถิด เราจะให้ท่านได้พักผ่อน (29) จงรับแอกของเราแบกไว้ และมาเป็นศิษย์ของเรา เพราะเรามีใจสุภาพอ่อนโยนและถ่อมตน จิตใจของท่านจะได้รับการพักผ่อน (30) เพราะว่าแอกของเราอ่อนนุ่มและภาระที่เราให้ท่านแบกก็เบา”

*******************************


“ข้าพเจ้าสรรเสริญพระองค์ที่ทรงปิดบังเรื่องเหล่านี้จากบรรดาผู้มีปรีชาและรอบรู้ แต่ทรงเปิดเผยแก่บรรดาผู้ต่ำต้อย”
พระเยซูเจ้าทรงตรัสคำเหล่านี้จากประสบการณ์ของพระองค์เอง ที่บรรดาธรรมาจารย์และผู้มีปรีชารอบรู้ทั้งหลายไม่ยอมรับพระองค์  แต่บรรดาประชาชนผู้ต่ำต้อยกลับต้อนรับพระองค์ด้วยความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง
สิ่งที่เราต้องระวังคือการเข้าใจคำพูดของพระองค์อย่างผิด ๆ
พระองค์ไม่ได้ตำหนิ “พลังสร้างสรรค์” ของสติปัญญา แต่สิ่งที่พระองค์ต้องการตำหนิเป็นอย่างยิ่งคือ “ความเย่อหยิ่งอวดดี” ของสติปัญญา
ความฉลาดไม่เคยกีดกั้นมนุษย์เราจากพระเจ้า แต่เป็นความหยิ่งจองหองต่างหากที่ฉุดรั้งเราจากพระองค์
และสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกร้องจากเราทุกคนคือ “ความสุภาพถ่อมตน” ไม่ใช่ความโง่เขลาเบาปัญญา  ต่อให้เราเฉลียวฉลาดเทียบเท่ากษัตริย์โซโลมอน แต่ถ้าเราขาดหัวใจที่สุภาพ วางใจ และใสบริสุทธิ์เหมือนเด็กเล็ก ๆ เราก็ปิดประตูกั้นตัวเราเองจากพระองค์
เหมือนที่มีนักปราชญ์คนหนึ่งกล่าวไว้ว่า “บ้านของพระวรสารคือหัวใจ ไม่ใช่หัวคิด”
นอกจากทรงเรียกร้องความสุภาพถ่อมตนจากเราแล้ว พระองค์ยังทรงอ้างสิทธิที่เป็นของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว และยังเป็นศูนย์กลางแห่งความเชื่อของเราคริสตชนอีกด้วย นั่นคือ “ไม่มีใครรู้จักพระบิดา นอกจากพระบุตรและผู้ที่พระบุตรเปิดเผยให้รู้”
หรือตามสำนวนของนักบุญยอห์นว่า “ผู้ที่เห็นเรา ก็เห็นพระบิดาด้วย” (ยน 14:9)
ความหมายที่พระเยซูเจ้าต้องการบอกเราคือ “หากเราต้องการรู้จักพระบิดาว่าทรงมีธรรมชาติ  มีความนึกคิด จิตใจ และทัศนคติต่อมนุษย์อย่างไรแล้วละก็ ให้ดูที่ตัวเรา”
เป็นความมั่นใจสูงสุดของเราคริสตชนว่า ในพระเยซูคริสตเจ้าเท่านั้นที่เราสามารถรู้จักพระเจ้า และพระองค์เท่านั้นสามารถประทานความรู้นี้แก่ทุกคนที่มีใจสุภาพพอที่จะวางใจและยอมรับความรู้นั้น

“ท่านทั้งหลายที่เหน็ดเหนื่อย และแบกภาระหนักจงมาพบเราเถิด”
เป้าหมายของพระวาจานี้คือบรรดาผู้ที่กำลังแสวงหาพระเจ้าและพยายามเป็นคนดีด้วยสิ้นสุดกำลัง  แต่กลับพบว่าหนทางตีบตัน อีกทั้งตัวเองก็เหน็ดเหนื่อยและท้อแท้สิ้นหวัง
ชาวกรีกถือว่าเป็นการยากมากที่จะพบพระเจ้า และเมื่อพบพระองค์แล้วก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเล่าให้ผู้อื่นฟัง  ดังจะเห็นได้จากหนังสือโยบ เมื่อโซฟาร์ถามโยบว่า “ท่านล่วงรู้ส่วนลึกของพระเจ้าหรือ ?” (โยบ 11:7)
พระเยซูเจ้าต้องการบอกเราทุกคนว่า การดิ้นรนแสวงหาพระเจ้าด้วยความเหนื่อยอ่อน บัดนี้สิ้นสุดลงแล้ว
ใครพบพระองค์ก็พบพระเจ้า !
นอกจากนี้ พระองค์ยังเชิญชวนผู้ที่ “แบกภาระหนัก” ให้มาหาพระองค์
ภาระหนักได้แก่ศาสนาของพวกยิวที่เคร่งครัด ซึ่งก็คือพวกธรรมาจารย์และฟารีสี  พวกเขา “มัดสัมภาระหนักวางบนบ่าคนอื่น” (มธ 23:4)  ศาสนาของพวกเขาเต็มไปด้วยกฎระเบียบไม่รู้จักจบสิ้น  คำหนึ่งที่ก้องอยู่ในโสตประสาทของทุกคนคือ “ท่านจะต้องไม่...”
พวกรับบีเล่านิทานเปรียบเทียบที่น่าสลดใจเรื่องหนึ่ง เพื่อแสดงให้เห็นว่าธรรมบัญญัตินั้นผูกพัน บีบรัด เป็นภาระหนัก และเต็มไปด้วยข้อเรียกร้องมากเพียงใด
หญิงหม้ายยากจนคนหนึ่งมีบุตรสาวสองคนพร้อมกับนาอีกแปลงหนึ่ง  เมื่อนางเริ่มไถนา โมเสส (นั่นคือข้อเรียกร้องจากกฎหมายของโมเสส) บอกนางว่า “ท่านจะต้องไม่ไถนาด้วยวัวและลาพร้อมกัน”  เมื่อนางเริ่มหว่านเมล็ดพืช โมเสสพูดว่า “ท่านจะต้องไม่หว่านนาของท่านด้วยเมล็ดพืชต่างชนิดกัน”  ต่อมานางเริ่มเก็บเกี่ยวพืชผล โมเสสคนเดิมพูดอีกว่า “เมื่อท่านเก็บเกี่ยวพืชผลในทุ่งนาแล้วลืมฟ่อนข้าวไว้ ท่านจะต้องไม่กลับไปเก็บ” (ฉธบ 24:19) และ “ท่านจะต้องไม่เกี่ยวรวงข้าวที่ขอบนาจนหมด” (ลนต 19:9) เมื่อนางนวดข้าว โมเสสกลับมาบอกนางว่า “ท่านต้องถวายสิบชักหนึ่ง”  นางก็แสนดี ปฏิบัติตามคำสั่งของโมเสสทุกประการ
ที่สุดนางตัดสินใจขายนาแล้วนำเงินไปซื้อแกะสองตัว โดยหวังว่าจะอาศัยขนแกะทำเครื่องนุ่งห่ม และหารายได้ปะทังชีวิตด้วยลูกแกะที่เกิดใหม่
แต่เมื่อลูกแกะถือกำเนิดขึ้นมา อาโรน (ข้อเรียกร้องของพระสงฆ์) ตรงเข้ามาบอกนางว่า “ลูกแกะหัวปีต้องเป็นของเรา”  นางก็ยอมให้ลูกแกะตัวแรกไป  เมื่อถึงเวลาตัดขนแกะ อาโรน กลับมาบอกว่า “ท่านจะต้องให้ผลิตผลแรกจากข้าวสาลี เหล้าองุ่นใหม่และน้ำมันมะกอก รวมทั้งขนแกะแก่สมณะ” (ฉธบ 18:4)  นางสุดทนจึงคิดจะฆ่าแกะกิน แต่อาโรนก็ตามไม่เลิก “สมณะจะมีสิทธิ์รับขาหน้า เนื้อแก้ม และเนื้อท้อง” (ฉธบ 18:3) นางจึงพูดกับบุตรสาวว่า “แม้เราจะฆ่าแกะแล้ว ก็ยังไม่รอดจากเงื้อมมือของพวกเขาอีก อย่ากระนั้นเลย ให้เราถวายแกะเหล่านี้แด่พระเจ้าดีกว่า”
เหลือเชื่อ อาโรนพูดกับนางว่า “ของทุกอย่างที่ชาวอิสราเอลถวายขาดแด่พระยาห์เวห์จะเป็นของฉัน” (กดว 18:14) แล้วก็ฉวยแกะไปทั้งหมด ปล่อยให้นางร้องไห้กับบุตรสาวทั้งสอง
แม้เป็นเพียงนิทานเปรียบเทียบ แต่ก็แสดงให้เห็นว่ากฎหมายของชาวยิวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์ทุกแง่ทุกมุมและไม่รู้จักหยุดจักหย่อนเลย
เป็นภาระหนักหนาสาหัสสากรรจ์จริง ๆ !
ด้วยเหตุนี้ พระเยซูเจ้าจึงเชิญชวนเราทุกคน “จงรับแอกของเราแบกไว้ เพราะว่าแอกของเราอ่อนนุ่มและภาระที่เราให้ท่านแบกก็เบา”
ชาวยิวใช้คำว่า “แอก” เพื่อหมายถึง “การยอมมอบตนต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง” เช่น แอกของกฎหมาย หมายถึงการยอมมอบตนต่อกฎหมาย  นอกจากนั้นพวกเขายังพูดถึงแอกของบัญญัติ แอกของอาณาจักรสวรรค์  แอกของพระเจ้า เป็นต้น
แอกของพระเยซูเจ้าจึงหมายถึงการยอมมอบตนเป็นศิษย์ของพระองค์  และแอกของพระองค์น่าแบกเพราะว่า “อ่อนนุ่ม”
คำ “อ่อนนุ่ม” ตรงกับภาษากรีก chrestos (เครสตอส) ซึ่งความหมายพื้นฐานคือ “เหมาะพอดี” (being well adapted to fulfill a purpose)
ในปาเลสไตน์ ชาวยิวทำแอกเฉพาะอันให้วัวแต่ละตัว  ขั้นแรกพวกเขาจะนำวัวไปให้ช่างวัดขนาดคอ ขั้นที่สองพวกเขาต้องนำวัวกลับไปลองโครงแอกเพื่อปรับแต่งให้เหมาะพอดีกับคอวัวจะได้ไม่เกิดแผลเวลาใส่  ขั้นสุดท้ายคือไปรับแอกที่เหมาะพอดีกับวัวแต่ละตัว
หมายความว่า หากเราเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้า พระองค์จะประทานแอกที่ไม่ทำร้ายเรา และทุกแอกจะเหมาะพอดีกับความจำเป็นและความสามารถของเราแต่ละคน
และเมื่อพระองค์ตรัสว่าภาระของพระองค์ “เบา” นั้น พระองค์ไม่ได้หมายความว่าภาระของพระองค์แบกได้ง่าย ๆ สบาย ๆ  แต่หมายความว่าพระองค์ประทานภาระให้แก่เราด้วย “ความรัก” และหากเราแบกภาระนั้นด้วย “ความรัก”  แม้ภาระที่หนักที่สุดก็จะกลายเป็น “เบา”
ยิ่งได้รู้ว่าภาระของพระองค์คือ “รักพระเจ้าและรักเพื่อนมนุษย์”
ภาระอื่น ๆ ตัดทิ้งได้เลย !

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk