foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Catechetical Center of Bangkok

Kamson on Live

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
3063
10445
22618
57170
330048
18291412
Your IP: 18.206.238.176
2020-07-07 06:10

สถานะการเยี่ยมชม

มี 810 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์


อาทิตย์ที่ 10 เทศกาลธรรมดา


ข่าวดี    มัทธิว 9:9-13

(9)ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงดำเนินไปจากที่นั่น ทรงเห็นชายคนหนึ่งชื่อมัทธิว กำลังนั่งอยู่ที่ด่านภาษี  จึงตรัสสั่งเขาว่า “จงตามเรามาเถิด” เขาก็ลุกขึ้นตามพระองค์ไป (10)ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงร่วมโต๊ะเสวยพระกระยาหารที่บ้านของมัทธิว คนเก็บภาษีและคนบาปหลายคนมาร่วมโต๊ะกับพระองค์และบรรดาศิษย์  (11)เมื่อเห็นดังนี้ ชาวฟาริสีจึงถามศิษย์ของพระองค์ว่า “ทำไมอาจารย์ของท่านจึงกินอาหารร่วมกับคนเก็บภาษีและคนบาปเล่า” (12) พระเยซูเจ้าทรงได้ยินดังนั้น จึงตรัสตอบว่า “คนสบายดีย่อมไม่ต้องการหมอ แต่คนเจ็บไข้ต้องการ (13) จงไปเรียนรู้ความหมายของพระวาจาที่ว่า ‘เราพอใจความเมตตากรุณา มิใช่พอใจเครื่องบูชา’ เพราะเราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มาเพื่อเรียกคนบาป”

***************************


1. จงตามเรามาเถิด
ในบรรดาอัครสาวกทั้งสิบสองคน ดูเหมือนมัทธิวจะมีคุณสมบัติเป็น “สายล่อฟ้า” มากที่สุดเพราะเขาเคยเป็น “คนเก็บภาษี” มาก่อน
โรมเลือกใช้วิธีเก็บภาษีที่ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดแต่เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด นั่นคือ “ประมูล” หาผู้ที่เสนอเงินแก่โรมสูงสุดแล้วมอบสิทธิในการจัดเก็บภาษีแต่ละเขตให้แก่ผู้นั้น
เท่ากับว่าโรมขายสิทธิในการขูดรีดภาษีอย่างถูกกฎหมายให้แก่คนเก็บภาษี !
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าระบบนี้ถูกนำไปใช้เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้แก่คนเก็บภาษีอย่างไร  ยิ่งในยุคที่ไม่มีหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ด้วยแล้ว ประชาชนแทบไม่มีทางรู้ได้เลยว่าต้องจ่ายภาษีเท่าใด ซ้ำร้ายไปกว่านั้นก็คือพวกเขาไม่มีช่องทางอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคนเก็บภาษีได้เลย
เพราะระบบถูกนำไปใช้อย่างผิด ๆ โรมจึงยกเลิกระบบประมูลก่อนสมัยพระเยซูเจ้าไม่นาน แล้วหันมาจัดเก็บภาษีเอง  กระนั้นก็ตามโรมยังต้องจ้างคนเก็บภาษีหน้าเดิม ๆ อยู่ดี และการขูดรีดคอรัปชั่นก็ยังคงดำเนินต่อไป
ภาษีสำคัญที่โรมเรียกเก็บมี 3 ประเภทคือ
1.     ภาษีที่ดิน อัตราร้อยละสิบหากปลูกข้าว และร้อยละยี่สิบหากปลูกผลไม้หรือองุ่น โดยจะจ่ายเป็นเงินหรือผลผลิตก็ได้
2.     ภาษีรายได้ อัตราร้อยละหนึ่ง
3.     ภาษีรัชชูปการ เรียกเก็บจากชายชาวยิวผู้มีอายุระหว่าง 14-65 ปี และหญิงชาวยิวอายุระหว่าง 12-65 ปี เพราะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเกณฑ์ทหารเหมือนชนชาติอื่น
ภาษีเหล่านี้มีกฎหมายกำหนดอัตราไว้ชัดเจน จึงยากแก่การแสวงหาผลประโยชน์
แต่นอกเหนือจากภาษีทั้งสามที่กล่าวมา ยังมีภาษีอากรอีกมากมายหลายชนิดให้เลือกจัดเก็บได้ตามดุลยพินิจของคนเก็บภาษี ตัวอย่างเช่น ภาษีนำเข้าและส่งออกร้อยละ 2.5–12.5  ภาษีเดินทางบนถนนหลวง ภาษีข้ามสะพาน ภาษีเข้าตลาด ภาษีเข้าเมืองหรือท่าเรือ ภาษีฝูงสัตว์ ภาษีล้อและเพลาเกวียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม และอื่น ๆ อีกมาก
ภาษีที่เปิดช่องให้ใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่เช่นนี้แหละ ที่ทำให้คนเก็บภาษีร่ำรวยได้บนคราบน้ำตาของประชาชน !
“คนเก็บภาษี” นอกจากจะเป็นที่เกลียดชังของคนทุกชาติแล้ว พวกเขายังขึ้นชื่อลือชาเรื่องความเลวถึง 3 เด้งด้วยกัน  เด้งแรกคือโกงโรมซึ่งเป็นนายจ้างของตนเอง  เด้งที่สองคือรับสินบนคนรวยเพื่อเลี่ยงภาษี  และเด้งที่สามคือถอนขนหน้าแข้งคนจนซึ่งไม่มีปากไม่มีเสียง
สำหรับชาวยิวแล้ว ความเกลียดชังที่มีต่อคนเก็บภาษีนั้นมากเป็นสองเท่าของชนชาติอื่น ด้วยเหตุผล 2 ประการคือ
1.     ชาวยิวเป็นพวกชาตินิยมสุดโต่ง  คนเก็บภาษีทำงานให้กับโรมผู้เป็นเจ้าอาณานิคม จึงถูกตราหน้าว่าเป็นคนขายชาติ
2.     ชาวยิวเชื่อมั่นว่าพระยาเวห์คือกษัตริย์แต่เพียงพระองค์เดียวของพวกเขา การจ่ายภาษีให้แก่ผู้อื่นเท่ากับเป็นการละเมิดสิทธิของพระยาเวห์และดูหมิ่นเหยียดหยามความยิ่งใหญ่ของพระองค์
ด้วยเหตุนี้ ชาวยิวจึงมีกฎหมายห้ามคนเก็บภาษีเข้าศาลาธรรมหรือเป็นพยานในทุกกรณี และให้ปฏิบัติต่อพวกเขาเฉกเช่นเดียวกับสิ่งของหรือสัตว์มีมลทิน  พวกเขาถูกจัดเป็นคนบาปในกลุ่มเดียวกับขโมยและฆาตกร ซึ่งถือเป็นชนชั้นเลวสุดในสังคมยิว
ทั้ง ๆ ที่มัทธิวอยู่ในชนชั้นเลวสุดและทุกคนต่างพากันจงเกลียดจงชัง แต่พระเยซูเจ้าทรงเรียกเขา “จงตามเรามาเถิด” (มธ 9:9)
นี่คืออัจฉริยภาพของพระองค์ที่ทรงมองเห็นความสามารถของมนุษย์  พระองค์ไม่ทรงสนพระทัยว่าเขาเคยเป็นเช่นใดในอดีต  แต่ทรงสนพระทัยว่าเขาจะเป็นอะไรได้ในอนาคต
ไม่มีใครเชื่อมั่นในความสามารถของมนุษย์เท่ากับพระองค์อีกแล้ว !
เมื่อมัทธิวลุกขึ้นจากโต๊ะเก็บภาษีแล้วติดตามพระองค์ไป สิ่งที่เขา “สูญเสีย” เทียบกับสิ่งที่เขา “ได้” คือ
1.     เขาสูญเสียงานสบาย ๆ แต่ได้พบกับจุดหมายของชีวิต
2.     เขาสูญเสียรายได้งาม แต่ได้รับการยอมรับนับถือแทนการดูหมิ่นเหยียดหยามจากสังคม
3.     เขาสูญเสียความมั่นคงและความสะดวกสบายในชีวิต แต่ได้พบกับการผจญภัยอันไม่อาจคาดฝันได้ที่นำไปสู่ความรุ่งโรจน์เช่นเดียวกับพระคริสตเจ้า
4.     เขาต้องละทิ้งโต๊ะเก็บภาษี แต่สิ่งที่ได้มาคือความเชื่อใจของพระเยซูเจ้าในความสามารถที่จะใช้ “ปากกา” ของเขาเพื่องานอันยิ่งใหญ่ของพระองค์
มัทธิวได้รวบรวมคำสอนของพระองค์ไว้ในหนังสือพระวรสาร และกลายเป็นหนึ่งในหนังสือสำคัญที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา
เช่นเดียวกับมัทธิว หากเราตอบรับ “การเรียก” ของพระเยซูเจ้า เราอาจยากจนลงทางวัตถุหรือต้องเสียสละความทะเยอทะยานทางโลกไปบ้าง  แต่สิ่งที่จะได้รับคือความสุขและความยินดีชนิดที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะมีอยู่ในโลกใบนี้
เป็นความสุขที่ “สงบ” และ “อิ่ม” จริง ๆ
พระองค์ทรงคุณค่าเหนือทุกสิ่งที่เราได้เสียสละไปมากมายนัก !

2. เรามาเพื่อเรียกคนบาป

พระเยซูเจ้าไม่เพียงเลือกและเรียกมัทธิวเท่านั้น พระองค์ยังทรงร่วมโต๊ะเสวยพระกระยาหารกับคนเก็บภาษีเหมือนเขาและกับคนบาปอื่น ๆ อีกด้วย
พวกฟาริสีเห็นแล้วแทบเป็นลมล้มทั้งยืน !
เพราะพวกเขาแบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม  กลุ่มแรกคือพวก “เคร่งศาสนา” (Orthodox) ที่ถือกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดทุกตัวอักษร  อีกกลุ่มหนึ่งคือพวก “ชาวโลก” (People of the Land) ซึ่งไม่ค่อยถือกฎเคร่งครัดนัก
พวกเคร่งศาสนาถูกห้ามเดินทางร่วมกับชาวโลก ทำธุรกิจกับชาวโลก ให้หรือรับสิ่งใดจากชาวโลก หรือแม้แต่จะเชิญชาวโลกมาเป็นแขกหรือไปเป็นแขกของชาวโลกก็ไม่ได้
แล้วพระเยซูเจ้าไปนั่งกินข้าวกับชาวโลกได้งัย ?
คำตอบของพระองค์คือ “คนสบายดีย่อมไม่ต้องการหมอ แต่คนเจ็บไข้ต้องการ” (มธ 9:12) ซึ่งความหมายนั้นซื่อและแสนง่ายคือ “พระองค์พร้อมไปทุกแห่งที่มีคนต้องการพระองค์”  ดุจเดียวกับหมอซึ่งควรอยู่ในที่ที่มีคนป่วยฉันใด พระองค์ก็พร้อมอยู่ในที่ที่มีคนบาปฉันนั้น
และเมื่อพระองค์ตรัสว่า “เราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มาเพื่อเรียกคนบาป” (มธ 9:13) พระองค์ไม่ได้หมายความว่ามีบางคนดีครบครันจนไม่ต้องการสิ่งใดจากพระองค์อีก หรือพระองค์ไม่ทรงสนพระทัยคนดี
แต่ความหมายของพระองค์คือ “พระองค์ไม่ได้เสด็จมาหาผู้ที่คิดว่าตัวเองดีแล้วจนไม่ต้องการความช่วยเหลือจากผู้ใดอีก แต่ทรงมาหาผู้ที่สำนึกตนว่าเป็นคนบาปและรู้ตัวดีว่าต้องการพระผู้ช่วยให้รอดเป็นอย่างยิ่ง”
เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความคิดเกี่ยวกับศาสนาของบรรดาธรรมาจารย์และฟาริสี ซึ่งน่าจะหมดสิ้นไปแล้วในยุคสมัยของเรา นั่นคือ
1.    พวกเขามุ่งรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของตนไว้มากกว่าจะคิดช่วยเหลือคนบาป พวกเขาเป็นดังหมอที่ไม่ยอมไปเยี่ยมคนป่วยด้วยเกรงว่าจะติดเชื้อ
อันที่จริงศาสนาของพวกเขาคือ “ความเห็นแก่ตัว” เพราะพวกเขาสนใจเฉพาะความรอดของตนเอง แต่ไม่สนใจช่วยเหลือวิญญาณของผู้อื่น
2.    พวกเขาสนใจวิพากษ์วิจารณ์ความผิดของผู้อื่นมากกว่าจะให้กำลังใจและช่วยเหลือเขาแก้ไขความผิดบกพร่องนั้น
เราทุกคนควรมีสัญชาติญาณในการช่วยเหลือคนบาปมากกว่าติฉินนินทาหรือด่าแช่งคนบาป !
3.    ความดีในสายตาของพวกเขาอยู่ที่การตัดสินและประณามคนบาป หาใช่การเห็นอกเห็นใจและให้อภัยแต่ประการใดไม่
พวกเขาเป็นเสมือนหมอที่ชอบวินิจฉัยโรคแต่ไม่รักษาโรค !
4.    พวกเขาถือศาสนาที่เน้นรูปแบบหรือพิธีกรรมภายนอกมากกว่าการช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเมตตา
พระเยซูเจ้าจึงทรงตักเตือนพวกเขาด้วยถ้อยคำของประกาศกโฮเชยาที่ว่า ‘เราพอใจความเมตตากรุณา มิใช่พอใจเครื่องบูชา’ (ฮชย 6:6)
คนอื่นอาจมองเราเป็นคนเคร่งครัดน่าศรัทธา แต่ตราบใดที่มือของเราไม่เคยยื่นออกไปช่วยเหลือผู้ขัดสน ตราบนั้นเราหาได้ศรัทธาและเป็นที่พอพระทัยแต่ประการใดไม่ !!!

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk