foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Catechetical Center of Bangkok

Kamson on Live

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
3639
10445
23194
57746
330048
18291988
Your IP: 18.206.238.176
2020-07-07 07:40

สถานะการเยี่ยมชม

มี 212 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์


พระเจ้าและเงินทอง


มธ. 6:24
ไม่มีใครเป็นข้าสองเจ้า บ่าวสองนายได้ เขาจะชังนายคนหนึ่งและจะรักนายอีกคนหนึ่ง เขาจะจงรักภักดีต่อนายคนหนึ่งและจะดูหมิ่นนายอีกคนหนึ่ง ท่านทั้งหลายจะปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้

******************


เพื่อจะเข้าใจพระวรสารตอนนี้ได้อย่างลึกซึ้ง  เราควรเข้าใจความหมายของคำศัพท์บางคำที่ใช้ในสมัยของพระเยซูเจ้า
คำ “ข้า”
ตรงกับภาษากรีก douleu,ein (ดูแลวเอน) ซึ่งหมายถึงการ “การรับใช้เยี่ยงทาส”
ในทางกฎหมาย “ทาส” ไม่ใช่ “คน” แต่เป็น “สิ่งของ”  เพราะฉะนั้น นายจะขาย  จะเฆี่ยนตี จะทิ้ง  หรือจะฆ่าก็ได้  พูดง่าย ๆ คือ นายทำอะไรกับทรัพย์สมบัติของตนได้ ก็กระทำกับทาสของตนได้เช่นเดียวกัน
นอกจากนั้น “ทาส” ยังไม่มีเวลาเป็นของตัวเองแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว  ซึ่งต่างจากเราในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง เพราะเมื่อหมดเวลาทำงานแล้ว  เรายังมีอิสระที่จะหางานพิเศษทำนอกเวลา หรือจะไปพักผ่อน หรือทำอะไรก็ได้ตามใจเรา แต่ทาสในสมัยพระเยซูเจ้าต้องขึ้นกับนายทั้งวันและทั้งคืน
คำ “นาย”
ตรงกับภาษากรีก kuri,oij (คูรีออส) หมายถึง “ผู้ที่มีกรรมสิทธิ์เหนือผู้อื่นแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด” พูดง่าย ๆ คือเป็น “เจ้าของ” มากกว่าเป็น “เจ้านาย”
คำ “เงินทอง”
ตรงกับภาษากรีก mamwna (มาโมนา) ซึ่งมาจากภาษาอาราไมอิก an"Amm' ตามรากศัพท์หมายถึง การไว้ใจ การมอบหมาย เพราะฉะนั้นมาโมนาจึงหมายถึงสิ่งที่เราไว้ใจผู้อื่นให้ดูแล เช่น นายธนาคาร รปภ. ฯลฯ และในตัวมันเองถือว่าเป็นสิ่งดี เป็นพระพรของพระเจ้าที่ประทานแก่ผู้มีความประพฤติดี
ต่อมาความหมายเพี้ยนเป็น สิ่งที่ตัวเราเองมอบความไว้วางใจให้ทั้งหมด เมื่อเราไว้วางใจว่าเงินทองมีอำนาจที่จะช่วยเหลือเราให้พ้นทุกข์และมีความสุขได้  คำว่าเงินทองในภาษากรีกจึงเขียนนำด้วยอักษรตัวใหญ่  Mamon (มาโมน) ซึ่งหมายถึงพระเจ้านั่นเอง  และชาวซีเรียก็ใช้ชื่อนี้เรียกเทพเจ้าแห่งความร่ำรวยของตน
จากคำศัพท์ทั้ง 3 คำ บ่งบอกว่า เราต้องเป็นข้ารับใช้ของพระเจ้าทุกลมหายใจ เพราะพระองค์ทรงเป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์เด็ดขาดเหนือชีวิตของเรา
การรับใช้พระเจ้าแบบ part-time เป็นสิ่งที่พระเยซูเจ้ายินยอมไม่ได้  หรือการเป็นคริสตชนเฉพาะเวลาฟังมิสซาวันอาทิตย์  ส่วนเวลาที่เหลือถือว่าเป็นเวลาอิสระจากการดำเนินชีวิตเยี่ยงคริสตชน ก็เป็นสิ่งที่รับไม่ได้เช่นกัน
การมีเงินทองไม่ใช่สิ่งผิด  แต่การไว้วางใจในเงินทองแทนพระเจ้าเป็นสิ่งที่ผิดอย่างแน่นอน  และเพื่อช่วยให้เราจัดลำดับความสำคัญของพระเจ้าและเงินทองได้อย่างถูกต้อง พระเยซูเจ้าทรงให้หลักไว้ยึดปฏิบัติ 3 ประการด้วย กล่าวคือ
1.     ทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นของพระเจ้า
ความคิดที่ว่าทุกสิ่งในโลกนี้เป็นของพระเจ้า มีอยู่ทั่วไปในพระคัมภีร์ ตัวอย่างเช่น
“เพราะสัตว์ทุกตัวในป่าเป็นของเรา ทั้งสัตว์เลี้ยงบนภูเขาตั้งพันยอด เรารู้จักบรรดานกแห่งภูเขาทั้งหลาย และบรรดาสัตว์ในนาเป็นของเรา ถ้าเราหิว  เราจะไม่บอกเจ้า เพราะพิภพและสารพัดที่อยู่ในนั้นเป็นของเรา”  (สดด. 50:10, 12)
หรือในพระธรรมใหม่ เป็นพระเจ้าเองที่ทรงมอบทรัพย์สมบัติ ความสามารถ หรือแม้แต่สวนองุ่นให้แก่เราหรือให้เราเช่าใช้ เช่น
“ชายผู้หนึ่งจะออกเดินทางไป   จึงเรียกพวกทาสของตนมาฝากทรัพย์สมบัติไว้ คนหนึ่งท่านให้ห้าตะลันต์ คนหนึ่งสองตะลันต์   และอีกคนหนึ่งตะลันต์เดียว   ตามความสามารถของแต่ละคน   แล้วท่านก็ไป” (มัทธิว 25:15)
“จงฟังคำอุปมาอีกเรื่องหนึ่งว่า  ยังมีเจ้าของสวนผู้หนึ่งได้ทำสวนองุ่นแล้วล้อมรั้วไว้รอบ  เขาได้สกัดบ่อย่ำองุ่นในสวน  และสร้างหอเฝ้า  ให้ชาวสวนเช่า  แล้วก็ไปต่างประเทศเสีย” (มัทธิว 21:33)
เมื่อทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นของพระเจ้า ที่พระองค์ทรงให้เรา “ยืม” ใช้ เราจึงต้องพยายามใช้ทรัพย์สมบัติและเงินทองตามที่เจ้าของ คือพระองค์ทรงปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ การขาย การแลกเปลี่ยน การแก้ไขดัดแปลง หรือการปรับปรุงต่าง ๆ ก็ตาม
2.    มนุษย์สำคัญกว่าสิ่งของ
ในหนังสือปฐมกาล พระเจ้าตรัสว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา   ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล  ฝูงนกในอากาศและฝูงสัตว์ ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไป  และสัตว์ต่างๆที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน” พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์   ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น   พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์ตรัสแก่เขาว่า “จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน จงครอบครองฝูงปลาในทะเล และฝูงนกในอากาศ  กับบรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน” (ปฐก 1:26-28)
จะเห็นว่าตั้งแต่เริ่มสร้างโลก พระเจ้าทรงให้ความสำคัญกับมนุษย์จนถึงกับสร้างมนุษย์ตามฉายาของพระองค์เอง และให้มีอำนาจปกครองทุกสิ่ง
เมื่อมนุษย์มีความสำคัญเช่นนี้ การใช้แรงงานมนุษย์ราวกับว่าพวกเขาเป็นสิ่งของ เครื่องมือ หรือเครื่องจักรเพื่อให้ได้มาซื่อผลผลิตและความมั่งคั่ง จึงเป็นสิ่งที่ขัดกับพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง และเป็นสิ่งที่ผิด
ตรงกันข้าม เราควรใช้เงินทองและทรัพย์สมบัติที่ได้มา  เพื่อผดุงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของมนุษย์ให้สมกับความสำคัญที่พระองค์ทรงสร้างมา
3.    เงินทองต้องเป็นรองจากพระเจ้า
พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าเงินทองเป็นของชั่วร้าย แต่ “การรักเงินทองเป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งหมด ความโลภเงินทองนี้ที่ทำให้บางคนหลงไปจากความเชื่อ และตรอมตรมด้วยความทุกข์มากมาย” (1 ทธ 6:10)
การรักเงินทองทำให้เราหลงผิดคิดว่า เงินคือพระเจ้าที่สามารถดลบันดาลทุกสิ่งให้แก่เราได้  เมื่อเรารักเงินทอง เราก็โลภอย่างได้เงินทองมากขึ้น  ที่สุดเงินทองจะเข้ามาบงการชีวิตของเราทั้งหมด ซึ่งจะนำเราไปสู่ความชั่วร้ายและความทุกข์อีกมากมาย
ผู้เดียวที่สามารถดลบันดาลความสุขแท้จริงแก่เราได้คือพระเจ้า  เราจะปล่อยให้เงินทองก้าวขึ้นมาเป็น “คู่ปรับ” กับความรอดในองค์พระเจ้าไม่ได้เด็ดขาด

เมื่อเราวางตำแหน่งของเงินทองและทรัพย์สมบัติได้อย่างถูกต้อง เราจะรู้จักใช้ความมั่งคั่งที่พระเจ้าประทานให้อย่าง “พอเพียง” และ “เพื่อผู้อื่น” เพื่อเราจะได้ครอบครองสมบัติสวรรค์ที่คงอยู่ชั่วนิรันดร

และเมื่อเรารู้บทบาทของเงินทองและทรัพย์สมบัติแล้ว เราควรคิดคำนึงถึงวิธีการได้มาของทรัพย์สมบัติด้วย
เราอาจได้เงินทองมาโดยแลกกับความซื่อสัตย์หรือศักดิ์ศรีของเรา หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ โกงเขามา  ถ้าเราทำเช่นนี้ เราอาจมีสมบัติมั่งคั่งขึ้น แต่วิญญาณของเรายิ่งวันยิ่งจนลง และคงถึงขั้นล้มละลายในที่สุด
บางคนอาจได้เงินทองมาโดยการกำจัดคู่แข่งที่อ่อนแอกว่า  ซึ่งในทางธุรกิจอาจถือว่าประสบความสำเร็จที่ไม่มีคู่แข่ง  แต่เราจะนอนเสวยความสุขอยู่บนความทุกข์ของคนอื่นได้อย่างไร
บางคนอาจสะสมทรัพย์สมบัติบนภาระของผู้อื่น เช่น ผ่อนรถยนต์ราคาแพงเกินฐานะ จนลูก ๆ ต้องอดมื้อกินมื้อ เป็นต้น
จะมีประโยชน์อะไรหากเราได้ทรัพย์สมบัติมาด้วยต้นทุนราคาแพงเช่นนี้ ?

นอกจากนี้ เรายังต้องคำนึงถึงวิธีการใช้ทรัพย์สมบัติที่ได้มาอีกด้วย
บางคนเก็บรักษาสมบัติที่ได้มาไว้เฉย ๆ โดยไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น  และเราได้ยินคำสอนของพระเยซูเจ้าหลายครั้งที่ตรัสว่า สิ่งที่ไม่มีประโยชน์จะถูกตัดทิ้งและโยนใส่กองไฟ
บางคนใช้ทรัพย์สมบัติที่ได้มาอย่างเห็นแก่ตัว เช่น เพื่อจะได้มีทีวีเครื่องใหม่ มีบ้านหลังใหม่ ฯลฯ โดยที่ไม่เคยคิดถึงพระประสงค์ของพระเจ้าแต่ประการใด
บางคนซ้ำร้ายหนักเข้าไปอีก คือใช้สมบัติที่ได้มาในทางที่ผิด เช่น ใช้เพื่อติดสินบนเจ้าหน้าที่ ใช้เพื่อซื้อบริการที่ผิดกฎหมาย ฯลฯ
วิธีที่ดีที่สุดในการใช้ทรัพย์สมบัติและเงินทองที่พระเจ้าประทานให้คือ
-    ใช้อย่างพอเพียง ใช้เท่าที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต
-    ส่วนที่เหลือเราต้องแบ่งปันให้ผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าเรา
ดังที่นักบุญเปาโลกล่าวไว้ว่า “ข้าพเจ้าแสดงให้ท่านเห็นเสมอมาว่า เราต้องทำงานเช่นนี้เพื่อช่วยเหลือผู้อ่อนแอโดยระลึกถึงพระวาจาของพระเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้าที่ว่า “การให้ย่อมเป็นสุขมากกว่าการรับ” (กจ 20:35)
ตราบใดที่เราใช้ทรัพย์สมบัติเพื่อความดีของ “ผู้อื่น” เรากำลังใช้ทรัพย์สมบัติ และกำลังรับใช้พระเป็นเจ้าอย่างถูกต้อง

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk