มธ 5.13-16 เกลือดองแผ่นดิน และแสงสว่างส่องโลก

foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok


อาทิตย์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา


ข่าวดี     มัทธิว 5:13-16

เกลือดองแผ่นดิน และแสงสว่างส่องโลก
(13)ท่านทั้งหลายเป็นเกลือดองแผ่นดิน ถ้าเกลือจืดไปแล้ว จะเอาอะไรมาทำให้เค็มอีกเล่า เกลือนั้นย่อมไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากจะถูกทิ้งให้คนเหยียบย่ำ (14) ท่านทั้งหลายเป็นแสงสว่างส่องโลก เมืองที่ตั้งอยู่บนภูเขาจะไม่ถูกปิดบัง (15) ไม่มีใครจุดตะเกียงแล้วเอามาวางไว้ใต้ถังแต่ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง จะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนในบ้าน (16) ในทำนองเดียวกัน แสงสว่างของท่านต้องส่องแสงต่อหน้ามนุษย์ เพื่อคนทั้งหลายจะได้เห็นกิจการดีของท่าน และสรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์

*******************************


เกลือดองแผ่นดิน

โลกในสมัยโบราณถือว่าเกลือมีคุณค่าสูงยิ่ง  ชาวกรีกยกย่องว่าเกลือเป็นของประทานจากพระเจ้า  ชาวโรมันถือว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรมีประโยชน์มากเท่าดวงอาทิตย์และเกลือ (Nil utilius sole et sale)  ส่วนชาวยิวถือว่าเกลือมีคุณสมบัติพิเศษสุด 3 ประการด้วยกัน กล่าวคือ
1.    บริสุทธิ์  นอกจากจะมีสีขาวแสบตาที่แสดงถึงความบริสุทธิ์แล้ว ชาวโรมันยังถือว่าเกลือเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ที่สุด เพราะเกิดมาจากดวงอาทิตย์และทะเลซึ่งเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ที่สุดเช่นกัน  พวกเขาจึงใช้เกลือเป็นของถวายแด่เทพเจ้า
ทุกวันนี้มาตรฐานทางศีลธรรม มาตรฐานเรื่องความซื่อสัตย์ ความขยันขันแข็ง และการประพฤติปฏิบัติตามมโนธรรม นับวันมีแต่จะตกต่ำลง  จึงเป็นหน้าที่ของคริสตชนทุกคนที่จะต้องยึดมั่นในมาตรฐานขั้นสูงสุดของความบริสุทธิ์ทั้งในความคิด วาจา และกิจการ ให้สมกับที่เป็น “เกลือดองแผ่นดิน”
2.    กันเน่า เราใช้เกลือใส่ผัก ใส่เนื้อ ใส่ปลา ฯลฯ เพื่อป้องกันไม่ให้เน่าหรือเสื่อมสลายไป  ดังนั้นเราคริสตชนจึงต้องเป็นเสมือนยาป้องกันเน่า (Antiseptic) ให้กับทุก ๆ ชีวิต จึงจะได้ชื่อว่าเป็น “เกลือดองแผ่นดิน”
มีบางคนที่เราคบด้วยแล้วศีลธรรมของเราดีขึ้น บางคนเราคบด้วยแล้วหย่อนยานลง  หากเราเป็นหนึ่งในกลุ่มคนประเภทหลังก็หมายความว่า นอกจากเราจะไม่เป็นเกลือหรือยากันเน่าแล้ว เรายังทำตัวเป็นสารเร่งการเน่าเสียเองอีกด้วย
3.    เพิ่มรสชาติ  อาหารที่ปราศจากเกลือย่อมจืดชืด ไม่มีรสชาติฉันใด ชีวิตที่ปราศจากความเป็นคริสตชนก็ย่อมจืดชืด ไม่มีรสชาติฉันนั้น
หลังจากจักรพรรดิคอนแสตนตินยอมรับศาสนาคริสต์ให้เป็นศาสนาประจำอาณาจักรโรมันแล้ว จักรพรรดิองค์ต่อมาคือจูเลียนก็เกือบหันกลับไปนับถือเทพเจ้าแบบเดิมอีกครั้งหนึ่ง เหตุผลดูได้จากเสียงบ่นของพระองค์ที่ว่า “ดูพวกคริสตชนสิ ตากลวง แก้มซีด อกแฟบ ซังกะตาย  พระอาทิตย์ส่องแสงให้พวกเขา พวกเขาก็มองไม่เห็น โลกหยิบยื่นความอุดมสมบูรณ์ให้ พวกเขาก็ไม่สนใจ”
น่าเสียดายที่ความเป็นคริสตชนได้ดูดซับเอาความมีชีวิตชีวาออกไปจากตัวพวกเขาจนหมดสิ้น
ในท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล ไร้ความเบิกบานเช่นนี้ เป็นหน้าที่ของเราคริสตชนทุกคนที่จะต้องเป็นตัวกระจายความร่าเริงยินดีและเพิ่มรสชาติชีวิตให้แก่ทุกคน หากเรายังรักที่จะเป็น “เกลือดองแผ่นดิน”

ในปาเลสไตน์ ประชาชนนิยมสร้างเตาไว้นอกบ้าน และเพื่อทำให้เตาร้อนอยู่เสมอ พวกเขาจะโรยเกลือเป็นพื้นหนาในดิน ปูทับด้วยกระเบื้อง แล้วตั้งเตาที่ทำด้วยหินไว้บนพื้นกระเบื้องอีกทีหนึ่ง  เมื่อเวลาผ่านไปเกลือจะหมดประสิทธิภาพ พวกเขาต้องรื้อกระเบื้องและขุดเกลือเก่าออกโยนทิ้งไป แล้วใส่เกลือใหม่เข้าแทนที่
ชาวยิวยังมีประเพณีให้คนที่ละทิ้งศาสนาแล้วต้องการกลับใจ นอนขวางประตูศาลาธรรม เพื่อให้ประชาชนที่ผ่านเข้ามาในศาลาธรรมเดินเหยียบย่ำบนร่างกายของเขา ก่อนที่จะยอมรับเขากลับมาเป็นสมาชิกของศาลาธรรมอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสว่า “ถ้าเกลือจืดไปแล้ว จะเอาอะไรมาทำให้เค็มอีกเล่า เกลือนั้นย่อมไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากจะถูกทิ้งให้คนเหยียบย่ำ” พระองค์จึงไม่ได้หมายถึงเกลือจืดจริง ๆ เพราะเกลือไม่เคยจืด  แต่พระองค์ต้องการหมายถึงเกลือที่หมดประโยชน์แล้วย่อมถูกโยนทิ้งให้คนเหยียบย่ำ
จุดหมายของคริสตชนคือการเป็น “เกลือดองแผ่นดิน” แต่หากเราไม่สามารถเป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นในเรื่องความบริสุทธิ์ผุดผ่องได้ หรือหมดประสิทธิภาพในการป้องกันการเน่า หรือในการให้รสชาติแก่ชีวิต นั่นย่อมแสดงว่าเราไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ของชีวิตเราได้
การไม่บรรลุวัตถุประสงค์ ก็คือการไม่มีประโยชน์ และ
การไม่มีประโยชน์ก็คือหนทางสู่ความหายนะ

แสงสว่างส่องโลก

พระเยซูเจ้าเคยตรัสไว้ว่า “ตราบที่เรายังอยู่ในโลก เราเป็นแสงสว่างส่องโลก” (ยน 9:5) และวันนี้พระองค์ตรัสสั่งเราว่า “ท่านทั้งหลายเป็นแสงสว่างส่องโลก” จึงนับเป็นเกียรติสูงสุดสำหรับเราคริสตชนที่พระองค์ทรงต้องการให้เราเป็นเหมือนพระองค์
ชาวยิวตระหนักดีว่าพระเจ้าทรงตั้งพวกเขาให้เป็น “แสงสว่างส่องนานาชาติ” โดยที่แสงสว่างนี้ตัวพวกเขาเองไม่ได้เป็นผู้จุด แต่เป็นพระเจ้าเองที่ทรงจุดแสงสว่างนี้ให้แก่พวกเขา
คริสตชนจึงต้องระลึกอยู่เสมอว่า พระเยซูเจ้ามิได้ทรงเรียกร้องให้เราผลิตแสงสว่างด้วยตัวเอง แต่ทรงเรียกร้องให้แสงสว่างนั้นออกมาจากหัวใจที่มีพระองค์ประทับอยู่
เราต้องเป็นแสงสว่างส่องโลก เพื่อ
1.    ให้ผู้อื่นมองเห็น  บ้านในปาเลสไตน์ส่วนใหญ่มืด เพราะมีหน้าต่างกลมกว้างประมาณ 18 นิ้วเพียงบานเดียวเท่านั้น  ประชาชนจึงต้องจุดตะเกียงตั้งไว้ในที่ที่ทุกคนมองเห็นได้เสมอ และพวกเขาจะนำตะเกียงลงวางไว้ในถังตวงข้าวที่ทำด้วยดินเพื่อป้องกันอันตรายจากไฟไหม้เฉพาะเวลาไม่มีใครอยู่ในบ้านเท่านั้น  สาเหตุที่พวกเขาไม่ดับตะเกียงเพราะการจุดไฟใหม่ไม่ง่ายเหมือนในปัจจุบันที่มีไม้ขีดไฟ
เมื่อแสงสว่างมีไว้เพื่อให้ทุกคนมองเห็น  ความเป็นคริสตชนของเราก็ต้องส่องสว่างเพื่อให้ทุกคนมองเห็นเช่นเดียวกัน  การดำเนินชีวิตคริสตชนแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ หรือทำราวกับว่าเป็นสมาชิกขององค์กรลับจึงต้องสิ้นสุดไป  และเพราะพระเยซูเจ้ามิได้สั่งให้เราเป็น “แสงสว่างส่องวัด” แต่เป็น “แสงสว่างส่องโลก” กิจการดีของเราจึงต้องไม่จำกัดอยู่เฉพาะในวัดเวลามีพิธีกรรมเท่านั้น แต่ต้องส่องสว่างทุกแห่งและทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นในครัวเรือน  ในห้องเรียน  ในที่ทำงาน  เวลาซื้อของจ่ายตลาด  หรือแม้แต่เวลาขับรถ เราก็ต้องมีน้ำใจแก่ผู้อื่นจนว่าคนใช้รถใช้ถนนด้วยกันต่างเห็นกิจการดีของเราและสรรเสริญพระเจ้า
2.    นำทาง  ตามสนามบิน ถนนหนทาง หรือแม่น้ำบริเวณปากอ่าว เราจะพบแสงสว่างเป็นแนวยาวเพื่อช่วยนำทางแก่นักบิน คนขับรถ หรือชาวเรือให้ได้รับความปลอดภัย
คริสตชนก็ต้องเตรียมหนทางให้โล่งและปลอดภัยสำหรับผู้อื่นด้วยการเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่พวกเขา
มีคนจำนวนมากที่ไม่เข็มแข็งและไม่กล้าพอที่จะดำเนินชีวิตตามหลักศีลธรรมอันดี แต่ถ้ามีคนอื่นช่วยแนะนำหรือเป็นเสมือนกำแพงให้พวกเขาได้พิงหลังสู้ พวกเขาก็พร้อมจะทำสิ่งที่ถูกต้องได้  และนี่เป็นหน้าที่ของเราคริสตชนทุกคนที่จะต้องนำทางและให้กำลังใจแก่พวกเขา
3.    เตือนภัย  เพื่อให้ระวังหรือหยุด
นี่เป็นหน้าที่ที่ยากและอาจก่อให้เกิดภัยอันตรายต่อตัวเอง แต่เราทุกคนจำต้องกระทำ หาไม่แล้วจะเป็นโศกนาฏกรรมสักเพียงใดหากเด็กคนหนึ่งมาบอกเราว่า “ผมคงไม่ทำอะไรเลว ๆ แบบนั้นแน่ หากมีใครสักคนบอกผม”
ถ้าเราเตือนผู้อื่นด้วยความรัก ไม่ใช่เพราะโกรธ หรือต้องการเยาะเย้ย ถากถาง วิพากษ์วิจารณ์ หรือประณาม คำเตือนของเราย่อมบังเกิดผล

“เพื่อคนทั้งหลายจะได้เห็นกิจการดีของท่าน และสรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์”
1.    กิจการดี  ในภาษากรีกมีคำว่า “ดี” อยู่ 2 คำคือ agathos (อากาธอส) ซึ่งบ่งบอกว่าสิ่งหนึ่งมีคุณภาพดี  อีกคำหนึ่งคือ kalos (คาลอส) ซึ่งนอกจากจะ “ดี” แล้ว ยังมี “เสน่ห์ สวยงาม และดึงดูด” อีกด้วย  และคำที่ใช้ ณ ที่นี้คือ kalos
เพราะฉะนั้นกิจการที่คริสตชนทำนอกจากจะต้อง “ดี” แล้วยังต้อง “ดึงดูด” อีกด้วย  แต่น่าเศร้าที่ความดีของหลายคนมาพร้อมกับความแข็งกระด้าง ความเย็นชา หรือความเคร่งขรึมแบบหน้าตาบอกบุญไม่รับ
กิจการดีจึงมีทั้งที่ดึงดูด หรือผลักดันผู้อื่นให้ถอยห่างจากเรา  สำหรับคริสตชนแล้วกิจการที่ดีจริงต้องดึงดูดเท่านั้น
2.    สรรเสริญพระเจ้า  กิจการดีของเราต้องดึงดูดผู้อื่นไม่ใช่ให้เข้ามาหาตัวเราเอง แต่มาหาพระเจ้า
ในการสัมมนาระดับชาติครั้งหนึ่ง ผู้เข้าร่วมประชุมต่างร้อนรนและสวดภาวนาตลอดคืน  รุ่งเช้าประธานถามสมาชิกว่าได้ทำอะไรกันบ้างเมื่อคืนที่ผ่านมา พวกเขาตอบว่า “ดูหน้าพวกเราสิ มันส่องแสงแล้วนะ” แต่ประธานกลับตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “โมเสสไม่รู้นะว่าหน้าตัวเองส่องแสง”
ตราบใดที่เราทำทุกอย่างโดยคิดถึงความชื่นชม ชื่อเสียง การยกย่องสรรเสริญ หรือคำขอบคุณที่ตัวเราจะได้รับ ตราบนั้น เรายังไม่ได้เริ่มต้นเดินตามหนทางเยี่ยงคริสตชนด้วยซ้ำ !