foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
2591
11669
54245
172980
330048
18407222
Your IP: 3.236.121.68
2020-07-15 06:15

สถานะการเยี่ยมชม

มี 335 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์


อาทิตย์ที่ 3 เทศกาลธรรมดา

ข่าวดี    มัทธิว 4:12-23 หรือ 4:12-17

(12)เมื่อพระเยซูเจ้าทรงทราบว่ายอห์นถูกจองจำ จึงเสด็จไปยังแคว้นกาลิลี (13)ทรงออกจากเมืองนาซาเร็ธ มาประทับอยู่ที่เมืองคาเปอรนาอุม บนฝั่งทะเลสาบ ในดินแดนเผ่าเศบูลุนและนัฟทาลี (14)ทั้งนี้ เพื่อให้พระดำรัสที่ตรัสไว้ทางประกาศกอิสยาห์ เป็นความจริงว่า
(15)ดินแดนเศบูลุนและนัฟทาลี
เส้นทางไปสู่ทะเล ฟากโน้นของแม่น้ำจอร์แดน
แคว้นกาลิลีแห่งบรรดาประชาชาติ
(16)ประชาชนที่จมอยู่ในความมืด
ได้เห็นความสว่างยิ่งใหญ่
ผู้ที่อาศัยอยู่ในดินแดนและในเงาแห่งความตาย
แสงได้ส่องขึ้นมาเหนือพวกเขาแล้ว
(17)นับแต่นั้นมา พระเยซูเจ้าทรงเริ่มประกาศเทศนาว่า “จงกลับใจเถิด เพราะอาณาจักรสวรรค์อยู่ใกล้แล้ว”
(18)ขณะที่ทรงดำเนินไปตามชายฝั่งทะเลสาบกาลิลี พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพี่น้องสองคนคือซีโมนที่เรียกว่าเปโตรกับอันดรูว์น้องชายกำลังทอดแห เขาเป็นชาวประมง (19) พระองค์ตรัสสั่งว่า “จงตามเรามาเถิด เราจะทำให้ท่านเป็นชาวประมงหามนุษย์” (20)เปโตรกับอันดรูว์ก็ทิ้งแหไว้ แล้วตามพระองค์ไปทันที (21)เมื่อทรงดำเนินไปจากที่นั่น พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพี่น้องอีกสองคนคือ ยากอบบุตรของเศเบดีและยอห์นน้องชายกำลังซ่อมแหอยู่ในเรือกับเศเบดีผู้บิดา พระองค์ทรงเรียกเขา (22)ทันใดนั้น เขาก็ทิ้งเรือและบิดา แล้วตามพระองค์ไป
(23)พระองค์เสด็จไปทั่วแคว้นกาลิลี ทรงสั่งสอนในศาลาธรรม ทรงประกาศข่าวดีเรื่องพระอาณาจักร ทรงรักษาโรคและความเจ็บไข้ทุกชนิดของประชาชน

************************


สถานที่เริ่มภารกิจ
พระเยซูเจ้าทรงเริ่มภารกิจด้วยการเสด็จออกจากนาซาเร็ธ บ้านเกิดเมืองนอน มาประทับที่เมืองคาเปอรนาอุม บนฝั่งทะเลสาบในแคว้นกาลิลี (มธ 4:12-13)
กาลิลีตั้งอยู่ทางเหนือสุดของปาเลสไตน์ ยาวจากเหนือจรดใต้ 80 ก.ม. กว้าง 40 ก.ม.  แม้พื้นที่เล็กแต่กลับมีประชากรหนาแน่นเพราะผืนดินอุดมสมบูรณ์มากกว่าภาคอื่น จนมีคำกล่าวว่า “ปลูกมะกอกพันต้นในกาลิลียังง่ายกว่าคลอดลูกคนหนึ่งในยูดาห์เสียอีก”
โยเซฟุส นักประวัติศาสตร์ซึ่งเคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนี้มาก่อน บันทึกไว้ว่ากาลิลีประกอบด้วยหมู่บ้าน 204 แห่ง แต่ละแห่งมีประชากรไม่ต่ำกว่า 15,000 คน  แม้ผู้คนส่วนใหญ่จะมีอารมณ์ร้อน ชอบทะเลาะเบาะแว้งและก่อการจลาจลบ่อย ๆ  กระนั้นก็ตาม พวกเขามีความกล้าหาญเป็นเลิศ รักเกียรติของตนเหนือผลประโยชน์อื่นใด มีความคิดริเริ่ม พร้อมรับความคิด การเปลี่ยนแปลง และสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ 
องค์ประกอบที่ทำให้ชาวกาลิลีมีอุปนิสัยดังกล่าว คือ
1.    พวกเขาอยู่ท่ามกลางคนต่างชาติ  ชื่อกาลิลีมาจาก “กาลิล” แปลว่า “วงกลม” เพราะพวกเขาถูกล้อมรอบโดยชาวต่างชาติทุกด้าน ทางทิศเหนือและตะวันออกติดกับซีเรีย ทางใต้ติดกับสะมาเรีย ส่วนทางตะวันตกติดกับฟีนิเซีย จนได้ชื่อเต็มว่า “แคว้นกาลิลีแห่งบรรดาประชาชาติ” (Galilee of the Gentiles) ด้วยเหตุนี้ชาวกาลิลีจึงได้สัมผัสกับความคิดและอิทธิพลใหม่ ๆ ที่ “ไม่ใช่ยิว” อยู่เสมอ
2.    มีถนนสำคัญผ่านหลายเส้นทาง  เส้นทางแรกคือถนนเรียบทะเลจากดามัสกัสผ่านกาลิลีเรื่อยลงไปจนถึงอียิปต์และอัฟริกา  อีกเส้นหนึ่งจากฝั่งทะเลทางตะวันตกตัดผ่านพรมแดนไปบรรจบกับทางหลวง King’s Highway ทางตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน  กาลิลีจึงอยู่ในเส้นทางคมนาคมระดับโลกที่ความคิดใหม่ ๆ ผ่านไปมาไม่ขาดสาย
3.    โยชูวาแบ่งดินแดนที่เป็นแคว้นกาลิลีให้แก่ตระกูลอาเชอร์ นัฟทาลี และเศบูลุนก็จริง แต่พวกเขาไม่เคยขับไล่ชนพื้นเมืองออกไปได้สำเร็จ (เทียบ ยชว 9) การผสมระหว่างเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์จึงเกิดขึ้น  นอกจากนั้นในศตวรรษที่ 8 ก.ค.ศ. กองทัพอัสซีเรียได้ยึดอาณาจักรทางเหนือแล้วกวาดต้อนชาวยิวส่วนใหญ่ไปอยู่ตามหัวเมืองต่างชาติ พร้อมกับนำคนต่างชาติเข้ามาอาศัยแทนที่ชาวยิว  สายเลือดต่างชาติจึงถูกสูบฉีดเข้าสู่กาลิลีอย่างท่วมท้น
จากศตวรรษที่ 8 ถึงศตวรรษที่ 2 ก.ค.ศ. กาลิลีตกอยู่ใต้เงื้อมมือของชนต่างชาติเป็นส่วนใหญ่  เมื่อชาวยิวกลับจากถิ่นเนรเทศในสมัยของประกาศกเนหะมีย์และเอสรา ชาวกาลิลีจำนวนมากได้อพยพลงใต้มาอาศัยที่กรุงเยรูซาเล็ม  ต่อมาในปี 164 ก.ค.ศ. ซีโมน มัคคาบีได้ยกทัพขับไล่ชาวซีเรียออกจากกาลิลีแล้วพาชาวยิวที่หลงเหลือกลับมากรุงเยรูซาเล็ม  ที่สุดในปี 104 ก.ค.ศ. อริสโตบูลุสสามารถยึดกาลิลีกลับมาเป็นของชาวยิวอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับบังคับทุกคนให้เข้าสุหนัตเป็นยิวไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม
สภาพภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ดังกล่าว ทำให้ชาวกาลิลีเปิดประตูรับสายเลือดพันธุ์ใหม่ ความคิดและอิทธิพลใหม่ ๆ  สมดังคำของประกาศกอิสยาห์ที่กล่าวถึงดินแดนแห่งนี้ว่า
“ดินแดนเศบูลุน และนัฟทาลี
เส้นทางไปสู่ทะเล ฟากโน้นของแม่น้ำจอร์แดน
แคว้นกาลิลีแห่งบรรดาประชาชาติ” (มธ 4:15)
กาลิลีจึงเป็นดินแดนที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเริ่มต้นประกาศข่าวดีของพระเยซูเจ้า !

ทรงประกาศข่าวดี
ที่เมืองคาเปอรนาอุมในแคว้นกาลิลี “พระเยซูเจ้าทรงเริ่มประกาศเทศนาว่า ‘จงกลับใจเถิด เพราะอาณาจักรสวรรค์อยู่ใกล้แล้ว’” (มธ 4:17)
เมื่อได้ยินคำ “ประกาศเทศนา” หลายคนอาจรู้สึกเบื่อหน่าย  แต่ชาวกรีกกลับฟังคำนี้ด้วยความตื่นเต้นเพราะ kērux  (เครุกซ์) คือ “คนนำพระราชสาสน์”  และคำกริยา kērussein  (เครุสเซน) คือการ “ประกาศสารของพระมหากษัตริย์”
คำ “เครุสเซน”  จึงบ่งบอกลักษณะการสอนของพระเยซูเจ้าที่เราพึงเลียนแบบอย่างได้ชัดเจนกว่า กล่าวคือ
1.    สอนด้วยความ “แน่ใจ”  เนื่องจากสิ่งที่สอนเป็นพระราชสาสน์ของกษัตริย์ จึงต้องไม่มีที่ว่างสำหรับคำว่า “อาจจะ” หรือ “บางที”  เช่นเดียวกัน เราต้องแน่ใจสิ่งที่สอนเพราะเราไม่มีทางทำให้ผู้อื่นแน่ใจในสิ่งที่เราสงสัยได้เลย
2.    สอนอย่าง “ผู้มีอำนาจ”  เพราะกำลังพูดในพระนามของพระมหากษัตริย์ อีกทั้งเนื้อหาก็เป็นพระบัญชาหรือพระราชวินิจฉัยของกษัตริย์  เราจึงต้องไม่พูดอ้อมแอ้ม อ้อมค้อม หรือคลุมเครือ
3.    สอนคำสอนของ “พระเจ้า” เพราะว่าพระราชสาสน์มีที่มาจากพระมหากษัตริย์ฉันใด เนื้อหาคำสอนของศาสนาคริสต์ก็มีที่มาจากพระเยซูคริสตเจ้าฉันนั้น  เราจึงต้องสอนคำสอนของพระเยซูเจ้า ไม่ใช่ความคิดเห็นของตนเอง
‘จงกลับใจเถิด เพราะอาณาจักรสวรรค์อยู่ใกล้แล้ว’  นี่เป็นทั้งข่าวดีและภารกิจที่จำเป็นและเร่งด่วนที่สุด เพราะอาณาจักรของพระเจ้าเริ่มต้นแล้ว ชีวิตนิรันดรเข้ามาสู่โลกแล้ว หากพูดแบบคอหนังก็ต้องบอกว่า “พระเจ้าบุกโลก” แล้ว
ในเมื่อพระเจ้าทรงบุกโลก จึงเป็นเรื่องสำคัญสุดยอดที่เราจะต้องตัดสินใจให้ถูกต้องว่าจะหันกลับมาหาพระเจ้าหรือดึงดันอยู่ฝ่ายเดียวกับโลก !

ชาวประมงหามนุษย์
ทะเลสาบกาลิลีมีขนาดเล็ก ยาวจากเหนือจรดใต้ 21 ก.ม. กว้าง 13 ก.ม. อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 200 เมตร ภูมิอากาศโดยรอบจึงอบอุ่นและอุดมสมบูรณ์  มีอย่างน้อยเก้าเมืองตั้งอยู่ริมทะเลสาบ แต่ทุกวันนี้เหลือตีเบรีอัสเพียงเมืองเดียวที่ยังคงอยู่และเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ในสมัยพระเยซูเจ้า มีเรือประมงจำนวนมาก โยเซฟุสเล่าว่าเฉพาะที่ตารีเคอาเมืองเดียวก็มีมากถึง 240 ลำแล้ว
วิธีจับปลาของชาวกาลิลีมี 3 แบบคือใช้เบ็ด แห หรืออวนลาก ทั้งเปโตร อันดรูว์ ยากอบและยอห์นต่างใช้แหจับปลาขณะที่พระเยซูเจ้าตรัสเรียกพวกเขา
ชาวประมงไม่ถึงกับยากจนก็จริง แต่ด้อยการศึกษา ไม่มีสถานภาพในสังคม ขาดอิทธิพลและความมั่งคั่ง  อนาคตของพวกเขาจึงไม่น่าจะไปได้ไกลนัก
อย่างไรก็ตาม พระเยซูเจ้าทรงเรียกพวกเขา เพราะพวกเขาพร้อมจะลาจากบิดา ทิ้งเรือ ทิ้งแห ทิ้งอาชีพ แล้วถวายตัวติดตามพระองค์
นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า คุณสมบัติที่จำเป็นของชาวประมงซึ่งส่งผลให้เป็น “ชาวประมงหามนุษย์” ที่ดีคือ
1.    อดทน  ชาวประมงต้องรอปลากินเหยื่อด้วยความอดทน หากย้ายที่บ่อยย่อมเป็นชาวประมงที่ดีไม่ได้  เช่นเดียวกัน เราต้องรู้จักรอและอดทนเพราะยากที่ข่าวดีจะบังเกิดผลโดยเร็ว
2.    พากเพียร ไม่ท้อถอยหรือละทิ้งความพยายามแม้ดูเหมือนจะไม่เกิดผลอะไรก็ตาม
3.    กล้าหาญ  ชาวประมงต้องกล้าเสี่ยงแล่นเรือออกไปในทะเลลึกจึงจะได้ปลา เราก็ต้องกล้าประกาศข่าวดีแม้จะรู้ถึงอันตรายอันอาจเกิดจากการพูดความจริงก็ตาม
4.    รู้จังหวะ ว่าเมื่อไรควรกลับเข้าฝั่ง เมื่อไรควรหรือไม่ควรเหวี่ยงแห  ผู้ประกาศข่าวดีย่อมต้องรู้จังหวะจะโคนเช่นกันว่าเมื่อใดควรพูดหรือเมื่อใดควรเงียบ
5.    รู้จักเลือกเหยื่อ ให้เหมาะกับปลาแต่ละชนิด  ผู้ประกาศข่าวดีหรือครูคำสอนก็ต้องรู้จักใช้วิธีการที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่ม
6.    ซ่อนตัว แม้แต่เงาก็ต้องไม่ให้ปลาเห็น มิฉะนั้นปลาจะหนีไปหมด  ผู้ประกาศข่าวดีจึงต้องซ่อนตัวและนำเสนอพระเยซูเจ้า ไม่ใช่เสนอหน้าตัวเองให้แก่มวลมนุษย์

วิธีการของพระเยซูเจ้า

“พระองค์เสด็จไปทั่วแคว้นกาลิลี ทรงสั่งสอนในศาลาธรรม ทรงประกาศข่าวดีเรื่องพระอาณาจักร ทรงรักษาโรคและความเจ็บไข้ทุกชนิดของประชาชน” (มธ 4:23)
พระองค์ทรงเลือกแคว้นกาลิลีเพราะประชาชนพร้อมที่จะรับข่าวดี และในกาลิลีนี้เองพระองค์ทรงเลือก “ศาลาธรรม” เป็นสถานที่ประกาศข่าวดี
วิหารของชาวยิวมีเพียงแห่งเดียวที่กรุงเยรูซาเล็มและใช้เพื่อการถวายบูชาเท่านั้น  ส่วนศาลาธรรมพบได้ทุกแห่งที่มีชาวยิวชุมนุมกันสิบครอบครัวขึ้นไป  เป็นศูนย์กลางชีวิตและเป็นเสมือน “มหาวิทยาลัยศาสนา” ที่แพร่หลายที่สุดของชาวยิว
กิจกรรมในศาลาธรรมมี 3 ส่วนคือ การสวดภาวนา การอ่านพระคัมภีร์ และการปราศรัยต่อที่ประชุม
เนื่องจากไม่มีนักเทศน์อาชีพ หัวหน้าศาลาธรรมจึงมีหน้าที่เชิญสมาชิกหรือแขกผู้มีชื่อเสียง รวมถึงพิจารณาอนุญาตให้ผู้ที่ต้องการแบ่งปันพระวาจา ขึ้นกล่าวคำปราศรัยต่อที่ประชุม  หลังจากนั้นจึงเปิดโอกาสให้ที่ประชุมซักถามปัญหา และสนทนาธรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
ศาลาธรรมจึงเป็นแหล่งรวมของคนที่มีศาสนาอยู่ในหัวใจ และพระเยซูเจ้าทรงเลือกพวกเขาสำหรับรับข่าวดีของพระองค์
นอกจากทรงสั่งสอนและประกาศข่าวดีเรื่องพระอาณาจักรสวรรค์แล้ว พระองค์ยังทรงรักษาโรคและความเจ็บไข้ทุกชนิดของประชาชนอีกด้วย
มัทธิวบทที่ 4 ข้อ 23 ได้จำแนกกิจกรรมสำคัญของพระเยซูเจ้าไว้ 3 ประการด้วยกัน คือ
1.    ทรงประกาศข่าวดี ด้วย “ความแน่ใจ” และ “อย่างผู้มีอำนาจ”  พระองค์ทรงทำให้ความไม่รู้ ความโง่เขลา หรือการคาดเดาของเราหมดสิ้นไป  ต่อจากนี้เรารู้ความจริงด้วยความแน่ใจว่าพระเจ้าทรงเป็นใคร ทรงดีงามและน่ารักสักเพียงใด
2.    ทรงสอน  การประกาศข่าวดีทำให้เรารู้ความจริงด้วยความแน่ใจ ส่วนการสอนช่วยอธิบายความหมายและความสำคัญของความจริงนั้น  หลายครั้งเรารู้ความจริงแต่เข้าใจผิดและลงเอยด้วยข้อสรุปผิด ๆ  แต่พระองค์ทรงสอนให้เรารู้ความหมายแท้จริงของศาสนา
3.    ทรงรักษา  พระองค์ไม่เพียงบอกความจริงแก่มนุษย์ด้วย “คำพูด” เท่านั้น แต่ทรงเปลี่ยนความจริงให้เป็น “การกระทำ” ด้วย

หากเราไม่ประกาศข่าวดีให้แน่ใจ ไม่อธิบายความจริงให้ถ่องแท้ และไม่เปลี่ยนความจริงให้เป็นการกระทำ  เรากำลังเดินคนละทางกับพระเยซูเจ้า... !!

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk