foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Catechetical Center of Bangkok

Kamson on Live

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
2735
10445
22290
56842
330048
18291084
Your IP: 18.206.238.176
2020-07-07 05:50

สถานะการเยี่ยมชม

มี 483 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์


สมโภชพระคริสตเจ้าแสดงองค์

ข่าวดี      มัทธิว 2:1-12

(1)ในรัชสมัยกษัตริย์เฮโรด พระเยซูเจ้าประสูติที่เมืองเบธเลเฮมในแคว้นยูเดีย โหราจารย์บางท่านจากทิศตะวันออกเดินทางมายังกรุงเยรูซาเล็ม  (2)สืบถามว่า “กษัตริย์ชาวยิวที่เพิ่งประสูติอยู่ที่ใด พวกเราได้เห็นดาวประจำพระองค์ขึ้น จึงพร้อมใจกันมาเพื่อนมัสการพระองค์” (3)เมื่อกษัตริย์เฮโรดทรงทราบข่าวนี้ พระองค์ทรงวุ่นวายพระทัย ชาวกรุงเยรูซาเล็มทุกคนต่างก็วุ่นวายใจไปด้วย  (4)พระองค์ทรงเรียกประชุมบรรดาหัวหน้าสมณะและธรรมาจารย์ ตรัสถามเขาว่า “พระคริสต์จะประสูติที่ใด” (5)เขาจึงทูลตอบว่า “ในเมืองเบธเลเฮม แคว้นยูเดีย เพราะประกาศกเขียนไว้ว่า (6)เมืองเบธเลเฮม ดินแดนยูดาห์ เจ้ามิใช่เล็กที่สุดในบรรดาหัวเมืองแห่งยูดาห์ เพราะผู้นำคนหนึ่งจะออกมาจากเจ้า ซึ่งจะเป็นผู้นำอิสราเอล ประชากรของเรา”
(7)ดังนั้น กษัตริย์เฮโรดทรงเรียกบรรดาโหราจารย์มาเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ ทรงซักถามถึงวันเวลาที่ดาวปรากฏ  (8)แล้วทรงใช้บรรดาโหราจารย์ไปที่เมืองเบธเลเฮม ทรงกำชับว่า “จงไปสืบถามเรื่องพระกุมารอย่างละเอียด และเมื่อพบพระกุมารแล้ว จงกลับมาบอกให้เรารู้ เราจะได้ไปนมัสการพระองค์ด้วย”  (9)เมื่อบรรดาโหราจารย์ได้ฟังพระดำรัสแล้วก็ออกเดินทาง ดาวที่เขาเห็นทางทิศตะวันออกปรากฏอีกครั้งหนึ่งนำทางให้ และมาหยุดนิ่งอยู่เหนือสถานที่ประทับของพระกุมาร  (10)เมื่อเห็นดาวอีกครั้งหนึ่งบรรดาโหราจารย์มีความยินดียิ่งนัก  (11)เขาเข้าไปในบ้าน พบพระกุมารกับพระนางมารีย์พระมารดา จึงคุกเข่าลงนมัสการพระองค์ แล้วเปิดหีบสมบัตินำทองคำ กำยาน และมดยอบออกมาถวายพระองค์  (12)แต่พระเจ้าทรงเตือนเขาในความฝันมิให้กลับไปหากษัตริย์เฮโรด เขาจึงกลับไปบ้านเมืองของตนโดยทางอื่น

***************************


สถานที่ประสูติ   
“พระเยซูเจ้าประสูติที่เมืองเบธเลเฮมในแคว้นยูเดีย” (มธ 2:1)
“เบธเลเฮม” แปลว่า “บ้านแห่งขนมปัง”  เดิมชื่อเอฟราธาห์ อยู่ห่างจากกรุงเยรูซาเล็มไปทางทิศใต้ประมาณ 10 กิโลเมตร  เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เป็นที่ฝังศพของนางราเคลภรรยาของยาโคบ (ปฐก 48:7) เป็นที่อาศัยของนางรูธหลังแต่งงานกับโบอาซและได้ให้กำเนิดโอเบด ผู้เป็นบิดาของเจสซี ซึ่งเป็นบิดาของดาวิด (นรธ 1:22)
เหนืออื่นใด เบธเลเฮมเป็นเมืองของกษัตริย์ดาวิด (1 ซมอ 16:1; 17:12; 20:6) ซึ่งพระเจ้าทรงสัญญาจะส่ง “พระผู้ช่วยให้รอด” มาจากเชื้อสายและจากเมืองของพระองค์ ดังที่ประกาศกมีคาห์ทำนายไว้ว่า “เมืองเบธเลเฮม ดินแดนยูดาห์ เจ้ามิใช่เล็กที่สุดในบรรดาหัวเมืองแห่งยูดาห์ เพราะผู้นำคนหนึ่งจะออกมาจากเจ้า ซึ่งจะเป็นผู้นำอิสราเอล ประชากรของเรา” (มคา 5:2)
นักบุญจัสติน ปิตาจารย์ผู้เกิดใกล้เบธเลเฮมราวปี 100 บันทึกไว้ว่าชาวเมืองเบธเลเฮมนิยมเจาะภูเขาเป็นที่พักอาศัย และมักเจาะหินใต้บ้านให้กลวงเป็นถ้ำเพื่อใช้เลี้ยงสัตว์  เป็นไปได้มากว่าพระเยซูเจ้าประสูติในถ้ำหินสำหรับเลี้ยงสัตว์นี้ (Justin Martyr: Dialogue with Trypho, 78, 304)

โหราจารย์
เฮโรโดตัส นักประวัติศาสตร์กล่าวถึง “โหราจารย์” ไว้ว่าเดิมทีเป็นชาวมีเดียนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเปอร์เซีย เคยก่อการกบฏแต่ล้มเหลวจึงเลิกสนใจอำนาจบ้านเมืองแล้วหันมาทำหน้าที่ “สงฆ์” ในเปอร์เซีย ดุจเดียวกับตระกูลเลวีซึ่งทำหน้าที่ “สงฆ์” ในอิสราเอล
พวกเขาพลิกบทบาทจากนักรบมาเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์และผู้รู้  ทำหน้าที่ถวายเครื่องบูชา สอน และให้คำแนะนำแก่กษัตริย์เปอร์เซีย
สมัยก่อน โหราศาสตร์มีบทบาทต่อมนุษย์สูงยิ่ง  พวกเขาเชื่อว่าดาวทุกดวงต่างเคลื่อนไปตามวงโคจรของมันโดยไม่เปลี่ยนแปลง หากมีการเปลี่ยนแปลงหรือเกิดปรากฏการณ์พิเศษขึ้นย่อมหมายความว่า “พระเจ้าทรงฝืนระเบียบธรรมชาติเพื่อจะบอกบางสิ่งแก่มนุษย์เป็นพิเศษ”
เราอาจแปลกใจที่โหราจารย์เดินตามดาวจากแดนไกลเพื่อมานมัสการกษัตริย์ถึงกรุงเยรูซาเล็ม แต่นี่เป็นเรื่องปกติของคนสมัยก่อน จึงไม่ควรด่วนสรุปว่าเหตุการณ์นี้เป็นเพียงตำนานเรื่องหนึ่ง ที่สำคัญ มีหลักฐานระบุว่ากระแสเฝ้าคอยการเสด็จมาของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แพร่หลายทั่วไปในช่วงเวลาเดียวกันกับที่พระเยซูเจ้าประสูติ !
แม้แต่นักประวัติศาสตร์โรมันอย่างเช่นซูเอโตนีอุสยังเขียนไว้ว่า “มีความเชื่อเก่าแก่แพร่สะพัดไปทั่วตะวันออกว่าจะมีคนจากยูดาห์มาปกครองโลก” (Suetonius: Life of Vespasian, 4:5)
ตาชีตุสยืนยันเช่นกันว่า “มีความเชื่อมั่นว่า ช่วงเวลานี้ ตะวันออกจะมีอำนาจยิ่งใหญ่ ผู้ปกครองจากยูดาห์จะครอบครองอาณาจักรทั่วโลก” (Tacitus: Histories, 5:13)
ส่วนชาวยิวนั้นเชื่ออยู่แล้วว่า “ช่วงเวลานี้ จะมีผู้ปกครองโลกออกมาจากประเทศของตน” (Josephus: Wars of the Jews, 6:5, 4)

เฮโรด
เป็นลูกครึ่งระหว่างยิวและอีดูเมียน  เคยร่วมมือกับโรมระหว่างสงครามกลางเมืองในปาเลสไตน์จนได้รับความไว้วางใจแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการเมื่อ 47 ปี ก.ค.ศ. ต่อมาอีก 7 ปีได้รับสถาปนาเป็นกษัตริย์จนสิ้นพระชนม์ในปีที่ 4 ก.ค.ศ. รวมระยะเวลาที่ทรงครองราชย์นาน 36 ปี
เฮโรดได้รับการขนานนามว่า “มหาราช” ซึ่งสมควรอย่างยิ่ง เพราะพระองค์ทรงทำให้บ้านเมืองมีระเบียบและเกิดความสงบสุขอย่างแท้จริง  ทรงเป็นนักก่อสร้างผู้เก่งกาจ พระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็มก็เป็นผลงานของพระองค์  ทรงเป็นกษัตริย์ผู้มีน้ำพระทัยกว้างขวาง ยามประชาชนเดือดร้อนก็ทรงลดภาษีให้ และเมื่อประชาชนอดอยากแร้นแค้นใกล้อดตายเพราะความกันดารแห้งแล้งอย่างหนักเมื่อ 25 ปี ก.ค.ศ. ทรงสั่งให้หลอมจานทองคำเพื่อนำไปซื้อข้าวโพดเลี้ยงพสกนิกรของพระองค์
แต่ข้อเสียของเฮโรดคือทรง “ระแวงสงสัย” ว่าจะถูกแย่งชิงบัลลังก์อย่างไม่มีเหตุผล  ยิ่งเมื่อพระชนมายุมากขึ้นความระแวงสงสัยก็ยิ่งทวีมากขึ้นจนกลายเป็น “คนแก่น่ากลัว” ไปในที่สุด  ทรงกำจัดทุกคนที่สงสัยว่าจะเป็นคู่แข่งชิงอำนาจจากพระองค์ ไม่เว้นแม้แต่มารีอัมเนภรรยาและอเล็กซานดรามารดาของพระนาง อันตีปาแตร์โอรสหัวปี รวมถึงโอรสอีก 2 องค์คืออเล็กซานเดอร์และอริสโตบูลุสก็ไม่รอดพ้นจากการประหาร จนจักรพรรดิออกัสตัสแห่งกรุงโรมเอ่ยว่า “เป็นหมู (hus – ฮูส) ของเฮโรดยังปลอดภัยกว่าเป็นบุตร (huios – ฮุยออส) ของเฮโรด”
เมื่อพระชนมายุ 70 พรรษา ทรงเกรงว่าจะไม่มีผู้ใดร้องไห้เป็นทุกข์เมื่อสิ้นพระชนม์ จึงทรงสั่งให้จับกุมและกักขังผู้มีชื่อเสียงของเยรูซาเล็มไว้จำนวนหนึ่งด้วยข้อหาที่กุขึ้นมาเอง พร้อมทั้งกำชับให้ประหารทุกคนทันทีที่สิ้นพระชนม์เพื่อให้ประชาชนเป็นทุกข์และร้องไห้ !
เราคงคาดเดาความรู้สึกของเฮโรดได้ไม่ยากเมื่อโหราจารย์ถามว่า “กษัตริย์ชาวยิวที่เพิ่งประสูติอยู่ที่ใด” ?! (มธ 2:2)

บรรดาหัวหน้าสมณะและธรรมาจารย์
ที่ประชุมบรรดาหัวหน้าสมณะประกอบด้วยมหาสมณะที่เกษียณแล้วทุกคน และผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจากสมาชิกของตระกูลชั้นสูงเพียงไม่กี่ตระกูลให้เป็นหัวหน้าสมณะแบบผูกขาด
ส่วนธรรมาจารย์คือผู้เชี่ยวชาญด้านพระคัมภีร์และกฎหมาย

----------------------------

ทันทีที่พระเยซูเจ้าประสูติ ปฏิกิริยาของมนุษย์แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มอย่างเห็นได้ชัด   
1.    เกลียดและเป็นศัตรู 
เฮโรดกลัวว่าพระกุมารจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิต ตำแหน่ง อำนาจ และอิทธิพลของพระองค์ จึงพยายามหาช่องทางกำจัดพระกุมารให้พ้นไปจากชีวิตของพระองค์
เช่นเดียวกับเฮโรด ยังมีคริสตชนอีกมากที่พร้อมกำจัดพระเยซูเจ้าออกไปจากชีวิต เพราะเห็นว่าพระองค์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตของตนจนไม่อาจทำอะไรตามใจชอบได้อีกต่อไป
แต่อย่าลืมว่าคนที่ทำอะไรตามใจชอบนั้นหาได้มีคุณค่าหรือประโยชน์อันใดไม่  เขาเป็นเพียง “ทาส” อารมณ์ของตนเองเท่านั้น !
ส่วนคริสตชนแท้ต้องเป็นคนที่ดำเนินชีวิตเหมือนพระคริสตเจ้า และพร้อมอุทิศตนเพื่อพระอาณาจักรของพระองค์
ดังนั้น สิ่งที่เราพึงวอนขอก่อนอื่นใดหมดคือ “พระประสงค์จงสำเร็จในแผ่นดิน เหมือนในสวรรค์” (มธ 6:10)
2.    เฉย ๆ
บรรดาหัวหน้าสมณะและธรรมาจารย์มัวสลวนอยู่กับการประกอบพิธีกรรมในพระวิหาร และถกเถียงกันเรื่องกฎหมายจนไม่เห็นพระเยซูเจ้าอยู่ในสายตา
ทั้ง ๆ ที่รู้ดีว่าพระองค์ประสูติในเมืองเบธเลเฮมแคว้นยูเดีย แต่พวกเขากลับ “เฉย”
พระองค์จะประสูติที่ไหนหรือเมื่อใด ไม่มีความหมายอะไรทั้งนั้น !
ทุกวันนี้ คริสตชนจำนวนไม่น้อยยังประพฤติตนเช่นเดียวกับหัวหน้าสมณะและธรรมาจารย์ นั่นคือสลวนอยู่กับธุรกิจของตนจนพระเยซูเจ้าไม่มีความหมายอะไรเลย
พวกเขาลืมไปว่า “สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคือองค์พระเยซูเจ้า”  ไม่ใช่กิจการ หรือพิธีการ หรือโครงการอื่นใดทั้งสิ้น !
ขอให้คำถามของประกาศกเยเรมีย์ดังก้องอยู่ในจิตใจของเราเสมอ “ดูก่อน ท่านทั้งหลายที่เดินผ่านไป ท่านไม่เกิดความรู้สึกอะไรบ้างหรือ” (พคค 1:12)
3.    ชื่นชมยินดีและนมัสการ
“เมื่อเห็นดาวอีกครั้งหนึ่งบรรดาโหราจารย์มีความยินดียิ่งนัก  พวกเขาเข้าไปในบ้าน พบพระกุมารกับพระนางมารีย์พระมารดา จึงคุกเข่าลงนมัสการพระองค์ แล้วเปิดหีบสมบัตินำทองคำ กำยาน และมดยอบออกมาถวายพระองค์” (มธ 2:10-11)
พวกเขา นำสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตมาถวายแทบพระบาทของพระเยซูเจ้าเพื่อนมัสการพระองค์
แน่นอนว่า หากเราตระหนักถึงความรักของพระเจ้าที่ทรงแสดงออกในองค์พระเยซูเจ้าแล้ว สิ่งเดียวที่ทุกคนสามารถทำได้คือ “รักและนมัสการพระองค์ด้วยสิ้นสุดจิตใจ” เท่านั้น !

เนื่องจากมีของขวัญ 3 อย่าง ตำนานจึงถือว่ามีโหราจารย์ 3 องค์ได้แก่ เมลกีออร์ผู้ถวายทองคำ  คาสเปอร์ผู้ถวายกำยาน  และบัลธาซาร์ผู้ถวายมดยอบ
ของขวัญทั้ง 3 สิ่งยังบ่งบอกถึงชีวิตและภารกิจของพระกุมารในอนาคตอีกด้วย
1.    ทองคำ
ทองคำเป็นราชาแห่งโลหะ (King of metals) จึงเหมาะสำหรับกษัตริย์
ดังนั้น พระเยซูเจ้าจึงบังเกิดมา “เพื่อเป็นกษัตริย์” เพียงแต่ทรงปกครองด้วยความรักไม่ใช่ด้วยกำลัง และทรงครองจิตใจมนุษย์ไม่ใช่จากพระราชวังแต่จากไม้กางเขน !!        
2.    กำยาน
กำยานเป็นสิ่งที่พระสงฆ์ใช้ในพิธีกรรม คำ priest (พระสงฆ์) มาจากภาษาลาติน pontifex (ปอนตีเฟ็กซ์) หมายถึง “ผู้สร้างสะพาน”
นั่นคือ พระเยซูเจ้าทรงบังเกิดมา “เพื่อเป็นพระสงฆ์”  หน้าที่ของพระองค์คือเปิดหนทางสู่พระเจ้า และสร้างสะพานเชื่อมระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์
หากปราศจากพระองค์ หนทางสู่พระเจ้าย่อมมืดมนและถูกตัดขาด !
3.    มดยอบ
มดยอบใช้สำหรับชโลมศพ !
วันนี้พระกุมารประสูติมาเพื่อเรา วันหน้าพระองค์ยังจะสิ้นพระชนม์เพื่อเราอีก
พระองค์ทรงบังเกิดมาเพื่อมอบทั้งชีวิตและความตายของพระองค์แก่เรา  พระองค์ทรงเป็น “พระผู้ไถ่” สำหรับชาวเราโดยแท้

จากของขวัญที่โหราจารย์นำมาถวาย เรารู้และมั่นใจได้ว่า พระเยซูเจ้าประสูติมาเพื่อเป็นกษัตริย์ เป็นมหาสมณะสูงสุด และเป็นพระผู้ไถ่ของชาวเราทุกคน
เราจะเป็นเฮโรด มหาสมณะ หรือโหราจารย์ ก็เลือกเอา !

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk