foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

วันอาทิตย์ที่ 28 เทศกาลธรรมดา

ข่าวดี    มาระโก 10:17-30
เศรษฐีหนุ่ม
    (17)ขณะที่พระองค์กำลังทรงพระดำเนินอยู่ระหว่างทาง ชายคนหนึ่งรีบเข้ามาคุกเข่าลง ทูลถามว่า “พระอาจารย์ผู้ทรงความดี ข้าพเจ้าต้องทำอะไรเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร”  (18)พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “ทำไมเรียกเราว่าผู้ทรงความดี ไม่มีใครทรงความดีนอกจากพระเจ้าเท่านั้น  (19)ท่านรู้จักบทบัญญัติแล้ว คือ อย่าฆ่าคน อย่าล่วงประเวณี อย่าลักขโมย อย่าเป็นพยานเท็จ  อย่าฉ้อโกง จงนับถือบิดามารดา”  (20)ชายผู้นั้นทูลว่า “พระอาจารย์ ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติเหล่านี้ทุกข้อมาตั้งแต่เป็นเด็กแล้ว”  (21)พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรเขาด้วยพระทัยเอ็นดู ตรัสกับเขาว่า “ท่านยังขาดสิ่งหนึ่ง จงไปขายทุกสิ่งที่มี มอบเงินให้คนยากจน และท่านจะมีขุมทรัพย์ในสวรรค์ แล้วจงติดตามเรามาเถิด”  (22)เมื่อได้ฟังพระวาจานี้ ชายผู้นั้นหน้าสลดลงเพราะเขามีทรัพย์สมบัติมากมาย จึงจากไปด้วยความทุกข์
    (23)พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรโดยรอบ แล้วตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า “ยากจริงหนอที่คนมั่งมีจะเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า”  (24)บรรดาศิษย์แปลกใจกับพระวาจานี้  พระเยซูเจ้าจึงตรัสอีกว่า “ลูกเอ๋ย ยากจริงหนอที่จะเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า  (25)อูฐจะลอดรูเข็มยังง่ายกว่าคนมั่งมีเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า”  (26)บรรดาศิษย์ยิ่งประหลาดใจมากขึ้น พูดกันว่า “ดังนี้ ใครเล่าจะรอดพ้นได้”  (27)พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรบรรดาศิษย์แล้วตรัสว่า “สำหรับมนุษย์เป็นไปไม่ได้ แต่สำหรับพระเจ้าเป็นเช่นนั้นได้ เพราะพระองค์ทรงทำได้ทุกสิ่ง”
    (28)เปโตรทูลพระเยซูเจ้าว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายได้สละทุกสิ่งและติดตามพระองค์แล้ว”  (29)พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า ไม่มีใครที่ละทิ้งบ้านเรือน พี่น้องชายหญิง บิดามารดา บุตรหรือไร่นาเพราะเห็นแก่เรา และเพราะเห็นแก่ข่าวดี  (30)จะไม่ได้รับการตอบแทนร้อยเท่าในโลกนี้ เขาจะได้บ้านเรือน พี่น้องชายหญิง มารดา  บุตร ไร่นา พร้อมกับการเบียดเบียนและในโลกหน้าจะได้ชีวิตนิรันดร



    ขณะที่พระเยซูเจ้ากำลังเดินอยู่ระหว่างทาง มีชายคนหนึ่งรีบเข้ามาคุกเข่าลง ทูลถามว่า “พระอาจารย์ผู้ทรงความดี ข้าพเจ้าต้องทำอะไรเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร” (ข้อ 17)
    อันที่จริงต้นฉบับภาษากรีกเล่าว่า ชายคนนั้น “วิ่ง” เข้ามาหาพระองค์แล้ว “คุกเข่าลง” ก่อนจะทูลถามเรื่องชีวิตนิรันดร
    การที่เศรษฐีคนหนึ่งลงทุนวิ่งรี่เข้ามาคุกเข่าต่อหน้าประกาศกจน ๆ จากนาซาเร็ธผู้ไม่มีเงินติดตัวแม้แต่บาทเดียว  บ่งบอกถึงความรู้สึกภายในจิตใจที่ร้อนรนและกระตือรือร้นต้องการชีวิตนิรันดรมากจริง ๆ
แต่ชีวิตนิรันดรไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ความรู้สึก....
เพราะฉะนั้นแทนที่จะตอบคำถามในทันที พระองค์กลับถ่วงเวลาด้วยการตรัสถามว่า “ทำไมเรียกเราว่าผู้ทรงความดี ?”
วัตถุประสงค์ของพระองค์คือต้องการให้เขา “หยุดและคิดคำนวณ” ให้ดีก่อนตัดสินใจติดตามพระองค์ ไม่ใช่คิดการใหญ่ในขณะที่หัวใจเอ่อล้นไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้
อีกประการหนึ่ง พระองค์ต้องการสอนเราว่า เราจะเป็นคริสตชนเพียงเพราะ “ความพึงพอใจ” ในตัวพระองค์เองไม่ได้ แต่เราจำต้องคิดให้ไกลและไปให้ถึง “พระเจ้าผู้ทรงความดี” ด้วย
จริงอยู่ บุคลิกภาพ นิสัยใจคอ และความสามารถของพระองค์ล้วนมีอิทธิพลในการดึงดูดผู้คนดังเช่นเศรษฐีหนุ่มคนนี้ให้เข้ามาหาและ “ยึดติด” อยู่กับพระองค์ได้
แต่พระองค์ไม่ทรงยินยอมให้ผู้ใดมายึดติดอยู่กับพระองค์ แล้วไปไม่ถึงพระเจ้า  ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงตรัสว่า “ทำไมเรียกเราว่าผู้ทรงความดี ไม่มีใครทรงความดีนอกจากพระเจ้าเท่านั้น”
นี่คือแบบอย่างที่ “ผู้ประกาศข่าวดี” และ “ผู้อภิบาล” ทุกคนพึงเอาแบบอย่าง !

หลังจากทำให้เศรษฐีหนุ่มได้หยุดคิดแล้ว พระองค์ทรงตรัสถามเขาว่าได้ถือบัญญัติดังนี้คือ “อย่าฆ่าคน อย่าล่วงประเวณี อย่าลักขโมย อย่าเป็นพยานเท็จ  อย่าฉ้อโกง จงนับถือบิดามารดา” แล้วหรือ  เขาทูลตอบว่า “พระอาจารย์ ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติเหล่านี้ทุกข้อมาตั้งแต่เป็นเด็กแล้ว” (ข้อ 19-20)
    น่าสังเกตว่าสิ่งที่เศรษฐีหนุ่มได้ถือปฏิบัติมาตั้งแต่เด็กคือ “อย่า” ทั้งนั้น เช่น อย่าฆ่าคน อย่าล่วงประเวณี อย่าลักขโมย อย่าเป็นพยานเท็จ อย่าฉ้อโกง
มียกเว้นข้อสุดท้ายเพียงข้อเดียวที่สั่งให้ “ทำ” คือจงนับถือบิดามารดา ซึ่งก็เป็นการทำดีเฉพาะภายในวงศาคณาญาติเท่านั้น
พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “ท่านยังขาดสิ่งหนึ่ง” ....
ความหมายของพระองค์คือ “ใช่ ท่านไม่เคยทำร้ายผู้ใดตั้งแต่เกิดก็จริง  แต่ท่านเคยทำสิ่งใดดีบ้าง”  และนี่คือข้อสรุปสำหรับเราคริสตชนทุกคน
“ไม่ทำผิดอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำดีด้วย” !
และความดีสุดยอดที่พระองค์ทรงท้าทายให้เรากระทำคือ “จงติดตามเรามาเถิด”
    พระดำรัสนี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเข้าบ้านเณร เข้าอาราม ไปบวชเป็นพระสงฆ์หรือซิสเตอร์กันหมด
    สิ่งที่พระองค์ต้องการคือให้เรารู้จักสละตนเองและทรัพย์สมบัติที่มีเพื่อผู้อื่นบ้าง เพื่อเราจะได้มีความสุขที่แท้จริงทั้งในโลกนี้และชั่วนิรันดร    
    เพราะการรักและช่วยเหลือผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่ขัดสนและต่ำต้อยนั้น คือหนทางที่พระองค์ได้เดินนำหน้าไปแล้ว และกำลังเชิญชวนกึ่งท้าทายให้เราทุกคนเดินตามพระองค์
    ที่บอกว่าท้าทายเพราะพระองค์กำลังถามเศรษฐีหนุ่มและเราทุกคนว่า “พวกท่านต้องการชีวิตนิรันดรมากแค่ไหน ?  พวกท่านต้องการเป็นคริสตชนที่แท้จริงมากเพียงใด ?  พวกท่านต้องการสิ่งเหล่านี้มากพอที่จะสละตนเองและทรัพย์สมบัติที่มีอยู่เพื่อผู้อื่นบ้างหรือไม่ ?”
    น่าเศร้าที่เศรษฐีหนุ่มคนนั้นอยากได้ชีวิตนิรันดรมาก แต่ยังไม่มากพอที่จะสละทุกสิ่ง !
    ส่วนเราจะดำเนินตามรอยของเศรษฐีหนุ่ม หรือตามหนทางของพระเยซูเจ้า ก็เป็นเรื่องที่เราแต่ละคนต้องเลือกเอาเอง !?!

    เมื่อเศรษฐีหนุ่มจากไปด้วยความทุกข์เพราะมีทรัพย์สมบัติมากจนยากแก่การเสียสละ  พระองค์จึงตรัสว่า “ยากจริงหนอที่คนมั่งมีจะเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า” (ข้อ 23)
     บรรดาศิษย์แปลกใจกับพระวาจานี้เพราะมันขัดกับมาตรฐานของชาวยิวที่ถือว่า ความร่ำรวยเป็นเครื่องหมายของคนดี  ความมั่งมีคือข้อพิสูจน์ถึงคุณธรรมและความโปรดปรานของพระเจ้า  คนรวยคือผู้ที่พระเจ้าทรงพอพระทัยและอวยพร  ดังที่เพลงสดุดีกล่าวไว้ว่า “ข้าพเจ้าเคยเป็นหนุ่ม บัดนี้ชราแล้ว ยังไม่เคยเห็นคนชอบธรรมคนใดถูกทอดทิ้ง หรือลูกหลานของเขาต้องขอข้าวใครกิน” (สดด 37:25)
     แต่พระองค์กลับเห็นตรงกันข้าม และทรงย้ำถึงสองครั้งสองคราว่า “ยากจริงหนอ... ยากจริงหนอ...ที่คนมั่งมีจะเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า” (ข้อ 23 และ 24)
พระองค์ทรงตรัสเช่นนี้เพราะทรงเล็งเห็นอันตรายอันใหญ่หลวงของความมั่งมีทางวัตถุ กล่าวคือ
    1.    ทรัพย์สมบัติมักทำให้เราหลงผิดคิดไปว่า นี่คือสิ่งที่นำมาซึ่งความสุขและความมั่นคงในชีวิต จนทำให้เรายึดติดอยู่กับโลกใบนี้และยากที่จะคิดถึงสิ่งอื่นที่อยู่เหนือกว่าโลกใบนี้
    2.    หากจิตใจของเราหมกมุ่นอยู่กับทรัพย์สมบัติ เราจะตีราคาทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองไปหมด  เช่น จ่ายเงินเท่านี้จะได้อะไรกลับคืนมาบ้าง  หรือเพื่อจะได้สิ่งนั้นมาต้องจ่ายเท่าใด  คุ้มค่าไหม ?
     แต่จริง ๆ แล้วในโลกของเรายังมีอีกมากมายหลายสิ่งที่มี “คุณค่า” อันไม่อาจตีราคาเป็นเงินเป็นทองได้  ต่อให้มีเงินทองกองท่วมหัวก็ไม่สามารถซื้อสิ่งเหล่านี้ได้
    จึงเป็นการยากที่จะเรียกหา “คุณค่า” จำพวกความเอื้ออาทร ความมีน้ำใจ ความชอบธรรม ความเสียสละ ความรู้จักประมาณตน ฯลฯ จากบรรดาผู้มั่งมี
    3.    มีคนจำนวนมากที่ดิ้นรนทำงานหนัก แต่มีน้อยคนที่ประสบความสำเร็จและมั่งมี  ด้วยเหตุนี้ คนมั่งมีจึงมักภาคภูมิใจ เย่อหยิ่งโอหัง ไม่ง้อคน รวมทั้งไม่ง้อพระเจ้าด้วย
    เหล่านี้คืออันตรายอันเกิดจาก “ความมั่งมี” จนพระเยซูเจ้าถึงกับตรัสว่า “อูฐจะลอดรูเข็มยังง่ายกว่าคนมั่งมีเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า” (ข้อ 25)
    พระวาจานี้ทำให้บรรดาศิษย์ต้องประหลาดใจซ้ำสอง เพราะว่าคนมั่งมีนอกจากไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีอย่างที่เคยเข้าใจแล้ว ยังเข้าสวรรค์ยากกว่าอูฐลอดรูเข็มเสียอีก
    แบบนี้ “ใครเล่าจะรอดพ้นได้” (ข้อ 26) ประตูสวรรค์มิต้องปิดตายดอกหรือ ?
    คำตอบของพระองค์คือ “สำหรับมนุษย์เป็นไปไม่ได้ แต่สำหรับพระเจ้าเป็นเช่นนั้นได้” (ข้อ 27)
ความหมายคือถ้ามนุษย์วางใจตนเอง ใช้ความเพียรพยายามและทรัพย์สมบัติของตนเองเพื่อจะพิชิตพระราชัยสวรรค์  ประตูสวรรค์ย่อมปิดตายแน่ !
แต่เนื่องจาก “ความรอดเป็นของประทานจากพระเจ้า”  ผู้ที่วางใจในความรักและฤทธิ์อำนาจของพระองค์เท่านั้นที่จะรอด  และรอดได้จริง ๆ เพราะพระองค์ทรงทำได้ทุกสิ่ง
นี่คือพื้นฐานความเชื่อของเราคริสตชนทุกคน !

    เมื่อเปโตรเห็นเศรษฐีหนุ่มปฏิเสธที่จะติดตามพระเยซูเจ้า  ท่านเริ่มคิดเปรียบเทียบกับตนเองและเพื่อน ๆ ที่ติดตามพระองค์มาระยะหนึ่งแล้วจะได้อะไรตอบแทน
      คำตอบของพระองค์แบ่งเป็น 2 ประเด็นคือ
    1.    “ได้รับการตอบแทนร้อยเท่าในโลกนี้ และในโลกหน้าจะได้ชีวิตนิรันดร” (ข้อ 30)
        นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพระศาสนจักรยุคเริ่มแรก  ทุกคนที่ละทิ้งบ้านเรือน พี่น้องชายหญิง บิดามารดา บุตรหรือไร่นา เพื่อมาเป็นคริสตชน พวกเขาล้วนได้พบกับครอบครัวใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่า และผูกพันกันแน่นแฟ้นกว่าเดิมในความเชื่อและความรักต่อพระเยซูเจ้า
        ตัวอย่างที่เห็นได้เด่นชัดคือนักบุญเปาโล  หลังจากกลับใจ บรรดาญาติมิตรพากันทอดทิ้ง  ประตูบ้านถูกปิดใส่หน้า  แต่ไม่ว่าท่านจะเดินทางไปหมู่บ้านหรือเมืองใดทั่วทั้งยุโรป และเอเชียไมเนอร์ ทุกแห่งมีบ้านพร้อมให้ท่านเข้าพักอาศัย และมีครอบครัวคริสตชนที่พร้อมต้อนรับท่านด้วยความยินดียิ่ง  ในจดหมายถึงชาวโรม ท่านได้ฝากความคิดถึงรูฟัสและมารดาของเขา ซึ่งเป็นเสมือนมารดาของท่านด้วย (รม 16:13)  และในจดหมายถึงฟีเลโมนข้อ 10 ท่านได้พูดถึงโอเนสิมัส บุตรชายที่ท่านได้ให้กำเนิด (ทำให้กลับใจ) ขณะถูกจองจำในคุก
    2.    “ได้รับการเบียดเบียน” (ข้อ 30)
        คำตอบนี้แสดงถึงความซื่อสัตย์และจริงใจของพระเยซูเจ้า ที่ไม่ต้องการติดสินบนเราให้ติดตามพระองค์  แต่ทรงท้าทายให้เราเป็นศิษย์ติดตามพระองค์แม้จะต้องเผชิญกับการเบียดเบียนก็ตาม
        หลายครั้งการเบียดเบียนจบลงด้วยการพลีชีพ ซึ่งทำให้การตอบแทนร้อยเท่าในโลกนี้เป็นไปไม่ได้
        แต่แม้การตอบแทนร้อยเท่าในโลกนี้จะเป็นไปไม่ได้  ทว่าการตอบแทนในโลกหน้ายังเป็นไปได้เสมอ
     พระองค์ไม่เคยสัญญาว่าบัญชีชีวิตของเราจะต้องเคลียร์และปิดให้เสร็จเรียบร้อยภายในโลกนี้....
    เพราะพระอาณาจักรของพระองค์ดำรงอยู่ทั้งในโลกนี้ และในโลกหน้า !!