foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2019

IMG resize 2019

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

เอกสารฉลอง 350 ปี

350

พระวาจาประจำวัน

word of God 2

เว็บไซต์คาทอลิก

  • bkk

  • haab

  • becthailand

  • santikham

  • pope report-francis

  • bannerpope

  • cc_link2011

  • 0002

  • thaicatholicbible

  • mass

  • bnbec

  • facebook

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
1723
23603
79767
252011
436281
14562800
Your IP: 3.95.131.97
2019-11-15 02:51

สถานะการเยี่ยมชม

มี 382 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

อาทิตย์ที่ 4 เทศกาลธรรมดา

ข่าวดี    ลูกา 4:21-30
(21)พระองค์จึงทรงเริ่มตรัสว่า “ในวันนี้ ข้อความจากพระคัมภีร์ที่ท่านได้ยินกับหูอยู่นี้เป็นความจริงแล้ว” (22)ทุกคนสรรเสริญพระองค์และต่างประหลาดใจในถ้อยคำน่าฟังที่พระองค์ตรัส  เขากล่าวกันว่า “นี่เป็นลูกของโยเซฟมิใช่หรือ” (23)พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “ท่านคงจะกล่าวคำพังเพยนี้แก่เราเป็นแน่ว่า “หมอเอ๋ย จงรักษาตนเองเถิด สิ่งที่พวกเราได้ยินว่าเกิดขึ้นที่เมืองคาเปอรนาอุมนั้นท่านจงทำที่นี่ในบ้านเมืองของท่านด้วยเถิด”  (24)แล้วพระองค์ยังทรงเสริมอีกว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ไม่มีประกาศกคนใดได้รับการต้อนรับอย่างดีในบ้านเมืองของตน” (25)เราบอกความจริงอีกว่าในสมัยประกาศกเอลียาห์ เมื่อฝนไม่ตกเป็นเวลาสามปีหกเดือน และเกิดความอดอยากครั้งใหญ่ทั่วแผ่นดิน มีหญิงม่ายหลายคนในอิสราเอล  (26)แต่พระเจ้ามิได้ทรงส่งประกาศกเอลียาห์ไปหาหญิงม่ายเหล่านี้ นอกจากหญิงม่ายที่เมืองศาเรฟัทในเขตเมืองไซดอน  (27)ในสมัยประกาศกเอลีชา มีคนโรคเรื้อนหลายคนในอิสราเอล แต่ไม่มีใครได้รับการรักษาให้หายจากโรค นอกจากนาอามานชาวซีเรียเท่านั้น” (28)เมื่อคนที่อยู่ในศาลาธรรมได้ยินเช่นนี้ ทุกคนโกรธเคืองยิ่งนัก  (29)จึงลุกขึ้นขับไล่พระองค์ออกไปจากเมือง นำไปที่หน้าผาของเนินเขาที่เมืองตั้งอยู่ ตั้งใจจะผลักพระองค์ลงไป  (30)แต่พระองค์ทรงดำเนินฝ่ากลุ่มคนเหล่านั้น แล้วเสด็จจากไป


 
หลังจากทรงอ่านข้อความจากหนังสือประกาศกอิสยาห์ที่ว่า “พระจิตของพระเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะพระองค์ทรงเจิมข้าพเจ้าไว้ให้ประกาศข่าวดีแก่คนยากจน ทรงส่งข้าพเจ้าไปประกาศการปลดปล่อยแก่ผู้ถูกจองจำ คืนสายตาให้แก่คนตาบอด ปลดปล่อยผู้ถูกกดขี่ให้เป็นอิสระ ประกาศปีแห่งความโปรดปรานจากพระเจ้า” (ลก 4:18-19) จบแล้ว
พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ในวันนี้ ข้อความจากพระคัมภีร์ที่ท่านได้ยินกับหูอยู่นี้เป็นความจริงแล้ว” (ข้อ 21)
หมายความว่า “ผู้ที่ประกาศข่าวดี ผู้ที่ประกาศการปลดปล่อย และผู้ที่ประกาศปีแห่งความโปรดปรานจากพระเจ้า” ที่ประกาศกอิสยาห์และชาวยิวเฝ้าคอยมานานกว่า 700 ปี...
บัดนี้ “ผู้นั้น” ได้เสด็จมาแล้ว....พระเมสสิยาห์ผู้ทรงเป็น “พระผู้ช่วยให้รอด” ได้เสด็จมาแล้ว  และพระองค์ทรงเริ่มประกาศข่าวดีและการปลดปล่อยให้ชาวเมืองนาซาเร็ธได้ยินกับหูแล้ว !!!
ชาวเมืองนาซาเร็ธเองก็รับรู้และประหลาดใจใน “ถ้อยคำน่าฟัง” ที่พระองค์ตรัส และพากันสรรเสริญพระองค์ (ข้อ 22)
แต่...บางคนตั้งคำถามว่า “นี่เป็นลูกของโยเซฟมิใช่หรือ” (ข้อ 22)
    คำถามนี้อาจตีความได้ 2 นัย
    นัยแรก พวกเขา “ทึ่ง” ใน “ถ้อยคำน่าฟัง” ของพระองค์ทั้ง ๆ ที่รู้ดีว่าพระองค์ไม่ได้มีการศึกษาสูงส่งแต่ประการใดเพราะเป็นเพียง “ลูกของโยเซฟ” ช่างไม้แสนจนคนหนึ่งเท่านั้น
กระนั้นก็ตาม พวกเขายัง “สรรเสริญ” พระองค์
จึงแปลเป็นอื่นไปไม่ได้เลยนอกจากพวกเขา “ยอมรับ” ว่าพระองค์ทรงรับ “ถ้อยคำน่าฟัง” เหล่านั้นไม่ใช่จากการศึกษาเล่าเรียน แต่จาก “พระเจ้า” โดยตรง !
เป็น “พระเจ้า” เองที่ทรงสอน “ถ้อยคำน่าฟัง” ให้แก่พระเยซูเจ้า !!!
    ส่วนนัยที่สองนั้นตรงกันข้ามกับนัยแรกเลย  นั่นคือแม้ถ้อยคำของพระองค์จะน่าฟัง แต่พวกเขา “ไม่ยอมรับ” และ “ไม่เชื่อ”
สาเหตุคือพวกเขารู้ต้นกำเนิดของพระองค์ดี  พวกเขาไม่เพียงรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นลูกของโยเซฟ แต่รู้แม้กระทั่งว่า “แม่ของเขาชื่อมารีย์ พี่ชายน้องชายของเขามิใช่ยากอบ โยเซฟ ซีโมน และยูดาหรือ พี่สาวน้องสาวทุกคนของเขาก็อยู่กับเรามิใช่หรือ” (มธ 13:55-56)
พวกเขา “ไม่เชื่อ” เพราะยอมรับไม่ได้ว่า “ถ้อยคำน่าฟัง” เช่นนี้จะออกมาจากตระกูลจน ๆ อย่างนี้ !!!
    พวกเขาวัดคุณค่าของคนด้วย “เงิน”……
    หากไม่มีเงินก็ไม่ได้รับ “การยอมรับ”…..
เมื่อทรงทราบว่าพวกเขา “ไม่ยอมรับ” พระองค์  พระองค์จึงดักคอพวกเขาว่า “ท่านคงจะกล่าวคำพังเพยนี้แก่เราเป็นแน่ว่า ‘หมอเอ๋ย จงรักษาตนเองเถิด’” (ข้อ 23)
    ความหมายของคำพังเพยนี้คือ ขอให้พระองค์ทำอัศจรรย์รักษาชาวเมืองนาซาเร็ธซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกัน เหมือนที่ทรงกระทำในเมืองอื่น ๆ เช่นคาเปอรนาอุมด้วยเถิด
    พร้อมกับการดักคอ พระองค์ตรัสตอบคำขอล่วงหน้าเลยว่า
    “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ไม่มีประกาศกคนใดได้รับการต้อนรับอย่างดีในบ้านเมืองของตน” (ข้อ 24) ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุ 2 ประกาศด้วยกันคือ
    ประการแรก พวกเขารู้จัก “กำพืด” ของประกาศกดี  พวกเขารู้ว่าท่านเกิดจากตระกูลใด ประกอบอาชีพอะไร มีฐานะอย่างไร มีการศึกษามากน้อยเพียงใด
    เมื่อรู้จักดี ผลที่ตามมาคือ “ไม่ยอมรับ” !
    ฟังดูแปลก แต่เป็นเรื่องจริง !   
เข้าตำราเดียวกันกับพวกเราหลายคนที่รู้จักนิสัยใจคอและความสามารถของคนไทยด้วยกันเองดี  ผลที่ตามมาคือ “ไม่ยอมรับ” สินค้าไทยแต่หันไปใช้ “ของนอก” แทน
และคงเหมือนพวกเราอีกหลายคนที่เห็นหญ้าบ้านอื่นเขียวกว่าบ้านตนอยู่ร่ำไป...ช่างไม่ให้เกียรติ “หญ้า” บ้านตนเองเอาเสียเลย !
    ประการที่สองเกิดจากความ “อิจฉา”  พวกเขาทนเห็นคนบ้านเดียวกันดีกว่า เด่นกว่า และดังกว่า ไม่ได้
    เมื่อพวกเขามีอคติและไม่ยอมรับคนบ้านเดียวกันเช่นนี้  พระองค์จึงปฏิเสธที่จะทำอัศจรรย์รักษาพวกเขา
    ลำพังไม่ทำอัศจรรย์ช่วยเหลือคนบ้านเดียวกัน ก็ทำให้ชาวเมืองนาซาเร็ธไม่พอใจมากแล้ว  แต่พระเยซูเจ้ายังเสริมอีกว่า
    “เราบอกความจริงอีกว่าในสมัยประกาศกเอลียาห์ เมื่อฝนไม่ตกเป็นเวลาสามปีหกเดือน และเกิดความอดอยากครั้งใหญ่ทั่วแผ่นดิน มีหญิงม่ายหลายคนในอิสราเอล  แต่พระเจ้ามิได้ทรงส่งประกาศกเอลียาห์ไปหาหญิงม่ายเหล่านี้ นอกจากหญิงม่ายที่เมืองศาเรฟัทในเขตเมืองไซดอน” (ข้อ 25-26; ดู 1 พกษ 17:9-24)
    เมืองศาเรฟัทตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เกือบกึ่งกลางระหว่างเมืองไทระและไซดอน เป็นดินแดนของชาวฟินิเซียอันเป็นถิ่นกำเนิดของพระบาอัล
    เท่ากับว่าพระองค์ทรงให้ความสำคัญแก่ “คนต่างชาติ” หรือ “คนต่างศาสนา” มาก !!
    เท่านี้ยังไม่พอ พระองค์ตรัสต่อไปอีกว่า
     “ในสมัยประกาศกเอลีชา มีคนโรคเรื้อนหลายคนในอิสราเอล แต่ไม่มีใครได้รับการรักษาให้หายจากโรค นอกจากนาอามานชาวซีเรียเท่านั้น” (ข้อ 27)
    คราวนี้นาอามานไม่ได้เป็นเพียงคนต่างชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นถึงผู้บัญชาการกองทัพซีเรียซึ่งเป็นศัตรูตัวสำคัญของชาวยิวอีกด้วย
    เท่านั้นแหละ “ทุกคนโกรธเคืองยิ่งนัก” (ข้อ 28)
    น่าเสียดาย...
แทนที่ชาวเมืองนาซาเร็ธจะสำนึกผิด  พวกเขากลับโกรธ ลุกฮือ และหมายมั่นจะกำจัดพระองค์ให้ได้  สาเหตุอาจเกิดจาก
    พวกเขารับไม่ได้ที่พระองค์ทรงเปรียบพระองค์เองกับประกาศกผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดดังเช่นเอลียาห์ ทั้ง ๆ ที่พระองค์เป็นเพียงลูกช่างไม้จน ๆ คนหนึ่ง
    สาเหตุอีกประการหนึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขารับไม่ได้ที่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับบรรพบุรุษของตนในยุคสมัยของประกาศกเอลียาห์ ซึ่งตรงกับรัชสมัยของกษัตริย์อาหับ อันเป็นช่วงเวลาที่ตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาวยิว
ทั้งนี้เป็นเพราะกษัตริย์อาหับ “ทรงอภิเษกสมรสกับเยเซเบล ราชธิดาของกษัตริย์เอทบาอัลแห่งไซดอน” (1 พกษ 16:31)
พระมเหสีเยเซเบลได้ชักนำการนับถือพระบาอัลเขามาในแผ่นดินอิสราเอล พร้อมกับสั่งกำจัดบรรดาผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า
แม้แต่กษัตริย์อาหับก็หันไปนมัสการพระบาอัล ซึ่งถือเป็นการ “ทำความชั่วเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์ มากกว่ากษัตริย์องค์ก่อน ๆ ทุกองค์” (1 พกษ 16:30)
พวกเขาโกรธเพราะพระองค์นำพวกเขาไปเปรียบเทียบกับบรรพบุรุษในช่วงที่ทำบาปหนักและห่างเหินจากพระเจ้ามากที่สุด !
    ส่วนสาเหตุสุดท้ายที่น่าจะสำคัญที่สุดก็คือ  ชาวยิวถือว่าตนเป็นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร พวกเขาจึง “ดูหมิ่น” คนต่างชาติ
พวกเขาเชื่อว่า “พระเจ้าทรงสร้างคนต่างชาติขึ้นมาเพื่อเป็นเชื้อเพลิงสำหรับไฟนรก”
แต่พระเยซูเจ้าที่พวกเขารู้จักเถือกเถาเหล่ากอดีกลับสอนราวกับว่า “พระเจ้าทรงโปรดปรานคนต่างชาติ” เป็นพิเศษ
นี่คือ “รุ่งอรุณ” ของข่าวดีที่นำความรอดมาสู่ “นานาชาติ” ชนิดที่ชาวยิวไม่เคยคาดฝันมาก่อน และไม่มีวันที่จะยอมรับได้ !!
วันนั้น หากชาวเมืองนาซาเร็ธไม่อิจฉาหรือมีอคติต่อพระเยซูเจ้า และไม่ถือตัวว่าดีกว่าคนอื่น  พวกเขาคงได้รับ “ข่าวดี” และ “การปลดปล่อย” จากพระองค์ไปแล้ว !
    เหมือนที่วันนี้ พวกเรา “บางคน” ได้รับไปแล้ว !?!?