foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2019

IMG resize 2019

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

เอกสารฉลอง 350 ปี

350

พระวาจาประจำวัน

word of God 2

เว็บไซต์คาทอลิก

bkk


sathukarnlogo


haab


becthailand


santikham


pope report-francis


bannerpope


cc_link2011


0002


thaicatholicbible


mass


bnbec


facebook

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
667
14882
46730
330484
436281
14641273
Your IP: 34.231.21.123
2019-11-20 01:30

สถานะการเยี่ยมชม

มี 442 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

อาทิตย์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา

ข่าวดี     ลูกา 5:1-11
(1)วันหนึ่ง พระเยซูเจ้าทรงยืนอยู่บนฝั่งทะเลสาบเยนเนซาเรท ขณะที่ประชาชนเบียดเสียดรอบพระองค์เพื่อฟังพระวาจาของพระเจ้า  (2)พระองค์ทอดพระเนตรเห็นเรือสองลำจอดอยู่ริมฝั่ง ชาวประมงกำลังซักอวนอยู่นอกเรือ  (3)พระองค์จึงเสด็จลงเรือลำหนึ่งซึ่งเป็นของซีโมน ทรงขอให้เขาถอยเรือออกไปจากฝั่งเล็กน้อย แล้วประทับสั่งสอนประชาชนจากเรือนั้น  (4)เมื่อตรัสสอนเสร็จแล้ว พระองค์ตรัสแก่ซีโมนว่า “จงแล่นเรือออกไปที่ลึกและหย่อนอวนลงจับปลาเถิด”  (5)ซีโมนทูลตอบว่า “พระอาจารย์ พวกเราทำงานหนักมาทั้งคืนแล้ว จับปลาไม่ได้เลย แต่เมื่อพระองค์มีพระดำรัส ข้าพเจ้าก็จะลงอวน”  (6)เมื่อทำดังนี้แล้ว พวกเขาจับปลาได้จำนวนมากจนอวนเกือบขาด  (7)เขาจึงส่งสัญญาณเรียกเพื่อนในเรืออีกลำหนึ่งให้มาช่วย พวกนั้นก็มาและนำปลาใส่เรือเต็มทั้งสองลำ จนเรือเกือบจม  (8)เมื่อซีโมนเปโตรเห็นดังนี้ จึงกราบลงที่พระชานุของพระเยซูเจ้า ทูลว่า “โปรดไปจากข้าพเจ้าเสียเถิด พระเจ้าข้า เพราะข้าพเจ้าเป็นคนบาป”  (9)เพราะเขาและคนอื่น ๆ ที่อยู่กับเขาต่างประหลาดใจมากที่จับปลาได้มากเช่นนั้น (10)ยากอบและยอห์น บุตรของเศเบดี ซึ่งเป็นผู้ร่วมงานกับซีโมนก็ประหลาดใจเช่นเดียวกัน พระเยซูเจ้าจึงตรัสแก่ซีโมนว่า “อย่ากลัวเลย ตั้งแต่นี้ไป ท่านจะเป็นชาวประมงหามนุษย์”  (11)เมื่อพวกเขานำเรือกลับถึงฝั่ง แล้วละทิ้งทุกสิ่งติดตามพระองค์


 
    ทะเลสาบเยนเนซาเรท ทะเลสาบกาลิลี และทะเลสาบตีเบรีอัส ล้วนเป็นชื่อเรียกทะเลสาบเดียวกันในแคว้นกาลิลีทางเหนือของปาเลสไตน์  ขนาดของทะเลสาบกว้าง 13 กิโลเมตรและยาวจากเหนือจรดใต้ 21 กิโลเมตร  อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 200 เมตร  ปัจจุบันประชากรไม่หนาแน่นมากนัก แต่ในสมัยของพระเยซูเจ้ามีเมืองตั้งอยู่ตามชายฝั่งทะเลสาบมากถึง 9 แห่ง และแต่ละแห่งมีประชากรไม่ต่ำกว่า 15,000 คน
    ตีเบรีอัสคือหนึ่งใน 9 เมืองที่ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบและทำให้ทะเลสาบได้รับการเรียกขานตามชื่อเมืองนี้
    ส่วนเยนเนซาเรทเป็นชื่อของที่ราบทางฝั่งตะวันตกของทะเลสาบ เป็นผืนดินที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในปาเลสไตน์
    ณ ชายฝั่งทะเลสาบเยนเนซาเรทนี้เองที่ภารกิจของพระเยซูเจ้าได้ก้าวมาสู่จุดหักเหที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง….
    ก่อนหน้านี้ไม่นาน พระองค์เสด็จไปเทศน์สอนในศาลาธรรมเป็นประจำ (ลก 4:16, 20) แต่วันนี้ พระองค์เสด็จลงเรือของซีโมน แล้วประทับสั่งสอนประชาชนจากเรือนั้น (ข้อ 3)
    นับจากนี้ไปข่าวดีของพระองค์ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงในศาลาธรรมหรือในโบสถ์เท่านั้น !
    พระองค์ทรง “ประกาศข่าวดี” และ “สร้างพระศาสนจักร” ของพระองค์ทุกโอกาส และทุกหนทุกแห่ง ทั้งในศาลาธรรม ทั้งริมฝั่งทะเลสาบ ทั้งตามถนนหนทาง ทั้งในบ้าน ทั้งในที่ทำงาน
แม้แต่ในเรือประมงเล็ก ๆ ของซีโมน เปโตร พระองค์ก็ไม่วายใช้เป็นธรรมาสน์สำหรับประกาศข่าวดี !
เรียกว่าทุกแห่งที่มีคนต้องการฟังพระองค์  พระองค์ทรงประกาศข่าวดีอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย...
จริงอยู่ทุกคนย่อมปรารถนาที่จะประกาศข่าวดีบนธรรมาสน์ที่สง่างามพร้อมกับระบบเสียงที่ดังฟังชัด  แต่หากเราต้องการเจริญรอยตามแบบอย่างของพระเยซูเจ้า....
เราต้องพร้อมประกาศข่าวดีไม่ว่าจะอยู่ในวัด  ที่บ้าน  ที่ทำงาน  ระหว่างเดินทาง หรือแม้แต่ระหว่างพักผ่อนวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ตาม !

    ควบคู่ไปกับการประกาศข่าวดีคือ “การกระทำ”
     พระเยซูเจ้าตรัสสั่งซีโมนว่า “จงแล่นเรือออกไปที่ลึกและหย่อนอวนลงจับปลาเถิด” (ข้อ 4) และผลลัพธ์ที่ได้คือ “พวกเขาจับปลาได้จำนวนมากจนอวนเกือบขาด” (ข้อ 6)
    บทเรียนจากการจับปลาได้มากเกินคาดครั้งนี้คือ  หากเราคิดจะสัมผัสกับ “อัศจรรย์” ในชีวิตของเราเช่นเดียวกับซีโมนบ้าง  สิ่งที่เราจะขาดเสียมิได้คือ
    1.    ดวงตาที่พร้อมจะมองเห็น
        การที่ซีโมนและเพื่อนจับปลาได้จำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าพระเยซูเจ้าทรง “เนรมิต” ฝูงปลาขึ้นมาให้พวกเขาจับ
        แต่เป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติในทะเลสาบกาลิลีที่บางครั้งฝูงปลาจำนวนมากมารวมตัวกันหนาแน่นกินพื้นที่เป็นไร่ ๆ
        พระองค์ทรงมีสายพระเนตรแหลมคมจนสามารถ “มองเห็น” ฝูงปลาเหล่านั้น และช่วยให้พวกเขาจับปลาได้จำนวนมากอย่างน่าอัศจรรย์
        พระองค์ทรงมีดวงตาที่พร้อมจะ “มองเห็น”
        ที่ผ่านมา มีคนมากมายมองเห็นไอน้ำพวยพุ่งออกมาจากฝากาน้ำเดือด แต่มีเพียงเจมส์ วัตต์ (James Watt) ที่มองเห็นเครื่องจักรไอน้ำ
        และมีคนอีกมากมายเช่นกันที่เห็นผลแอปเปิลตกลงสู่พื้น แต่มีเพียงไอแซค นิวตัน (Isaac Newton) ที่มองเห็นทฤษฎีแรงโน้มถ่วง
        โลกใบนี้เต็มไปด้วยอัศจรรย์มากมายสำหรับคนที่มีดวงตาที่พร้อมจะ “มองเห็น” !!!
    2.    จิตใจที่เพียรพยายาม
        หลังจากอดหลับอดนอนหาปลามาทั้งคืน ซีโมนรู้สึกเหนื่อยใจจะขาด “แต่เมื่อพระองค์มีพระดำรัส ข้าพเจ้าก็จะลงอวน” (ข้อ 5)
        ซีโมนพร้อมที่จะพยายามอีกครั้งหนึ่ง !
        แต่พวกเราอีกหลายคนนี่สิ น่าเป็นห่วง แค่พลาดครั้งเดียวก็ถอดใจหมดแล้ว !
        นับเป็นหายนะจริง ๆ หากเราปล่อยให้จิตวิญญาณแห่งความเพียรพยายามเหือดแห้งหายไป...
        หนทางเยียวยามีอยู่วิธีเดียวคือพูดดังเช่นซีโมนว่า....
         “ถ้าพระองค์สั่ง ผมก็จะทำตาม” !!!
    3.    จิตใจที่ไม่สิ้นหวัง
        กลางคืนคือช่วงเวลาเหมาะที่สุดสำหรับการจับปลา แต่โอกาสทองนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้วโดยที่ซีโมนจับปลาไม่ได้สักตัวเดียว
         ยิ่งเมื่อพระอาทิตย์ทอแสง โอกาสที่จะจับปลาได้ต้องถือว่าริบหรี่จริง ๆ...            นับว่าสถานการณ์ของซีโมนเลวร้ายถึงขั้นสิ้นหวัง  แต่จิตใจของท่านหาได้สิ้นหวังตามไปด้วย  ท่านกล่าวว่า “แต่ถ้าพระองค์สั่ง ผมก็จะทำตาม” !!!   
         บ่อยครั้งทีเดียวที่เรา “รอ” ให้โอกาสเอื้ออำนวย... “รอ” ให้สถานการณ์ทุกด้านพร้อม จึงจะลงมือทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ เช่น กลับใจ เข้าวัด ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ฯลฯ
ถ้าเรา “รอ” ให้ทุกอย่างพร้อม ชาตินี้คงไม่มีโอกาสเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง !?!
     ดังนั้น เราต้อง “ลงมือ” ทันทีที่พระองค์ทรงสั่งแม้ในสิ่งที่เราคิดว่าเป็นไปไม่ได้ หรือสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยก็ตาม !!!

นอกจากองค์ประกอบเพื่อจะได้สัมผัสอัศจรรย์ดังได้กล่าวมาแล้ว  ยังมี “แบบอย่าง” ของเปโตรที่เราทุกคนควรต้องเจริญรอยตามคือ
    1.    เปโตรอดหลับอดนอนหาปลาทั้งคืน เหนื่อยแทบขาดใจ  แต่เมื่อพระเยซูเจ้าปรากฏพระองค์ที่ฝั่งทะเลสาบเพื่อประกาศข่าวดี ท่านเป็นหนึ่งในประชาชนที่เบียดเสียดรอบพระองค์เพื่อฟังพระวาจาของพระเจ้า
     ท่านไม่ได้ใช้ความเหน็ดเหนื่อย หรือภารกิจ “ซักอวน” เป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการฟังพระวาจาของพระเจ้า
     เป็นพระวาจาของพระเจ้านี้เองที่ทำให้ท่านสดชื่นและมีชีวิตชีวาหลังจากการตรากตรำทำงานหนัก !!
     2.    เมื่อพระเยซูเจ้าทรงประทานพรให้เปโตรจับปลาได้จำนวนมากจนอวนเกือบขาด  ท่านส่งสัญญาณเรียกเพื่อนในเรืออีกลำหนึ่งให้มาช่วย พวกนั้นก็มาและนำปลาใส่เรือเต็มทั้งสองลำ จนเรือเกือบจม (ข้อ 7)
        หากเปโตรไม่รู้จักแบ่งปันปลาที่จับได้ให้แก่เพื่อน อะไรจะเกิดขึ้น ?
         แน่นอนว่าเปโตรต้องสูญเสียทั้งปลา ทั้งอวน และทั้งเรือ !
        สำหรับเราซึ่งได้รับพระพรมากกว่าผู้อื่น หากเราไม่รู้จักรักและแบ่งปันแก่ผู้อื่น เราจะเหลืออะไร ?
    3.    “เมื่อซีโมนเปโตรเห็นดังนี้ จึงกราบลงที่พระชานุ (เข่า) ของพระเยซูเจ้า ทูลว่า “โปรดไปจากข้าพเจ้าเสียเถิด พระเจ้าข้า เพราะข้าพเจ้าเป็นคนบาป” (ข้อ 8)
        ท่านค้นพบและเรียกพระเยซูเจ้าว่า “พระเจ้าข้า”
         โดยสัญชาติญาณ ท่านรู้ตัวว่าไม่คู่ควรกับพระองค์
        ท่าน “สุภาพ” ยอมรับว่าเป็นคนบาป...
         กับคนสุภาพเช่นนี้เองที่พระองค์ทรงมอบหมายภารกิจอันยิ่งใหญ่ให้กระทำ นั่นคือ “ตั้งแต่นี้ไป ท่านจะเป็นชาวประมงหามนุษย์” (ข้อ 10)   
         และเปโตรได้น้อมรับภารกิจนี้อย่างดียิ่ง เพราะแค่วันแรกวันเดียวหลังจากรับพระจิตเจ้าแล้ว ท่านได้ “หย่อนอวน” ประกาศข่าวดีและได้ “มนุษย์” จำนวนมากถึง 3,000 คน (กจ 2:41)
    4.    “เมื่อพวกเขานำเรือกลับถึงฝั่ง แล้วละทิ้งทุกสิ่งติดตามพระองค์” (ข้อ 11)
        เปโตรและเพื่อนไม่สนใจแม้แต่จะนำปลาที่จับได้ไปขาย…
        เปโตรและเพื่อนไม่สนใจแม้แต่เรือที่เป็นเครื่องมือทำมาหากิน....
        พวกเขาละทิ้งทุกสิ่ง แล้วติดตามพระเยซูเจ้าไป….
        เมื่อสองพันปีก่อน พระองค์ทรงเรียกเปโตร อันดรู ยากอบ และยอห์น  วันนี้พระองค์ทรงเรียกเราทุกคน
        เราจะทิ้งเรือ หรือทิ้งพระเยซูเจ้า ?