foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Catechetical Center of Bangkok

Kamson on Live

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
7914
8148
53338
23577
330048
18257819
Your IP: 3.235.62.151
2020-07-03 20:44

สถานะการเยี่ยมชม

มี 70 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

อาทิตย์ที่ 6 เทศกาลธรรมดา

ข่าวดี    ลูกา 6:17, 20-26
(17)พระเยซูเจ้าเสด็จลงมาจากภูเขาพร้อมกับบรรดาศิษย์และทรงหยุดอยู่ ณ ที่ราบแห่งหนึ่ง ที่นั่นมีศิษย์กลุ่มใหญ่และประชาชนจำนวนมากจากทั่วแคว้นยูเดีย จากกรุงเยรูซาเล็ม จากเมืองไทระ และจากเมืองไซดอนซึ่งอยู่ริมทะเล 
    (20)พระองค์ทอดพระเนตรบรรดาศิษย์ ตรัสว่า
    ท่านทั้งหลายที่ยากจนย่อมเป็นสุข เพราะพระอาณาจักรของพระเจ้าเป็นของท่าน
    (21)ท่านที่หิวในเวลานี้ย่อมเป็นสุข เพราะท่านจะอิ่ม
    ท่านที่ร้องไห้ในเวลานี้ย่อมเป็นสุข เพราะท่านจะหัวเราะ
    (22)ท่านทั้งหลายเป็นสุข เมื่อคนทั้งหลายเกลียดชังท่าน ผลักไสท่าน ดูหมิ่นท่าน  รังเกียจนามของท่านประหนึ่งนามชั่วร้ายเพราะท่านเป็นศิษย์ของบุตรแห่งมนุษย์  (23)จงชื่นชมในวันนั้นเถิด จงโลดเต้นยินดีเถิด เพราะบำเหน็จรางวัลของท่านนั้นยิ่งใหญ่นักในสวรรค์ บรรดาบรรพบุรุษของเขาเหล่านั้นเคยกระทำเช่นนี้กับบรรดาประกาศกมาแล้ว
    (24)วิบัติจงเกิดกับท่านที่ร่ำรวย เพราะท่านได้รับความเบิกบานใจแล้ว
    (25)วิบัติจงเกิดกับท่านที่อิ่มเวลานี้ เพราะท่านจะเป็นทุกข์และร้องไห้
    (26)วิบัติจงเกิดกับท่านเมื่อทุกคนกล่าวยกย่องท่าน เพราะบรรดาบรรพบุรุษของเขาเหล่านั้นเคยกระทำเช่นนี้กับบรรดาประกาศกเทียมมาแล้ว


    หลังจากเสด็จขึ้นไปบนภูเขาเพื่ออธิษฐานภาวนาตลอดทั้งคืน และทรงคัดเลือกอัครสาวกสิบสองคนแล้ว  พระเยซูเจ้าได้เสด็จลงมาสู่ที่ราบเพื่อเทศน์สอนและรักษาโรคแก่บรรดาศิษย์และประชาชนจำนวนมากที่มาจากเมืองต่าง ๆ ทั่วแคว้นยูเดีย รวมถึงเมืองไทระและไซดอนซึ่งเป็นดินแดนของชนต่างชาติด้วย (ลก 6:12-19)
    ณ ที่ราบนี้เอง พระองค์ได้ประทานคำสอนสำคัญที่ลูกาเรียกว่า “บทเทศน์บนที่ราบ” หรือที่มัทธิวเรียกว่า “บทเทศน์บนภูเขา” (มธ 5-7)
 ลูกาบรรยายว่าก่อนเริ่มต้นคำสอนอันสำคัญนี้ “พระองค์ทรงทอดพระเนตรบรรดาศิษย์” โดยไม่ได้เอ่ยถึงประชาชนจำนวนมากซึ่งพากันมาจากเมืองต่าง ๆ เลย ! (เทียบข้อ 20)
    แสดงว่า พระองค์ต้องการพูดกับ “ศิษย์” เท่านั้น เพราะทรงเล็งเห็นว่าผู้ที่จะเข้าใจคำสอนสำคัญได้ต้องเป็น “ศิษย์” ของพระองค์สถานเดียว
    “ศิษย์” คือ “ผู้เรียนรู้”
    ดังนั้น ศิษย์ของพระเยซูเจ้าจึงได้แก่ ผู้ที่หมั่นแสวงหาความรู้เกี่ยวกับพระองค์ให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นทุกวันจนตลอดชีวิต !!
    สำหรับผู้ที่รู้จักหรือ “รู้เรื่อง” เกี่ยวกับพระองค์เพียงผิวเผินย่อมยากที่จะเข้าใจคำสอนเหล่านี้ได้ และถึงแม้เข้าใจได้ก็ยากที่จะยอมรับได้ !
    เพราะ ไม่มีปราชญ์หรือผู้รู้ท่านใดเคยสอนเช่นนี้มาก่อน...
อีกทั้งคำสอนของพระองค์ยังเป็นการ “ปฏิวัติ” ค่านิยมของโลกอีกด้วย !!!
    พระองค์สอนว่า “คนยากจน คนหิวโหย คนร้องไห้ และคนที่ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ก็เป็นสุขได้” (ข้อ 20-22)
    ตรงกันข้าม “คนร่ำรวย คนอิ่มหนำ และคนที่ไดรับการยกย่อง กลับได้รับวิบัติ” (ข้อ 24-26)
    เห็นได้ชัดว่านี่คือการปฏิวัติ เพราะ “คนที่โลกถือว่าเคราะห์ร้าย พระองค์ถือว่ามีความสุข  ส่วนคนที่โลกถือว่ามีความสุข พระองค์ถือว่าเคราะห์ร้าย”....
    หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระองค์ทรงทำให้ค่านิยมของโลกมาถึงจุดจบ ด้วยการเสนอ “ค่านิยมใหม่” ที่ดีกว่าและคงอยู่ชั่วนิรันดร
    สมดังคำของประกาศกอิสยาห์ที่ทำนายไว้ตั้งแต่ 700 ปีก่อนว่า “พระจิตของพระเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะพระองค์ทรงเจิมข้าพเจ้าไว้ให้ ‘ประกาศข่าวดีแก่คนยากจน’  ทรงส่งข้าพเจ้าไปประกาศการปลดปล่อยแก่ผู้ถูกจองจำ คืนสายตาให้แก่คนตาบอด ปลดปล่อยผู้ถูกกดขี่ให้เป็นอิสระ และ ประกาศปีแห่งความโปรดปรานจากพระเจ้า” (ลก 4:18-19)
    บางคนอาจสงสัยว่าค่านิยมใหม่ของพระเยซูเจ้า “ดีกว่า” ค่านิยมของโลกอย่างไร ???
    คำตอบแฝงอยู่ในข้อ 24 ที่ว่า “วิบัติจงเกิดกับท่านที่ร่ำรวย เพราะท่านได้รับความเบิกบานใจแล้ว”
    คำว่า “ได้รับ” ตรงกับภาษากรีก apechō (อาแพโค) ซึ่งแปลว่า “ได้รับเต็มจำนวนแล้ว” (receive in full) หรือ “ได้รับครบถ้วนแล้ว”
    หมายความว่า ถ้าเรามุ่งมั่นและทุ่มเทพลังกายพลังใจทั้งหมดเพื่อให้ได้สิ่งที่โลกถือว่าดี เราย่อมได้สิ่งนั้นแน่...
และนั่นคือทั้งหมดที่เราได้ !
เพราะเราได้รับผลตอบแทนในโลกนี้ “ครบเต็มจำนวน” ตามที่เรามุ่งหวังแล้ว !!
ตรงกันข้าม หากเรามุ่งมั่นและเพียรพยายามสุดกำลังความสามารถที่จะดำเนินชีวิตตาม “ค่านิยมใหม่” ของพระเยซูเจ้า  เราอาจถูกชาวโลกดูหมิ่นดูแคลนว่าโง่เขลา โชคร้าย ไส้แห้ง และน้ำตาตก....
แต่จริง ๆ แล้ว เรามีความสุขทันทีตั้งแต่ในโลกนี้แล้ว !
และที่พิเศษยิ่งขึ้นไปอีกคือพระดำรัสที่ว่า “จงชื่นชมเถิด จงโลดเต้นยินดีเถิด เพราะบำเหน็จรางวัลของท่านนั้นยิ่งใหญ่นักในสวรรค์” (ข้อ 23)
เท่ากับว่าผู้ที่ดำเนินชีวิตตาม “ค่านิยมใหม่” นอกจากจะได้รับความสุขในโลกนี้แล้ว ยังจะได้รับบำเหน็จรางวัลยิ่งใหญ่ในโลกหน้าอีกด้วย
แถมยังเป็นความสุข “แท้จริง” ที่ไม่ผันแปรไปตามโชคหรือโอกาสดังเช่นความสุข “จอมปลอม” ที่โลกหยิบยื่นให้
สาเหตุที่ทำให้การปฏิบัติตาม “ค่านิยมใหม่” ก่อให้เกิด “ความสุขอย่างแท้จริง” เป็นเพราะว่าเราได้ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า ดังที่เราวอนขอทุกครั้งเวลาสวดบทข้าแต่พระบิดาฯ ว่า “พระประสงค์จงสำเร็จในแผ่นดิน เหมือนในสวรรค์” (มธ 6:10)
 การปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้าก็คือการ “คิดเหมือนพระเจ้า ปรารถนาเหมือนพระเจ้า และดำเนินชีวิตเหมือนพระเจ้า”
ย้อนกลับไปที่ธรรมชาติของมนุษย์ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกคนต่างต้องการ “สิ่งที่ดีที่สุด” ด้วยกันทั้งนั้น เช่น เวลาซื้อผักเราจะพยายามเลือกต้นที่ดีที่สุด สดที่สุด หรือเวลาซื้อปูก็จะเลือกตัวที่เนื้อแน่นที่สุด เป็นต้น
ใครได้สิ่งที่ดีมาก สดมาก หรือแน่นมาก ก็ย่อมพึงพอใจมากและมีความสุขมาก !!!
แล้วในโลกนี้ยังจะมีสิ่งใดดี และน่าปรารถนามากเท่าการเป็น “เหมือนพระเจ้า” อีกเล่า !?!
แม้แต่การเป็น “บุตร” ก็ยังมิอาจเทียบเคียงกับการเป็น “เหมือนพระเจ้า” ได้เลย !
    เพราะฉะนั้น การปฏิบัติตามค่านิยมใหม่ ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตเหมือนพระเจ้า จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดและนำความสุขแท้จริงที่สุดมาสู่เรามนุษย์ทุกคน !!!!
    แม้การอยู่ในสวนเอเดนของอาดัมและเอวาก่อนทำบาปกำเนิดจะให้ความสุขที่เราพากันใฝ่ฝันในระดับหนึ่ง  แต่ก็ไม่อาจเทียบชั้นกับ “ความสุข” และ “ศักดิ์ศรี” ที่พระเจ้าทรงสร้างและทรงโปรดให้เราเป็นเหมือนพระองค์ได้เลย (ปฐก 1:26) !!!
    หากเหตุผลนี้ฟังยาก ให้เราลองพิจารณาอีกเหตุผลหนึ่งที่เป็นรูปธรรมมากกว่านี้ก็ได้
    พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านทั้งหลายที่ยากจนย่อมเป็นสุข เพราะพระอาณาจักรของพระเจ้าเป็นของท่าน” (ข้อ 20)
ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ คนยากจนหมายถึงใคร ?
    แน่นอนว่า คนยากจน ณ ที่นี้ไม่ได้หมายถึงคนที่มี “จิตใจ” ยากจนล้วน ๆ เพียงอย่างเดียว และในเวลาเดียวกันก็ไม่ได้หมายถึงคนที่ไม่มี “ทรัพย์สมบัติ” ใด ๆ ในโลกนี้เลย
    เมื่อลูกานำ “คนยากจน” ไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามคือ “คนร่ำรวย”  เราจึงอธิบายความหมายของคนยากจนและคนร่ำรวยได้ดังนี้
    “คนร่ำรวย” คือคนที่รวยทรัพย์สมบัติจริง ๆ ตามตัวอักษร จนกระทั่งสามารถ “แสวงหาความเบิกบานใจได้ครบเต็มจำนวน” (ข้อ 24)
เพราะฉะนั้นเมื่อพระเยซูเจ้าตรัสว่า “วิบัติจงเกิดกับท่านที่ร่ำรวย” (ข้อ 24) จึงไม่ได้หมายความว่าพระองค์ถือเอา “การมี” ทรัพย์สมบัติมากเป็น “วิบัติ”...
แต่ “วิบัติ” อยู่ที่ “การใช้” ทรัพย์สมบัติที่มีเพื่อความเบิกบานใจ เพื่อความสะดวกสบาย และเพื่อปรนเปรอเนื้อหนังของตนเองต่างหาก
เพราะการใช้ทรัพย์สมบัติเพื่อความสุขของตนเองเช่นนี้ มีแต่จะทำให้ท่าทีของเราที่มีต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนมนุษย์ไขว้เขวไป
แทนที่จะวางใจในพระเจ้าและเล็งเห็นความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์  เรากลับถูกหลอกให้วางใจในตัวเองโดยไม่พึ่งพาพระเจ้า และหลงผิดคิดว่าทรัพย์สมบัติมีไว้เพื่อความสุขและความพึงพอใจของตนเองในโลกนี้ โดยไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากของผู้อื่นแม้แต่น้อย
    เพราะฉะนั้น “คนยากจน” จึงหมายถึงคนที่เป็นอิสระจาก “กับดัก” ของความร่ำรวยที่มักจำกัดทัศนคติและมุมมองของเราให้อยู่กับตัวเองและเฉพาะภายในโลกนี้เท่านั้น
    จึงไม่แปลกหากเราจะเห็นคนร่ำรวยคิดและพยายามหาหนทางทำให้ตัวเองร่ำรวยมากยิ่งขึ้น เพราะว่าทัศนคติของพวกเขาคือ “เงิน” สามารถบันดาลได้ทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นบ้านช่องที่ใหญ่โต รถหรูหราหลายคัน มือถือรุ่นใหม่หลายเครื่อง หรือเสื้อผ้าเครื่องประดับชั้นนำหลายตู้....
    ขอให้เราหยุดและคิดสักนิดเถิดว่า...
การดูแลทำความสะอาดบ้านช่องใหญ่โตมันสนุกและมีความสุขมากนักหรือ ?
        การมีรถยนต์หรูตกรุ่นตกราคาลงทุกวัน วันละหลายคัน มันน่าชื่นใจนักหรือ ?
        การนั่งย้ายซิมการ์ดจากมือถือเครื่องนี้ไปใส่เครื่องโน้นมันสะใจดีใช่ไหม ?
        การนั่งปวดหัว คิดไม่ตกว่าวันนี้จะแต่งกายด้วยชุดใดดี นี่หรือคือความสุข ?
    ตรงกันข้าม “คนยากจน” ซึ่งเป็นอิสระจาก “กับดัก” ของความร่ำรวย ย่อมรู้จักคำว่า “พอเพียง” และรู้ด้วยว่า “พอคือพอ” หรือ “Enough is Enough”
    และคนที่รู้จัก “พอเพียง” เช่นนี้เองที่กลับกลายเป็นคนร่ำรวยที่สุดและมีความสุขมากที่สุด เพราะเขาไม่เพียง “สุขแล้ว-พอแล้ว” เท่านั้น แต่ยังมีมาก “เกินพอ” เสียอีกมาตรแม้นว่าเขามีเงินเพิ่มขึ้นมาแม้เพียงบาทเดียว
    แถมยังนำส่วนที่เหลือเกินพอนี้ไปช่วยเหลือผู้ขัดสนได้อีกด้วย
    เรียกว่า “ค่านิยมใหม่” ของพระเยซูเจ้าทำให้เรา “สุขทั้งกาย และสุขทั้งใจ”
“สุขกาย” เพราะไม่ต้องทนทุกข์ นั่งคิด นั่งเครียด กระหายหาทรัพย์สินเงินทองโดยไม่มีทีท่าว่าจะพอและได้พักสักที !
“สุขใจ” เพราะพระอาณาจักรของพระเจ้า เป็นของเราทันทีที่เราเป็นอิสระจากกับดักของความร่ำรวย แล้วสามารถคิดเหมือนพระเจ้า และปรารถนาเหมือนพระเจ้าได้ (เทียบข้อ 20) !!

    ทุกวันนี้ พระเยซูเจ้ายังเฝ้าเชื้อเชิญและท้าทายเราทุกคนให้มุ่งหน้าสู่ “ความสุขแท้จริง”ตามค่านิยมและหนทางของพระองค์
     หากเราเลือกค่านิยมของโลกเราก็ละทิ้งค่านิยมของพระองค์  และในทางตรงกันข้าม หากเราเลือกค่านิยมของพระองค์เราก็ละทิ้งค่านิยมของโลก   
    ถึงเวลาแล้วที่เราต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดว่าจะเลือกค่านิยมของใคร ?

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk