^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

ลก 9.28ข-36 พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์อย่างรุ่งโรจน์

อาทิตย์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต

ข่าวดี    ลูกา 9:28ข-36
    (28)พระองค์ทรงพาเปโตร ยอห์น และยากอบ ขึ้นไปบนภูเขาเพื่ออธิษฐานภาวนา  (29)ขณะที่ทรงอธิษฐานภาวนาอยู่นั้น ลักษณะของพระพักตร์เปลี่ยนไปและฉลองพระองค์มีสีขาวเจิดจ้า  (30)ทันใดนั้น  บุรุษสองคนคือโมเสสและประกาศกเอลียาห์มาสนทนากับพระองค์  (31)ทั้งสองคนปรากฏมาในสิริรุ่งโรจน์ กล่าวถึงการจากไปของพระองค์ที่กำลังจะสำเร็จในกรุงเยรูซาเล็ม  (32)เปโตรและเพื่อนที่อยู่ด้วยต่างก็ง่วงนอนมาก เมื่อตื่นขึ้นก็เห็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์และเห็นบุรุษทั้งสองคนยืนอยู่กับพระองค์  (33)ขณะที่บุรุษทั้งสองคนกำลังจะจากพระเยซูเจ้าไป เปโตรทูลพระองค์ว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า ที่นี่สบายน่าอยู่จริง ๆ เราจงสร้างเพิงขึ้นสามหลังเถิด หลังหนึ่งสำหรับพระองค์ หลังหนึ่งสำหรับโมเสส อีกหลังหนึ่งสำหรับประกาศกเอลียาห์” เขาไม่รู้ว่ากำลังพูดอะไร  (34)ขณะที่เขากำลังพูดอยู่นั้น เมฆก้อนหนึ่งลอยมาปกคลุมเขาไว้ เมื่ออยู่ในเมฆ เขากลัวมาก  (35)เสียงหนึ่งดังออกมาจากเมฆว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรของเรา ผู้ที่เราได้เลือกสรร จงฟังท่านเถิด”  (36)เมื่อสิ้นเสียงนั้นแล้ว ศิษย์ทั้งสามก็เห็นพระเยซูเจ้าเพียงพระองค์เดียว  เขาเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ไม่ได้บอกเรื่องที่เห็นให้ผู้ใดรู้เลยในเวลานั้น


    เมื่อครั้งที่ปีศาจมาทดลองพระเยซูเจ้าให้เลือกวิธีการกอบกู้มนุษยชาติแบบ “ประชานิยม” เช่น แจกสิ่งของเพื่อติดสินบนมนุษย์  แสดงอภินิหารให้มนุษย์เชื่อ  หรือแม้แต่ยอมลดมาตรฐานลงมาประนีประนอมกับโลกนั้น
    นอกจากจะทรงปฏิเสธวิธีการดังกล่าวพร้อมกับขับไล่ปีศาจไปให้พ้นแล้ว  พระองค์ยังตัดสินพระทัยเด็ดขาดเลือกหนทางของ “ไม้กางเขน” เพื่อนำพามนุษย์กลับไปหาพระบิดาเจ้า
    ที่เมืองซีซารียาแห่งฟิลิป หลังจากเปโตรประกาศความเชื่อว่า “พระองค์คือพระคริสต์ของพระเจ้า” แล้ว (ลก 9:20)  พระองค์ทรงทำให้หนทางของ “ไม้กางเขน” ชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้นด้วยการทำนายถึงพระทรมานเป็นครั้งแรกว่า “บุตรแห่งมนุษย์จะต้องรับทรมานเป็นอันมาก จะถูกบรรดาผู้อาวุโส มหาสมณะและธรรมาจารย์ปฏิเสธไม่ยอมรับ และจะถูกประหารชีวิต  แต่จะกลับคืนชีพในวันที่สาม” (ลก 9:22)

    แต่คำถามในใจของพระองค์ขณะนี้คือ “ทรงเลือกถูกทางแน่แล้วหรือ ?” และมาตรแม้นว่าทรงเลือกถูกทางแล้วแต่ “จะกล้าทำจริงหรือ ?”
    ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงพาเปโตร ยอห์น และยากอบขึ้นภูเขา “เพื่ออธิษฐานภาวนา" (ลก 9:28) ขอความเห็นชอบและพละกำลังจากพระบิดาเจ้า
    ณ ภูเขาแห่งการสำแดงพระองค์อย่างรุ่งเรืองนี้เองที่พระองค์ทรงได้รับคำตอบ และเมื่อได้รับคำตอบแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้อีกที่สามารถฉุดรั้งพระองค์จากการปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระบิดาเจ้าได้ เพราะ “พระองค์ทรงตั้งพระทัยแน่วแน่จะเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็ม” (ลก 9:51)

    เกิดอะไรขึ้นบนภูเขาแห่งนี้หรือ ?.....

    นอกจากลักษณะของพระพักตร์จะเปลี่ยนไปและฉลองพระองค์มีสีขาวเจิดจ้าแล้ว ลูกาเล่าว่า “บุรุษสองคนคือโมเสสและประกาศกเอลียาห์มาสนทนากับพระองค์” (ลก 9:30)
    โมเสสเป็นเสมือนผู้ก่อตั้งชาติอิสราเอล และเป็นผู้บัญญัติกฎหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ส่วนเอลียาห์เป็นประกาศกองค์แรกที่ชาวอิสราเอลถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุด
    สองผู้ยิ่งใหญ่มาสนทนากับพระองค์ !
    เนื้อหาของการสนทนาคือเรื่อง “การจากไปของพระองค์ที่กำลังจะสำเร็จในกรุงเยรูซาเล็ม” (ลก 9:31)
“การจากไป” ตรงกับภาษากรีก exodos (เอกซ์ซอดอส) และตรงกับภาษาอังกฤษ exodus
    คำ exodus มีความหมายลึกซึ้งทางศาสนา เพราะเป็นการเดินทางผจญภัยของชนชาติหนึ่งที่มอบความวางใจทั้งหมดไว้ในพระเจ้า แล้วออกเดินทางจากแผ่นดินอียิปต์ที่อุดมสมบูรณ์ มุ่งหน้าสู่ถิ่นทุรกันดารในทะเลทรายที่ไม่มีใครรู้จัก  แต่สุดท้ายแล้วพระองค์ทรงนำพวกเขาเข้าสู่แผ่นดินแห่งพระสัญญา
    พระเยซูเจ้ากำลังทำ exodus โดยมุ่งหน้าสู่กรุงเยรูซาเล็มและไม้กางเขน !!!
     แม้จะมีกางเขนรออยู่เบื้องหน้า แต่การสนทนากับโมเสสและเอลียาห์ ทำให้พระองค์มั่นพระทัยว่า หลัง exodus ของชาวอิสราเอลยังมีแผ่นดินแห่งพระสัญญาฉันใด  หลังความตายบนไม้กางเขน ก็มีความรุ่งโรจน์แห่งการกลับคืนชีพรอคอยพระองค์อยู่ฉันนั้น
    เท่ากับว่าบุคคลสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาวอิสราเอล ได้ยืนยันกับพระองค์ว่า “ทรงมาถูกทางแล้ว” !!

    และขณะที่เปโตรกำลังทูลเสนอพระเยซูเจ้าให้สร้างเพิงสามหลังนั้น “เมฆก้อนหนึ่งลอยมาปกคลุมเขาไว้” (ลก 9:34)
    พร้อมกับมีเสียงดังออกมาจากเมฆว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรของเรา ผู้ที่เราได้เลือกสรรจงฟังท่านเถิด” (ลก 9:35)
    สำหรับชาวยิว “เมฆ” หมายถึง “พระเจ้า” !
     ดังที่หนังสืออพยพเล่าไว้ว่าระหว่างเดินทางออกจากอียิปต์ “ในเวลากลางวัน พระยาห์เวห์เสด็จนำหน้าเขาเหมือนเสาเมฆเพื่อชี้ทาง” (อพย 13:21)
 “พระยาห์เวห์เสด็จมาในเมฆ” เพื่อประทานศิลาจารึกพระบัญญัติเป็นครั้งที่สอง (อพย 34:5)  และเสด็จมาที่สักการสถานโดย “เมฆปกคลุมกระโจมนัดพบ และพระสิริรุ่งโรจน์ของพระยาห์เวห์อยู่เต็มกระโจมที่ประทับ” (อพย 40:34)
ส่วนเนื้อหาของเสียงจากเมฆช่างคล้ายคลึงกับเสียงจากสวรรค์เมื่อคราวที่ทรงรับพิธีล้าง ณ แม่น้ำจอร์แดนเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ “ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา เป็นที่โปรดปรานของเรา” (ลก 3:22)
    ต่างกันก็ตรงที่ครั้งนี้ เสียงนั้นตรัสกับศิษย์ทั้ง 3 คน ไม่ใช่กับพระเยซูเจ้า
    และคำว่า “ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา” ถูกแทนที่ด้วยคำว่า “ผู้ที่เราได้เลือกสรร” ซึ่งทำให้ความหมายของ “ผู้รับใช้ที่ต้องทนทุกข์” ตามคำทำนายของประกาศกอิสยาห์ แจ่มชัดมากยิ่งขึ้น (อสย 42:1)
    และที่สำคัญ คำว่า “เป็นที่โปรดปรานของเรา” ถูกแทนที่ด้วยคำว่า “จงฟังท่านเถิด”
    แล้วใครล่ะคือผู้ที่ต้องฟังถ้าไม่ใช่ “บรรดาศิษย์” ?
สิ่งที่พระเจ้าทรงสั่งให้บรรดาศิษย์ “เชื่อฟัง” ก็คือสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรง “เลือก” นั่นคือ “หนทางของไม้กางเขน” !!!
    บัดนี้คำอธิษฐานภาวนาของพระองค์ได้รับการตอบสนองแล้ว  พระองค์มั่นพระทัยเต็มร้อยว่า “กางเขน” คือพระประสงค์ของพระบิดาเจ้าจริง ๆ !!!

    มีข้อสังเกตว่าเหตุการณ์เหล่านี้คงเกิดขึ้นเวลากลางคืน เพราะว่า “เปโตรและเพื่อนที่อยู่ด้วยต่างก็ง่วงนอนมาก” (ลก 9:32)
    แต่เมื่อ “ตื่นขึ้น” พวกเขา “ก็เห็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์และเห็นบุรุษทั้งสองคนยืนอยู่กับพระองค์” (ลก 9:32)
    หลายครั้งเราพลาดที่จะเห็นสิ่งดี ๆ เพราะชีวิตของเรามัวแต่ "หลับ” อยู่ !!!
     สิ่งที่ทำให้ชีวิตของเราง่วงเหงาและหลับอยู่ มักได้แก่
    1.    อคติ ทำให้เรายึดมั่นอยู่กับบางความคิด แล้วปิดหูปิดตาไม่ยอมรับรู้ความคิดใหม่ ๆ  เปรียบได้กับคนหลับสนิทที่ไม่คิดจะตื่น
    2.    ความเฉื่อยชา ทำให้เราไม่ยอมคิด ไม่ยอมไตร่ตรองสิ่งต่าง ๆ ให้แจ่มแจ้งทะลุปรุโปร่ง  บางคนเฉื่อยชาหนักถึงขนาดไม่กล้าเผชิญหน้ากับคำถามหรือความสงสัยที่ค้างคาอยู่ในใจ เช่น ชีวิตนี้มีค่าเพียงกิน ขับถ่าย ทำงาน เสพกาม นอน แล้วก็สิ้นสุดลงที่ความตายเท่านั้นเองหรือ ?  หรือพระเยซูเจ้าเกี่ยวข้องกับชีวิตของฉันอย่างไร ?  นี่ก็ถือว่าหลับสนิทเหมือนกัน
    3.    รักสบาย ปกติคนเรามีกลไกพิเศษสำหรับป้องกันสิ่งที่ไม่ชอบมิให้เข้ามาใกล้ตัว เช่น บางคนเข้าใจวิชายาก ๆ ได้เพราะชอบ แต่คำตำหนิง่าย ๆ และชัดเจนกลับมีกลไกมาทำให้ฟังไม่ได้ยิน หรือได้ยินก็ไม่เข้าใจ
     คนที่รักสบายจะใช้บริการของกลไกนี้เป็นประจำ เพราะหากจริงจังกับพระเยซูเจ้าแล้ว ไหนจะต้องกลับใจ ไหนจะต้องให้อภัยคนที่ไม่ชอบขี้หน้า ไหนจะต้องแบ่งปันซึ่งกันและกัน ไหนจะต้องสละความสุขส่วนตน ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้ชีวิตของตนไม่สะดวกสบาย เลยตัดสินใจหลับยาวซะเลย
    อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายโอกาสที่พระเจ้าทรงส่งมาเพื่อ “ปลุก” เราให้ตื่นขึ้นดังเช่น
     1.    ความทุกข์โศกเศร้า ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม อาจช่วยเขย่าหัวใจของเราให้ตื่นขึ้นได้ และน้ำตาจะช่วยให้เรามองเห็นประกายแห่งความรุ่งโรจน์ที่รอเราอยู่หลังมรสุมร้ายพัดผ่านไปแล้ว
2.    ความรัก ที่ทำให้ “เธอคิดถึงผม และผมคิดถึงเธอ” จะช่วยให้เราหลุดจากโลกของตัวเองแล้วตื่นขึ้นมา “คิดถึงผู้อื่น”
     ความรักช่วยให้เรามองเห็นโลกกว้างกว่าและไกลกว่าชนิดที่ “คนเห็นแก่ตัว” ไม่มีทางได้เห็น
3.    ที่สุด เมื่อเรามี “ความต้องการพระเจ้า” เพราะไม่อาจเผชิญหน้ากับปัญหามืดแปดด้านได้ตามลำพัง หรือเพราะถูกทดลองหนักจนเกินกำลัง  เมื่อนั้นเราจะตื่นขึ้นและเรียกหาพระเจ้าหรืออย่างน้อยก็อุทานว่า “คุณพระช่วย !”

    ข้าแต่พระเจ้า โปรดให้ลูกตื่นเฝ้าพระองค์อยู่เสมอเทอญ !!!

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
10518
12666
76559
399566
423502
17882831
Your IP: 34.204.168.209
2020-05-29 20:50

สถานะการเยี่ยมชม

มี 111 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk