foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

Kamson on Live

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
19713
11920
70946
105498
330048
18339740
Your IP: 18.206.194.134
2020-07-10 22:51

สถานะการเยี่ยมชม

มี 305 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

อาทิตย์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา

ข่าวดี    ลูกา 11:1-13
(1)วันหนึ่ง พระเยซูเจ้าทรงอธิษฐานภาวนาอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง เมื่อทรงอธิษฐานจบแล้ว ศิษย์คนหนึ่งทูลพระองค์ว่า “พระเจ้าข้า โปรดสอนเราให้อธิษฐานภาวนาเหมือนกับที่ยอห์นสอนศิษย์ของเขาเถิด” (2) พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “เมื่อท่านทั้งหลายอธิษฐานภาวนา จงพูดว่า
        “ข้าแต่พระบิดา พระนามพระองค์จงเป็นที่สักการะ
        พระอาณาจักรจงมาถึง
        (3)โปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกวัน
        โปรดประทานอภัยแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย
        (4)เหมือนข้าพเจ้าทั้งหลายให้อภัยแก่ผู้อื่น
        โปรดช่วยข้าพเจ้าทั้งหลายไม่ให้แพ้การประจญ”
    (5)พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์อีกว่า “สมมติว่าท่านคนหนึ่งมีเพื่อนและไปพบเพื่อนนั้นตอนเที่ยงคืนกล่าวว่า “เพื่อนเอ๋ย ให้ฉันขอยืมขนมปังสักสามก้อนเถิด (6) เพราะเพื่อนของฉันเพิ่งเดินทางมาถึงบ้านของฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้เขากิน” (7) สมมติว่าเพื่อนคนนั้นตอบจากในบ้านว่า “อย่ารบกวนฉันเลย ประตูปิดแล้ว ลูก ๆ กับฉันก็เข้านอนแล้ว ฉันลุกขึ้นให้สิ่งใดท่านไม่ได้หรอก” (8) เราบอกท่านทั้งหลายว่า ถ้าคนนั้นไม่ลุกขึ้นให้ขนมปังเพราะเป็นเพื่อนกัน เขาก็จะลุกขึ้นมาให้สิ่งที่เพื่อนต้องการเพราะถูกรบเร้า
    (9)เราบอกท่านทั้งหลายว่า จงขอเถิด แล้วท่านจะได้รับ จงแสวงหาเถิด แล้วท่านจะพบ จงเคาะประตูเถิด แล้วเขาจะเปิดประตูรับท่าน  (10)เพราะคนที่ขอย่อมได้รับ  คนที่แสวงหาย่อมพบ คนที่เคาะประตูย่อมมีผู้เปิดประตูให้  (11)ท่านที่เป็นพ่อ ถ้าลูกขอปลา จะให้งูแทนปลาหรือ (12)ถ้าลูกขอไข่ จะให้แมงป่องหรือ  (13)แม้แต่ท่านทั้งหลายที่เป็นคนชั่วยังรู้จักให้ของดี ๆ แก่ลูก แล้วพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์จะไม่ประทานพระจิตเจ้าแก่ผู้ที่ทูลขอพระองค์มากกว่านั้นหรือ”


    ถือเป็นธรรมเนียมของบรรดารับบีที่จะสอนบทภาวนาเพื่อพวกศิษย์จะได้ใช้สวดเป็นประจำ  ยอห์นผู้ทำพิธีล้างได้สอนศิษย์ของท่านสวดภาวนาแล้ว  ศิษย์ของพระเยซูเจ้าจึงเข้ามาทูลขอพระองค์ให้สอนบทสวดแก่พวกเขาด้วยเช่นเดียวกัน
    พระองค์จึงสอนบท “ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย” ที่เรายังสวดกันจนถึงทุกวันนี้
    แม้บท “ข้าแต่พระบิดา” ตามสำนวนของลูกาจะสั้นกว่าของมัทธิว (มธ 6:9-15) แต่ก็เพียงพอที่จะสอนเราว่าต้อง “สวดภาวนาอย่างไร” และต้อง “วอนขออะไร” บ้าง
    ประการแรกสุด เราต้องสวดภาวนาโดยเรียกพระเจ้าเป็น “บิดา” ของเรา
    การได้เรียกพระเจ้าเป็น “บิดา” ถือเป็นพระพรและอภิสิทธิ์อันยิ่งใหญ่เฉพาะเราคริสตชนเท่านั้น  ดังคำกล่าวของนักบุญเปาโลที่ว่า “ท่านทั้งหลายไม่ได้รับจิตการเป็นทาสซึ่งมีแต่ความหวาดกลัวอีก  แต่ได้รับจิตการเป็นบุตรบุญธรรม ซึ่งทำให้เราร้องออกมาว่า ‘อับบา พ่อจ๋า’” (รม 8:15)
    เมื่อเรียกพระองค์เป็น “พ่อจ๋า” ย่อมแสดงว่าเรากำลังภาวนาวอนขอต่อ “บิดา” ผู้ทรงปีติยินดีและเต็มพระทัยอย่างยิ่งที่จะประทานทุกสิ่งที่ลูกต้องการ ไม่ใช่ต้องรอให้ลูกคะยั้นคะยอหรือเคี่ยวเข็ญแต่อย่างใด
    ประการที่สอง เราต้องสวดภาวนาด้วยความ “วางใจ”
     หนึ่งในคำวอนขอที่พระเยซูเจ้าทรงสอนเราคือ “พระนามพระองค์จงเป็นที่สักการะ”
ในภาษาฮีบรู คำว่า “นาม” ไม่ได้หมายเพียง “ชื่อ” ที่ใช้เรียกผู้หนึ่งผู้ใดเท่านั้น แต่หมายรวมถึงอุปนิสัยใจคอ หน้าตา ท่าทาง ตลอดจนบุคลิกลักษณะทั้งหมดที่ทำให้ผู้นั้นเป็นบุคคลนั้น
    ดังตัวอย่างจากเพลงสดุดีที่กล่าวว่า “บรรดาผู้ที่รู้จักพระนามของพระองค์  ก็วางใจในพระองค์” (สดด 9:10) ย่อมมิได้หมายความว่าคนที่รู้ว่าพระเจ้าชื่อ “ยาห์เวห์” แล้วจะวางใจในพระองค์  แต่หมายความว่า คนที่รู้จักหัวจิตหัวใจของพระเจ้าว่าทรงเป็นเช่นใดแล้วเท่านั้น จึงยินดีมอบความวางใจทั้งหมดไว้ในพระองค์
    พูดโดยย่อก็คือ เมื่อเราภาวนาว่า “พระนามพระองค์จงเป็นที่สักการะ” ย่อมแสดงว่าเรารู้แล้วว่าพระเจ้าทรงมีความคิดและจิตใจอย่างไร
กอปรกับพระองค์ทรงเป็น “บิดา” ของเรา  เราจึงต้องทูลขอพระองค์ด้วยความ “วางใจ” อย่างยิ่ง !
    ประการที่สาม เราต้องจัดลำดับการวอนขอให้ถูกต้อง
     พระเยซูเจ้ามิได้ทรงสอนให้เราเริ่มภาวนาด้วยการเสนอ “ความต้องการ” ของเราแต่ละคน  แต่ทรงสอนให้เราเริ่มต้นด้วยการสักการะ ยกย่อง ให้เกียรติ และเคารพยำเกรงพระเจ้าผู้ทรงครองราชย์ในพระอาณาจักรสวรรค์
    ต่อเมื่อเรายอมรับพระเจ้าและพระประสงค์ของพระองค์ให้อยู่เหนือ “ความต้องการ” ส่วนตัวของเราแล้วเท่านั้น คำวอนขออื่น ๆ จึงเกิดขึ้นและเป็นไปได้
    ประเด็นสุดท้ายคือ เราต้องวอนขออะไร ?
    คำตอบคือ “ทุกสิ่ง”
    1.    ทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับ “ปัจจุบัน” ไม่ว่าจะเป็นอาหารประจำวัน ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ฯลฯ
        ขอย้ำเตือนเมื่อสวด “โปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายในวันนี้” ว่า ให้เราวอนขอเฉพาะสิ่งที่จำเป็นสำหรับ “วันนี้” เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อจะได้รอดพ้นจากความวิตกกังวลถึง “วันพรุ่งนี้” ซึ่งไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าจะมีหรือไม่  และหากมี “วันพรุ่งนี้” จริง อะไรจะเกิดขึ้นบ้างเราก็ไม่รู้
         ขอให้ระลึกถึงอุทาหรณ์เรื่องนกคุ่มและมานนาที่พระเจ้าทรงใช้เลี้ยงชาวอิสราเอลในถิ่นทุรกันดาร “คนที่เก็บมากก็ไม่ได้มีมากกว่าผู้อื่น และคนที่เก็บมาน้อยก็ไม่ได้มีน้อยกว่าผู้อื่น” (อพย 16:18)  และเมื่อบางคนพยายามเก็บอาหารส่วนหนึ่งไว้จนถึงวันรุ่งขึ้น “อาหารนั้นก็เกิดมีหนอนและเน่าเสีย” (อพย 16:20)
2.    การอภัยสำหรับความผิดพลาดใน “อดีต”  ซึ่งจำเป็นสำหรับเราทุกคนโดยไม่เว้นผู้ใดเลย เพราะแม้แต่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในท่ามกลางพวกเรา ก็ยังเป็นคนบาปเมื่ออยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้า
    3.    การปกป้องคุ้มครองสำหรับ “อนาคต”  โดยไม่จำกัดเฉพาะเรื่องการประจญหรือเมื่อถูกประจญล่อลวงให้ทำบาปเท่านั้น แต่รวมถึงทุกสิ่ง ทุกกิจกรรม และทุกเวลาตลอดชีวิตของเรา
        แน่นอนว่าพระเจ้าจะไม่ทรงช่วยเราให้รอดพ้นจากปัญหา อุปสรรค และความทุกข์ยากลำบากต่าง ๆ ในชีวิต  แต่เรามั่นใจได้ว่าพระองค์จะทรงประทับอยู่เคียงข้างเราและจะทรงคุ้มครองเราให้สามารถเผชิญหน้าและเอาชนะปัญหาทุกข์ยากเหล่านั้นได้ด้วยดี

--------------------------
   
    เพื่อหลีกเลี่ยงความร้อนจากแสงอาทิตย์ในเวลากลางวัน ชาวยิวจึงนิยมเดินทางเวลาเย็น  เพราะฉะนั้นนักเดินทางที่พระเยซูเจ้าทรงกล่าวถึงคงมาถึงบ้านของเพื่อนดึกมาก
    การต้อนรับแขกถือเป็นหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์  นอกจากให้ที่พักอาศัยแล้วยังต้องเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างเต็มที่ จะกระทำตามมีตามเกิดหรือแบบขอไปทีไม่ได้
    ปกติชาวยิวแต่ละครอบครัวจะทำขนมปังไว้กินเองแบบวันต่อวัน เพื่อขนมปังจะได้ใหม่และสดน่ากินอยู่เสมอ
    การมาเยือนของเพื่อนผู้เดินทางยามวิกาลโดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้า คงทำให้เจ้าของบ้านกระอักกระอ่วนใจมากทีเดียว เพราะขนมปังหมดแล้ว ในตู้กับข้าวก็ไม่มีอะไรเหลือ แล้วเขาจะทำหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์นี้ให้ครบถ้วนได้อย่างไรกัน ?
    ทางออกคือ “บากหน้า” ไปขอยืมขนมปังจากเพื่อนอีกต่อหนึ่ง เผื่อว่าเขาอาจมีเหลือติดตู้กับข้าวอยู่บ้าง !
    ที่ต้องบากหน้าก็เพราะเป็นธรรมเนียมของชาวยิวที่จะเปิดประตูบ้านตลอดวัน แต่เมื่อตกเย็นและประตูบ้านปิดแล้ว ความเป็นส่วนตัวต้องได้รับการเคารพสูงสุด…
     หากไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายจริง ๆ แล้ว ห้ามรบกวนกันเด็ดขาด !
    เหตุผลคือ บ้านของชาวชนบทผู้ยากจนมักมีเพียงห้องเดียวและหน้าต่างเล็ก ๆ อีกบานเดียว  พื้นบ้านเป็นดินอัด ปูด้วยต้นอ้อหรือต้นกก  ภายในบ้านแบ่งออกเป็นสองส่วนต่างระดับกัน  ส่วนแรกอยู่ระดับเดียวกับพื้นดิน มีเนื้อที่ประมาณเศษสองส่วนสามของบ้าน  ส่วนที่สองคือเนื้อที่ที่เหลือทั้งหมดซึ่งถูกยกพื้นให้สูงขึ้นเล็กน้อย ใช้สำหรับปูเสื่อนอนแบบเบียดกันเพื่อความอบอุ่นของสมาชิกบ้าน โดยมีเตาถ่านติดไฟไว้ตลอดคืนเพื่อเพิ่มความอบอุ่นอีกทางหนึ่ง
 เพราะต้องนอนเบียดกัน หากผู้ใดตื่นและลุกขึ้นก็แปลว่าทุกคนในบ้านต้องตื่นตามไปด้วย  จึงไม่แปลกเลยที่เพื่อนบ้านจะตอบว่า “อย่ารบกวนฉันเลย ประตูปิดแล้ว ลูก ๆ กับฉันก็เข้านอนแล้ว ฉันลุกขึ้นให้สิ่งใดท่านไม่ได้หรอก” (ลก 11:7)
    แต่เมื่อถูกตื๊อแบบไม่รู้จักอายและถูกรบเร้าแบบไม่มีคำว่า “เกรงใจ” จนคนทั้งบ้านตื่นหมดแล้ว  เพื่อนบ้านคนนั้นก็จำใจต้องลุกขึ้นมาหยิบขนมปังให้ !
    ปกติพระเยซูเจ้าจะเล่านิทานเปรียบเทียบเพื่อสอนให้เราเจริญรอยตาม  แต่ในกรณีนี้พระองค์ทรงยกเรื่อง “เพื่อนบ้านจอมตื๊อ” ขึ้นมาเพื่อสอนเรามิให้เอาเยี่ยงอย่างเขา !
นั่นคือ อย่า “เคี่ยวเข็ญพระเจ้า”  เพราะพระองค์ไม่ใช่พระเจ้าที่ “ใส่เกียร์ว่าง” โดยไม่สนใจช่วยเหลือเรามนุษย์
แต่ให้เราคิดอีกมุมหนึ่งว่า เพื่อนบ้านที่หน้างอและไม่เต็มใจลุกจากที่นอน ยังยอมให้เพื่อนยืมขนมปังได้  ไฉนเลย พระเจ้าผู้ทรงเป็น “บิดา” ที่เปี่ยมล้นด้วยความรัก จะไม่ประทานทุกสิ่งที่ลูกต้องการด้วยความเต็มพระทัยอย่างยิ่งดอกหรือ ?!?
    กระนั้นก็ตาม เราจะเอา “น้ำพระทัยดี” จากฝ่ายพระเจ้า มาเป็นข้ออ้างสำหรับฝ่ายเราที่จะละเว้นการสวดภาวนาอย่าง “เข้มข้น” ไม่ได้  เพราะความเข้มข้นนี้บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นและความปรารถนาอันแท้จริงของเรา
“จงขอเถิด แล้วท่านจะได้รับ” (ลก 11:9)
ไม่มีคำภาวนาใดที่พระเจ้าไม่ทรงตอบรับ !!!
    หากเราไม่ได้รับสิ่งที่วอนขอ นั่นไม่ใช่เพราะพระเจ้าทรงปฏิเสธคำวอนขอของเรา  แต่เป็นเพราะว่าคำตอบของพระองค์ไม่ตรงกับความคาดหวังของเรา
เพราะพระองค์ทรงประทาน “สิ่งที่ดีกว่า” แก่เรา !!!
พระองค์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยปรีชาญาณและความรัก ทรงล่วงรู้ความต้องการของเรามากกว่าตัวเราเองเสียอีก !
    ฉะนั้น “จงขอเถิด แล้วท่านจะได้รับ”

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk