foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
2141
11669
53795
172530
330048
18406772
Your IP: 3.236.121.68
2020-07-15 04:39

สถานะการเยี่ยมชม

มี 215 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

อาทิตย์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา

ข่าวดี    ลูกา 17:5-10
    (5)บรรดาอัครสาวกทูลองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า ‘โปรดเพิ่มความเชื่อให้พวกเราเถิด’  (6)องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงตรัสว่า ‘ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดมัสตาร์ด และพูดกับต้นหม่อนต้นนี้ว่า “จงถอนรากแล้วไปขึ้นอยู่ในทะเลเถิด” ต้นหม่อนต้นนั้นก็จะเชื่อฟังท่าน
    (7)‘ท่านผู้ใดที่มีคนรับใช้ออกไปไถนา หรือไปเลี้ยงแกะ เมื่อคนรับใช้กลับจากทุ่งนา ผู้นั้นจะพูดกับคนรับใช้หรือว่า “เร็วเข้า มานั่งโต๊ะเถิด”  (8)แต่จะพูดมิใช่หรือว่า “จงเตรียมอาหารมาให้ฉันเถิด จงคาดสะเอว คอยรับใช้ฉันขณะที่ฉันกินและดื่ม หลังจากนั้นเจ้าจึงกินและดื่ม”  (9)นายย่อมไม่ขอบใจผู้รับใช้ที่ปฏิบัติตามคำสั่งมิใช่หรือ  (10)ท่านทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน เมื่อท่านได้ทำตามคำสั่งทุกประการแล้ว จงพูดว่า “ฉันเป็นผู้รับใช้ที่ไร้ประโยชน์ เพราะฉันทำตามหน้าที่ที่ต้องทำเท่านั้น”’


    พระวรสารตอนนี้บอกความจริงแก่เรา 2 ประการ
ประการแรกเกี่ยวกับ “พลังของความเชื่อ”
    พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดมัสตาร์ด และพูดกับต้นหม่อนต้นนี้ว่า ‘จงถอนรากแล้วไปขึ้นอยู่ในทะเลเถิด’  ต้นหม่อนต้นนั้นก็จะเชื่อฟังท่าน” (ลก 17:6)
    เมล็ดมัสตาร์ดมีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาพันธุ์ไม้ที่มีอยู่ในพระคัมภีร์  ส่วนต้นหม่อนเป็นไม้ชนิดหนึ่ง ใช้ใบสำหรับเลี้ยงตัวไหม ผลสุกกินได้
    หากนำเมล็ดมัสตาร์ดกับต้นหม่อนมาเปรียบเทียบขนาดกัน คงเหมือนเอาเรือบดไปจอดเทียบเรือบรรทุกเครื่องบิน
    อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงเลือกใช้พันธุ์ไม้สองชนิดที่ไม่น่าจะเทียบเคียงกันได้ เพื่อขับเน้น “พลังของความเชื่อ” ให้เห็นเด่นชัด
    ลำพังความเชื่อเพียงน้อยนิดเท่าเมล็ดมัสตาร์ด ก็สามารถเคลื่อนต้นหม่อนที่ใหญ่โตกว่ามากให้ไปขึ้นอยู่ในทะเลได้
อนึ่ง การเคลื่อนต้นหม่อนให้ไปขึ้นในทะเล เป็นสำนวนโวหารของชาวยิวและชาวตะวันออกอื่น ๆ ที่นิยมพูดและเขียนให้เห็นจริงเห็นจังมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
คนไทยก็นิยมพูดทำนองนี้เหมือนกันเช่น รักคุณเท่าฟ้า  หน้าบานเป็นกระด้ง  คอแห้งเป็นผง  หนังเหนียวยิงฟันไม่เข้า เป็นต้น
    ในกรณีนี้ เราจึงไม่จำเป็นต้องเข้าใจสิ่งที่พระองค์ตรัสตามตัวอักษร แล้วด่วนสรุปว่า เมื่อเชื่อและรับศีลล้างบาปแล้ว เราสามารถสั่งต้นหม่อนให้ไปขึ้นในทะเลได้
    เพราะประเด็นสำคัญที่พระองค์ต้องการสอนเราคือ สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ย่อมเป็นไปได้เสมอหากเรา “เชื่อ” ว่าเป็นไปได้
    แม้ความเชื่อนั้นจะน้อยนิดเท่าเมล็ดมัสตาร์ดก็ตาม !
    หากเรา “เชื่อ” ว่ามนุษย์ไม่มีทางบินได้  ไม่มีทางไปดวงจันทร์ได้  ไม่มีทางผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจหรือไตได้  แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ และจะไม่มีวันเกิดขึ้น !
    แต่ถ้าเรา “เชื่อ” ว่าเราสามารถอบรมเลี้ยงดูบุตรหลานของเราให้เป็นคนดีได้  เราสามารถทำให้สังคมของเราปลอดจากยาเสพติด การฉ้อราษฎร์บังหลวง การละเมิดทางเพศ  หรือเชื่อว่าเราสามารถทำให้สังคมของเราเป็นพระอาณาจักรของพระเจ้าได้ และตัวเราเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมได้
    แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นไปได้ และจะเกิดขึ้นจริงสักวันหนึ่ง !
    ที่ดีเลิศไปกว่านี้ก็คือ เราคริสตชนไม่เพียงเชื่อมั่นในตัวเองเท่านั้น แต่ยัง “เชื่อมั่น” ในองค์พระเยซูเจ้าอีกด้วย  เราจึงไม่ถูกปล่อยให้เผชิญหน้ากับสิ่งท้าทายต่าง ๆ ตามลำพัง…
แต่เรามีพระองค์ผู้ทรงสรรพานุภาพอยู่เคียงข้างและพร้อมช่วยเหลือเราเสมอ
    นี่คือพลังอันยิ่งใหญ่อย่างยิ่งของความเชื่อ !

ประการที่สอง เราจะทวงบุญคุณจากพระเจ้าไม่ได้
    ทุกครั้งที่ทำความดีหรือประกอบกิจอันเป็นบุญกุศล  เราจะถือเอาพระเจ้าเป็น “ลูกหนี้” ของเรา หรือจะเรียกร้องสิทธิใด ๆ จากพระองค์ไม่ได้เป็นอันขาด
    ดุจเดียวกับคนใช้ที่กลับจากทุ่งนาหลังเลิกงาน ย่อมไม่อาจเรียกนายเป็นลูกหนี้ได้ อีกทั้งไม่อาจเรียกร้องสิทธิที่จะกินอาหารร่วมโต๊ะกับนายได้
และนายก็ไม่จำเป็นต้องขอบใจเขาด้วย
    เพราะ “คนใช้” ในกรณีนี้ตรงกับคำกรีก doulos (ดูลอส) ซึ่งแปลว่า “ทาส”  และตามกฎหมาย ทาสมีสถานภาพเทียบเท่าสมบัติชิ้นหนึ่งของนาย จึงต้องเป็นของนาย โดยนาย และเพื่อนาย ยี่สิบสี่ชั่วโมงต่อวัน เจ็ดวันต่อสัปดาห์
    นั่นคือ ทาสต้องรับใช้นายทุกลมหายใจ
    “นาย” จึงมีสถานภาพเหนือ “ทาส” ชนิดไม่อาจเปรียบเทียบกันได้เลย
ทุกสิ่งที่ทาสกระทำเป็นเพียงการปฏิบัติตาม “หน้าที่” ซึ่งไม่อาจเรียกร้องค่าตอบแทนหรือบุญคุณใด ๆ จากนายได้เลย
    จริงอยู่ที่ทุกวันนี้การใช้แรงงานทาสเป็นสิ่งน่ารังเกียจและผิดกฎหมาย เพราะคนงานทุกคนย่อมมีสิทธิได้รับค่าจ้างตามความยุติธรรม ดังที่พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “คนงานสมควรที่จะได้รับค่าจ้างของตน” (ลก 10:7)
    แต่เราจะเรียกร้องค่าจ้างจากพระเจ้าไม่ได้ !
    เพราะธรรมชาติของพระเจ้านั้นแตกต่างจากมนุษย์ชนิดไม่อาจเทียบเคียงกันได้ดังเช่นกรณีของนายกับทาสเลย
    พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างมนุษย์ แต่นายเป็นเพียงมนุษย์ผู้ซื้อมนุษย์ไปเป็นทาส !
    อย่างไรก็ตาม แม้เราจะเรียกร้องค่าจ้างหรือทวงบุญคุณจากพระเจ้าไม่ได้ ก็มิได้หมายความว่าชีวิตของเราจะสิ้นหวัง
เพราะ พระเจ้าทรงเป็น “บิดาผู้ใจดี” และเปี่ยมด้วย “ความรัก” ที่พร้อมจะประทานทุกสิ่งแก่เราอยู่แล้ว !
    พระองค์จึงสมควรได้รับ “ความรัก” และ “ความนบนอบเชื่อฟัง” จากเรามนุษย์เป็นการตอบแทน
    “ความรัก” ที่ไม่ทำให้เรานั่งนับวันและชั่วโมงเพื่อคิดค่าแรงตามกฎหมาย  แต่ทำให้เราทุ่มเทชีวิตและจิตใจทำทุกสิ่งเพื่อผู้ที่เรารัก โดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากหรืออามิสสินจ้างใดๆ
    หรือว่าหัวใจของเรา “ขาดรัก” ไปเสียแล้ว ?!

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk