^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

ลก 17.11-19 คนโรคเรื้อนสิบคน

อาทิตย์ที่ 28 เทศกาลธรรมดา

ข่าวดี    ลูกา 17:11-19
    (11)ขณะที่พระเยซูเจ้าเสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็มนั้น พระองค์เสด็จผ่านแคว้นสะมาเรียและกาลิลี  (12)เมื่อเสด็จเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง คนโรคเรื้อนสิบคนเข้ามาเฝ้าพระองค์ ยืนอยู่ห่างพระองค์  (13)ร้องตะโกนว่า ‘พระเยซู พระอาจารย์ โปรดสงสารพวกเราเถิด’  (14)พระองค์ทอดพระเนตรเห็นจึงตรัสกับเขาว่า ‘จงไปแสดงตนแก่บรรดาสมณะเถิด’ ขณะที่เขากำลังไป เขาก็หายจากโรค  (15)คนหนึ่งในสิบคนนี้ เมื่อพบว่าตนหายจากโรคแล้ว ก็กลับมา พลางร้องตะโกนสรรเสริญพระเจ้า  (16)ซบหน้าลงแทบพระบาท ขอบพระคุณพระองค์ เขาผู้นี้เป็นชาวสะมาเรีย  (17)พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า ‘ทั้งสิบคนหายจากโรคมิใช่หรือ อีกเก้าคนอยู่ที่ใดเล่า  (18)ไม่มีใครกลับมาถวายพระเกียรติแด่พระเจ้านอกจากคนต่างชาติคนนี้หรือ’  (19)แล้วพระองค์ตรัสกับเขาว่า ‘จงลุกขึ้น ไปเถิด  ความเชื่อของท่านทำให้ท่านรอดพ้นแล้ว’


 
สมัยก่อน โรคเรื้อนถือว่าน่ากลัวที่สุด เพราะลำพังความทุกข์ทรมานและความเจ็บปวดจากโรคก็นับว่าสาหัสสากรรจ์อยู่แล้ว แต่สังคมยังซ้ำเติมผู้ป่วยให้ตายทั้งเป็นเข้าไปอีก
กฎหมายยิวกำหนดไว้ว่า “ผู้ใดเป็นโรคผิวหนังติดต่อได้ ต้องสวมเสื้อผ้าขาด ไม่โพกศีรษะ และปิดหน้าส่วนล่าง  ร้องตะโกนว่า ‘มีมลทิน มีมลทิน’” (ลนต 13:45) และ “ต้องแยกไปอยู่นอกค่าย” (ลนต 13:46; กดว 5:3)
ในสมัยกลาง พระสงฆ์จะสวมสโตลาพร้อมกางเขน แห่นำผู้ป่วยโรคเรื้อนเข้าวัดและทำพิธีปลงศพให้ราวกับว่าเขาตายแล้ว
น่าสงสารที่คนโรคเรื้อนถูกสังคมรังเกียจ และโดดเดี่ยวจริง ๆ !
    ในสมัยพระเยซูเจ้า คนโรคเรื้อนถูกห้ามเข้าทุกเมืองที่มีกำแพงล้อมรอบซึ่งรวมถึงกรุงเยรูซาเล็มด้วย  พวกเขาจึงต้องดักพบพระองค์ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งนอกกรุงเยรูซาเล็ม
แม้เมื่อมีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์ พวกเขายังต้อง “ยืนอยู่ห่างพระองค์” (ลก 17:12) เพราะพวกรับบีห้ามคนโรคเรื้อนเข้าใกล้เกินกว่า 6 ฟุต  ยิ่งถ้าคนโรคเรื้อนอยู่เหนือลมยิ่งต้องถอยห่างออกไปอีกไม่น้อยกว่า 150 ฟุต
    ที่น่าสังเกตคือในบรรดาผู้ป่วยโรคเรื้อนทั้งสิบคน มีอย่างน้อยคนหนึ่งเป็นชาวสะมาเรีย (ลก 17:16)
ปกติ ชาวยิวกับชาวสะมาเรียจะไม่ติดต่อคบค้าสมาคมกัน แต่เมื่อเป็นโรคร้ายเหมือนกัน อุปสรรคด้านเชื้อชาติที่เคยแยกพวกเขาออกจากกันก็ถูกทำลายลง
พวกเขาลงเรือลำเดียวกัน ไม่มีใครคิดแยกแยะเชื้อชาติอีกต่อไป  สิ่งเดียวที่พวกเขาตระหนักถึงคือ “ทุกคนต่างต้องการความช่วยเหลือ”
เช่นเดียวกับสัตว์ยามน้ำท่วม พวกมันสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบบนผืนดินแห้งพ้นน้ำที่แคบนิดเดียว  ทั้ง ๆ ที่โดยธรรมชาติแล้วพวกมันไล่ฆ่ากัน
    นี่คือ “กฎแห่งชีวิต” โดยแท้ !
    ดังนั้น สิ่งเดียวที่จะดึงดูดมนุษย์ทุกคนเข้าหากันและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขก็คือ “ความต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า” !
   
    เมื่อคนโรคเรื้อนร้องตะโกนว่า “‘พระเยซู พระอาจารย์ โปรดสงสารพวกเราเถิด’ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นจึงตรัสกับเขาว่า ‘จงไปแสดงตนแก่บรรดาสมณะเถิด’” (ลก 17:13-14)
    กฎหมายกำหนดว่า “ผู้ที่หายจากโรคผิวหนังติดต่อได้ ผู้นั้นจะถูกนำไปพบสมณะ” (ลนต 14:2)
    ขั้นตอนคือ สมณะจะออกไปนอกค่ายเพื่อตรวจว่าผู้นั้นหายแล้วหรือไม่  หากเห็นว่าหายแล้ว สมณะจะประพรมเลือดนกบนตัวเขาเจ็ดครั้ง  ให้เขาชำระเนื้อตัวจนสะอาด แล้วกลับเข้าค่ายได้ แต่ยังต้องนอนแยกต่างหากจากผู้อื่น
    วันที่เจ็ด ให้โกนศีรษะ หนวดเครา และขนทั้งหมดอีกครั้ง (เพื่อตรวจสอบว่าแผลหายสนิท) แล้วอาบน้ำ เป็นอันพ้นมลทิน
    วันที่แปด สมณะจะทำพิธีชำระมลทินด้วยการฆ่าสัตว์เป็นเครื่องเผาบูชา พร้อมกับเผาธัญบูชา (แป้งสาลีอย่างดีหกกิโลกรัมผสมกับน้ำมันมะกอก) บทพระแท่น เป็นอันเสร็จพิธีการ
    จะเห็นว่า พระเยซูเจ้าทรงสั่งให้พวกเขาปฏิบัติตามขั้นตอนเท่าที่สติปัญญาของมนุษย์สมัยนั้นจะคิดค้นขึ้นมาได้ !!
    เพราะฉะนั้น เราจะรออัศจรรย์จากพระเจ้าให้หายจากโรคร้าย โดยที่ตัวเราเองไม่ออกแรงหรือไม่พยายามใช้เทคโนโลยีเท่าที่อำนวยเลยไม่ได้ เช่น ไม่ยอมพบแพทย์ ไม่กินยา ไม่ออกกำลังกาย ไม่อดอาหารตามแพทย์สั่ง ฯลฯ
เหตุว่า อัศจรรย์คือความร่วมมือกันระหว่างพระหรรษทานของพระเจ้ากับตัวเราผู้มีความเชื่อ !
ไม่ใช่ปล่อยให้พระเจ้าทำงานแต่เพียงฝ่ายเดียว !
   
    ไม่มีเหตุการณ์ใดที่สะท้อนให้เห็นความอกตัญญูของมนุษย์ได้ชัดเจนเท่าครั้งนี้  คนโรคเรื้อนไปเฝ้าพระเยซูเจ้าด้วยความสิ้นหวัง  แต่เมื่อหายจากโรค มีเพียงคนเดียวที่กลับมา “พลางร้องตะโกนสรรเสริญพระเจ้า ซบหน้าลงแทบพระบาท ขอบพระคุณพระองค์” (ลก 17:15-16)
    หนึ่งในสิบเท่านั้นที่กตัญญู !
    ทำไม “ความกตัญญู” ช่างหาได้ยากเย็นปานฉะนี้ ?
    แรกสุด เราไม่กตัญญูต่อพระเจ้า
    ยามทุกข์ร้อน เราสวด สวด แล้วก็สวด
    นอกจากสวดถี่ยิบแล้ว บางคนยังร่อนไปจาริกแสวงบุญตามวัดหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งในและต่างประเทศเพื่อแสวงหาความช่วยเหลือจากพระเจ้าอย่างร้อนรน
    แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ความทุกข์ร้อนจางหายไป ตัวเราก็พลอยหายหน้าไปจากพระองค์ด้วย !
    หลายคนมีอาหารกินครบสามมื้อ แต่ไม่เคยเอ่ยปากขอบคุณพระองค์สักคำ !
    พระองค์ประทานพระบุตรแต่เพียงองค์เดียวเพื่อเรา มีสักกี่คนที่ขอบพระคุณพระองค์ ?
    อนึ่ง ต้องไม่ลืมว่าวิธีขอบคุณพระเจ้าที่ดีที่สุดคือ พยายามทำให้ตัวเราสมได้รับพระพรและพระเมตตาของพระองค์ยิ่งวันยิ่งมากขึ้น

    ประการที่สอง เราไม่กตัญญูต่อบิดามารดา
    ตั้งแต่เป็นทารก หากบิดามารดาละสายตาจากเราแม้เพียงชั่วครู่ เราอาจไม่มีวันนี้
    ยิ่งไปกว่านั้น ในบรรดาสิ่งมีชีวิตด้วยกัน มนุษย์ใช้เวลานานที่สุดกว่าจะช่วยเหลือตัวเองได้  กี่ปีกี่เดือนกันที่เราต้องพึ่งพาบิดามารดาในทุกเรื่อง ?
    แต่วันนี้ หลายคนมองบิดามารดาของตนเป็นคนแก่ที่น่ารำคาญ น่าเบื่อ หัวดื้อ พูดจาไม่รู้เรื่อง
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น บางคนมองพ่อแม่บังเกิดเกล้าของตนเองแท้ ๆ เป็นดั่ง “ภาระ” ที่ต้องส่งต่อให้สถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุรับช่วงดูแลต่อไป
    อย่างนี้นี่เล่า สถานสงเคราะห์ สถานรับฝากหรือรับเลี้ยงผู้สูงอายุจึงพากันผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด
    อย่างนี้ยังสมควรจะได้ชื่อว่า “ลูก” อยู่อีกหรือ ?

    ประการสุดท้าย     เราไม่กตัญญูต่อเพื่อนมนุษย์
    น้อยคนยิ่งนักที่ไม่เคยเป็นหนี้บุญคุณคนอื่น
    ครูบาอาจารย์ไม่เคยประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้แก่เราบ้างเลยหรือ ?
ตำรวจและทหารไม่เคยพิทักษ์ปกป้องชีวิตและแผ่นดินของเราบ้างเลยหรือ ?
แพทย์ พยาบาล นักวิทยาศาสตร์ไม่เคยเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยให้เราเจ็บปวดน้อยลง หายจากโรคเร็วขึ้น หรือมีชีวิตยืนยาวขึ้นบ้างเลยหรือ ?
หรือเพื่อนของเราไม่เคยทำอะไรดี ๆ เพื่อเราบ้างเลยหรือ ?
    เราเคยตอบแทนบุญคุณของพวกเขาบ้างไหม ?
    หรือว่าไม่เคยแม้แต่จะคิด !!!

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
5801
11742
40568
30599
420929
17934793
Your IP: 3.231.226.13
2020-06-03 17:52

สถานะการเยี่ยมชม

มี 55 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk