foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Catechetical Center of Bangkok

Kamson on Live

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
4392
9110
13502
48054
330048
18282296
Your IP: 3.81.28.10
2020-07-06 09:09

สถานะการเยี่ยมชม

มี 405 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

อาทิตย์ที่ 31 เทศกาลธรรมดา

ข่าวดี    ลูกา 19:1-10
    (1)พระเยซูเจ้าเสด็จเข้าเมืองเยรีโคและกำลังจะเสด็จผ่านเมืองนั้น  (2)ชายคนหนึ่งชื่อศักเคียส เป็นหัวหน้าคนเก็บภาษี เป็นคนมั่งมี  (3)เขาพยายามมองดูว่าใครคือพระเยซูเจ้า แต่ก็มองไม่เห็นเพราะมีคนมากและเพราะเขาเป็นคนร่างเตี้ย  (4)เขาจึงวิ่งนำหน้าไป ปีนขึ้นต้นมะเดื่อเทศ เพื่อให้เห็นพระเยซูเจ้า  (5)เพราะพระองค์กำลังจะเสด็จผ่านไปทางนั้น เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงที่นั่น  ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตรตรัสกับเขาว่า ‘ศักเคียส  รีบลงมาเถิด เพราะเราจะไปพักที่บ้านท่านวันนี้’  (6)เขารีบลงมาต้อนรับพระองค์ด้วยความยินดี  (7)ทุกคนที่เห็นต่างบ่นว่า  ‘เขาไปพักที่บ้านคนบาป’  (8)ศักเคียสยืนขึ้นทูลพระเยซูเจ้าว่า ‘พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าจะยกทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่งให้แก่คนจน และถ้าข้าพเจ้าโกงสิ่งใดของใครมา ข้าพเจ้าจะคืนให้เขาสี่เท่า’  (9)พระเยซูเจ้าตรัสว่า ‘วันนี้  ความรอดพ้นมาสู่บ้านนี้แล้ว  เพราะคนนี้เป็นบุตรของอับราฮัมด้วย  (10)บุตรแห่งมนุษย์มาเพื่อแสวงหาและเพื่อช่วยผู้ที่เสียไปให้รอดพ้น’


    เมืองเยรีโคตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำจอร์แดน จึงเป็นศูนย์กลางเชื่อมเส้นทางระหว่างกรุงเยรูซาเล็มกับดินแดนทางตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนเข้าด้วยกัน
    เยรีโคยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นปาล์ม อินทผลัม ยางไม้หอม และกุหลาบ จนได้รับการขนานนามว่า “เมืองแห่งต้นปาล์ม”
โยเซฟุส นักประวัติศาสตร์ชาวยิวถึงกับเรียกเมืองเยรีโคว่าเป็น “ดินแดนของพระเจ้า” และ “เมืองที่มั่งคั่งที่สุดในปาเลสไตน์”
    ด้วยเหตุที่เป็นศูนย์กลางของการเดินทางและการค้าขายกับดินแดนทางตะวันออก กอปรกับธรรมชาติเอื้ออำนวยให้มีความอุดมสมบูรณ์  เยรีโคจึงเป็นศูนย์กลางการเก็บภาษีที่สำคัญที่สุดในปาเลสไตน์
    เดิมทีโรมเก็บภาษีบรรดาเมืองขึ้นซึ่งรวมถึงปาเลสไตน์ด้วยโดย “การให้สัมปทาน” แต่ละเขตแก่ผู้ที่เสนอผลประโยชน์สูงสุดแก่โรม  ตราบใดที่ผู้ได้รับสัมปทานสามารถส่งภาษีได้ครบตามสัญญา โรมจะให้สิทธิพวกเขาเก็บภาษีหรือขูดรีดอะไรก็ได้จากประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตนั้น โดยที่ประชาชนแทบไม่รู้เลยว่าภาษีที่พวกเขาต้องจ่ายตามกฎหมายมีอะไรบ้าง เพราะสมัยนั้นยังไม่มีหนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์
    แน่นอนว่าผู้รับสัมปทานแต่ละรายต่างนำสิทธิที่ได้รับจากโรมไปใช้ในทางที่ผิดจนเกิดปัญหาตามมามากมาย  ที่สุดโรมจึงยกเลิกระบบดังกล่าวและหันมาจัดเก็บภาษีเอง  กระนั้นก็ตามคนเก็บภาษีซึ่งแม้จะทำงานให้โรมโดยตรงก็ยังไม่ยอมละทิ้งวัฒนธรรมดั้งเดิม นั่นคือทั้งโลภ ทั้งโกง และทั้งแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตน
    ภาษีที่ต้องจ่ายมี 2 ประเภท ประเภทแรกคือภาษีรัฐ ตัวอย่างเช่น ภาษีรายหัวที่ชายอายุ 14-65 ปีและหญิงอายุ 12-65 ปีทุกคนต้องจ่ายเป็นรายปี  ภาษีที่ดินร้อยละสิบหากปลูกข้าว ถ้าปลูกองุ่นและน้ำมันร้อยละยี่สิบ  ภาษีเงินได้ร้อยละหนึ่ง เป็นต้น  ภาษีประเภทนี้ไม่ค่อยมีการบิดเบือนมากนัก
    ภาษีประเภทที่สองคือภาษีอากรที่เหลือทุกชนิด เช่นภาษีการใช้ถนน ท่าเรือ ตลาด ภาษีนำเข้าและส่งออก รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าบางชนิด
    ยกตัวอย่างเฉพาะภาษีการใช้ถนนซึ่งเรียกเก็บตามจำนวนล้อและชนิดของสัตว์ที่ใช้ลากจูงเกวียน  การลงบัญชีจำนวนล้อหรือชนิดของสัตว์ว่าก่อให้เกิดความเสียหายต่อถนนมากน้อยเพียงใดล้วนขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคนเก็บภาษี  นอกจากนั้นคนเก็บภาษียังมีอำนาจสั่งให้หยุดเกวียนกลางถนน แล้วรื้อหีบห่อสินค้าต่าง ๆ เพื่อตรวจเก็บภาษีตามความพอใจ  หากประชาชนมีเงินไม่พอจ่ายค่าภาษี พวกเขายังเตรียมเงินไว้ให้กู้ยืมด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แพงลิบลิ่ว
    คนเก็บภาษีจึงมีฐานะทางเศรษฐกิจร่ำรวยมาก แต่ฐานะทางสังคมกลับตกต่ำที่สุด เพราะชาวยิวพากันเกลียดชังและจัดชั้นพวกเขาให้อยู่กลุ่มเดียวกันกับโจรและฆาตกร
    ที่สำคัญศักเคียสไม่ใช่คนเก็บภาษีธรรมดา แต่เป็นถึงหัวหน้าคนเก็บภาษีของเมืองที่มั่งคั่งที่สุดในปาเลสไตน์
    ความร่ำรวยของศักเคียสจึงไม่ต้องพูดถึง !
    และกับศักเคียสที่ชาวยิวถือว่าเลวเทียบเท่าโจรและฆาตกรนี้เอง ที่พระเยซูเจ้าตรัสว่า “วันนี้ความรอดพ้นมาสู่บ้านนี้แล้ว” (ลก 19:9)
    เกิดอะไรขึ้นกับศักเคียสหรือ ?
    ประการแรก ศักเคียสร่ำรวยแต่ไม่มีความสุข
    เขาโดดเดี่ยวเพราะเลือกอาชีพที่ไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย  ความร่ำรวยไม่ช่วยให้เขามีความสุข  เงินทองไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับเขา
    โชคดีที่เขาได้ยินมาว่าคนชื่อ “เยซู” ต้อนรับคนเก็บภาษีและคนบาป  เขาจึงอยากรู้ว่าพระองค์จะตรัสกับเขาว่าอย่างไร ?
ด้วยเหตุที่ผู้คนพากันดูหมิ่นและเกลียดชัง ศักเคียสจึงพยายามแสวงหาความรักของพระเจ้ามาเติมเต็มชีวิตของเขา
ประการที่สอง เมื่อศักเคียสตั้งใจพบพระเยซูเจ้า เขาไม่ยอมให้สิ่งใดมาหยุดยั้ง !
ด้วยความที่เป็นคนร่างเตี้ยและเป็นที่เกลียดชังของผู้คนทั่วไป การฝ่าฝูงชนมากมายเข้าพบพระเยซูเจ้าจึงต้องถือว่าเป็นความกล้าหาญชาญชัยอย่างยิ่ง เพราะฝูงชนคงไม่ยอมพลาดโอกาสทองที่จะประเคนทั้งศอก ทั้งเข่าใส่เขาอย่างเมามัน  และเขาคงต้องกลับบ้านพร้อมกับรอยฟกช้ำดำเขียวทั้งตัว
แต่ศักเคียสไม่ยอมให้โอกาสที่จะพบพระเยซูเจ้าซึ่งอยู่ใกล้แค่เอื้อมหลุดลอยไปเด็ดขาด แม้จะต้องเสี่ยงชีวิตฟันฝ่าอุปสรรคใหญ่หลวงเพียงใดก็ตาม “เขาจึงวิ่งนำหน้าไป ปีนขึ้นต้นมะเดื่อเทศ เพื่อให้เห็นพระเยซูเจ้า” (ลก 19:4)
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับคนร่างเตี้ยอย่างเขา !
ประการที่สาม เมื่อได้พบพระเยซูเจ้า ศักเคียสเปลี่ยนชีวิตใหม่หมด
เมื่อพระองค์ตรัสกับเขาว่า “ศักเคียส รีบลงมาเถิด เพราะเราจะไปพักที่บ้านท่านวันนี้”  (ลก 19:5) ศักเคียสค้นพบทันทีว่าเขาได้ “เพื่อนใหม่” ที่วิเศษสุดแล้ว
เขาตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิตทันที !
เขายกสมบัติครึ่งหนึ่งให้แก่คนจน  อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือก็ไม่ได้เก็บไว้ใช้เอง แต่เพื่อชดใช้ความเสียหายสี่เท่าแก่คนที่เขาได้โกงมา (ลก 19:8)
การชดใช้ “สี่เท่า” ถือว่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้มาก !
กฎหมายกำหนดว่า “ถ้าผู้ใดขโมยโคหรือแกะไปฆ่าหรือขาย ผู้นั้นจะต้องชดใช้ในอัตราโคห้าตัวต่อโคหนึ่งตัว (หนึ่งตัวทดแทนโคที่ถูกฆ่าหรือขาย อีกสี่ตัวเป็นค่าปรับ - ผู้เขียน) แกะสี่ตัวต่อแกะหนึ่งตัว (ค่าปรับสามเท่า)” (อพย 21:37) แต่ “ถ้าพบสัตว์ที่เขาขโมยไปยังมีชีวิตอยู่ไม่ว่าจะเป็นโค ลาหรือแกะ เขาจะต้องชดใช้เป็นสองเท่า” (อพย 22:3)
แต่ถ้าขโมยสำนึกผิดและนำสิ่งของที่ได้มาไปคืนเจ้าของดังเช่นกรณีของศักเคียส “เขาจะต้องนำทุกสิ่งที่เขาได้มาไปคืนแก่เจ้าของ เพิ่มค่าปรับอีกหนึ่งในห้าของราคาสิ่งของเหล่านั้น” (อพย 5:24)
แต่ศักเคียสพร้อมชดใช้ความเสียหายหรือค่าปรับสี่เท่าในทุกกรณี ซึ่งเกินกว่ากฎหมายกำหนดถึงยี่สิบเท่า !!
ศักเคียสไม่เพียงเปลี่ยนแปลงความคิดและจิตใจเท่านั้น แต่เขาเปลี่ยนแปลงการกระทำด้วย
เขาทำให้เห็นว่า คำพูดยืนยันใด ๆ ย่อมไร้ค่าหากปราศจากการกระทำ !
เช่นเดียวกัน พระเยซูเจ้าทรงเรียกร้องให้เราเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เพียงคำพูด แต่ต้องเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิต
นี่คือเคล็ดลับที่ทำให้พระองค์ตรัสว่า “วันนี้ ความรอดพ้นมาสู่บ้านนี้แล้ว” !!!

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk