foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Catechetical Center of Bangkok

Kamson on Live

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
3628
9764
58816
29055
330048
18263297
Your IP: 3.81.28.10
2020-07-04 09:44

สถานะการเยี่ยมชม

มี 204 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

อาทิตย์ที่ 2 เทศกาลธรรมดา

ข่าวดี  ยอห์น 1:29-34
(29)วันรุ่งขึ้น ยอห์นเห็นพระเยซูเจ้าเสด็จมาหาตน จึงกล่าวว่า “นี่คือลูกแกะของพระเจ้า ผู้ทรงลบล้างบาปของโลก  (30)ผู้นี้คือผู้ที่ข้าพเจ้าเคยพูดถึงว่า “บุรุษผู้หนึ่งมาภายหลังข้าพเจ้า แต่นำหน้าข้าพเจ้า  เพราะอยู่มาก่อนข้าพเจ้า”  (31)ข้าพเจ้าไม่รู้จักพระองค์ แต่ข้าพเจ้าถูกส่งมาให้ทำพิธีล้าง เพื่อทำให้พระองค์เป็นที่รู้จักแก่อิสราเอล  (32)ยอห์นยังยืนยันอีกว่า “ข้าพเจ้าเห็นพระจิตเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์เหมือนนกพิราบ และทรงอยู่เหนือพระองค์  (33)ข้าพเจ้าไม่รู้จักพระองค์ แต่ผู้ที่ทรงส่งข้าพเจ้ามาใช้น้ำทำพิธีล้าง ตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า “เจ้าเห็นพระจิตเจ้าเสด็จลงมาประทับอยู่เหนือผู้ใด ผู้นั้นคือผู้ที่ทำพิธีล้างเดชะพระจิตเจ้า”  (34)ข้าพเจ้าเห็น และเป็นพยานยืนยันว่า ท่านผู้นี้เป็นพระบุตรของพระเจ้า”


    ยอห์นยึดมั่นในบทบาทของตนอย่างเสมอต้นเสมอปลายนั่นคือ “ทำให้พระเยซูเจ้าเป็นที่รู้จักแก่อิสราเอล” (ยน 1:31)
    เมื่อเห็นพระองค์เสด็จมาหา ท่านจึงกล่าวว่า “นี่คือลูกแกะของพระเจ้า” (ยน 1:29)
“ลูกแกะ” ที่ชาวอิสราเอลคุ้นเคยหมายถึง
1.    ลูกแกะปัสกา  เพราะว่า “เทศกาลปัสกาของชาวยิวใกล้จะมาถึง” (ยน 2:13)
     ค่ำคืนที่ชาวอิสราเอลอพยพจากประเทศอียิปต์ พระเจ้าทรงส่งทูตของพระองค์ลงมาประหารบุตรคนแรกของชาวอียิปต์ทุกครัวเรือนทั้งคนและสัตว์ แต่ทรงผ่านเลยบ้านของชาวอิสราเอลซึ่งมีเลือดลูกแกะทาที่กรอบประตูเป็นเครื่องหมาย (อพย 12:11-13)
    เลือดลูกแกะได้ช่วยชาวอิสราเอลให้รอดพ้นจากความตาย !
     เท่ากับยอห์นกำลังแนะนำชาวอิสราเอลว่า พระเยซูเจ้าทรงเป็น “ลูกแกะปัสกา” (1 คร 5:7) แท้จริงแต่เพียงหนึ่งเดียวที่สามารถช่วยเราทุกคนให้ “รอดพ้นจากความตาย” ได้
2.    ลูกแกะสำหรับถวายบูชา  บิดามารดาของยอห์นเป็นสมณะดังที่ลูกาบันทึกไว้ว่า “สมณะผู้หนึ่งชื่อเศคาริยาห์ประจำเวรในหมวดของอาบียาห์  มีภรรยาชื่อเอลีซาเบธจากตระกูลสมณะอาโรน” (ลก 1:5)
     หน้าที่ของสมณะคือถวายลูกแกะเป็นเครื่องบูชาชดเชยบาปในพระวิหารทุกเช้าและเย็นตามบทบัญญัติที่ว่า “ทุก ๆ วันตลอดไป ท่านจะต้องนำลูกแกะเพศผู้สองตัวอายุหนึ่งปีมาถวายบนพระแท่นบูชา ท่านจะต้องถวายลูกแกะตัวหนึ่ง ในเวลาเช้า อีกตัวหนึ่งถวายเวลาเย็น” (อพย 29:38-39)
    แม้ใกล้อดตายยามสงคราม ชาวอิสราเอลยังถวายลูกแกะเป็นเครื่องบูชาทุกวันจวบจนกระทั่งพระวิหารถูกทำลายราบคาบในปี ค.ศ. 70
    ยอห์นเป็นบุตรของสมณะย่อมรู้จักการถวายลูกแกะเป็นเครื่องบูชาชดเชยบาปเป็นอย่างดี  เมื่อท่านเรียกพระเยซูเจ้าเป็น “ลูกแกะของพระเจ้า” ย่อมหมายความว่าพระองค์ทรงเป็นเครื่องบูชาเที่ยงแท้แต่เพียงหนึ่งเดียวที่สามารถช่วยเราให้ “รอดพ้นจากบาป” ได้
3.    ลูกแกะเชื่องที่ถูกนำไปฆ่า ดังที่ประกาศกเยเรมีย์กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นเหมือนลูกแกะเชื่อง ๆ ถูกพาไปฆ่า” (ยรม 11:19) และเช่นเดียวกัน ประกาศกอิสยาห์ทำนายถึงพระเมสสิยาห์ไว้ว่า “เขาถูกกดขี่ข่มเหงและทนทุกข์ทรมาน แต่ก็ไม่เคยปริปากเลย  เขาถูกนำตัวไปเหมือนลูกแกะที่ถูกนำไปฆ่า” (อสย 53:7)
    ลูกแกะที่ประกาศกทั้งสองทำนายถึงคือ พระเมสสิยาห์ผู้บังเกิดมาด้วยความสุภาพถ่อมตนและเปี่ยมล้นด้วยความรัก เพื่อไถ่กู้ประชากรของพระเจ้าให้รอดพ้นอาศัยการทนทุกข์และเสียสละ
    เมื่อยอห์นเรียกพระเยซูเจ้าเป็น “ลูกแกะของพระเจ้า” ท่านกำลังบอกประชาชนว่า พระเมสสิยาห์ที่บรรดาประกาศกใฝ่ฝันถึง บัดนี้ พระองค์เสด็จมาแล้ว !
4.    ลูกแกะแห่งชัยชนะ  ในสมัยของมัคคาบีซึ่งเป็นช่วงปลายพระธรรมเก่าต่อกับพระธรรมใหม่ ชาวยิวตกอยู่ในภาวะสงคราม  “ลูกแกะที่มีเขา” ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์หมายถึง “ผู้พิชิต”  ยูดามัคคาบี ซามูแอล ดาวิด และโซโลมอน ล้วนได้รับการขนานนามว่า “ลูกแกะ”
    ลูกแกะจึงไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของความสุภาพและอ่อนแอชนิดช่วยเหลือตนเองไม่ได้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่อีกด้วย
        เมื่อยอห์นเรียกพระเยซูเจ้าเป็น “ลูกแกะของพระเจ้า” ท่านจึงมองเห็นทั้งความรัก ความเสียสละ ความทุกข์ทรมาน และชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ !!

    จากคำของทูตสวรรค์ที่กล่าวกับพระนางมารีย์ว่า “ดูซิ เอลีซาเบธ ญาติของท่าน ทั้ง ๆ ที่ชราแล้ว ก็ยังตั้งครรภ์บุตรชาย” (ลก 1:36) ย่อมแสดงว่าทั้งยอห์นและพระเยซูเจ้าเป็นญาติกันและน่าจะรู้จักมักคุ้นกันดี  แต่ทำไมยอห์นจึงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้จักพระองค์” (ยน 1:31) ?
    เหตุผลคงเป็นเพราะว่า ยอห์นรู้จักบิดามารดาของพระองค์และเรียกพระองค์เป็น “ลูกแกะของพระเจ้า” ก็จริง  แต่นอกเหนือจากนี้ พระองค์เป็นอะไร ???
ท่านรู้ว่าพระองค์ “เป็นใคร” แต่ไม่รู้ว่าพระองค์ “เป็นอะไร” !?!
ต่อเมื่อ “เห็นพระจิตเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์เหมือนนกพิราบ และทรงอยู่เหนือพระองค์” (ยน 1:32) ยอห์นจึงตระหนักทันทีว่าพระองค์คือ “ผู้ทำพิธีล้างเดชะพระจิตเจ้า” (ยน 1:33) และทรงเป็น “พระบุตรของพระเจ้า” (ยน 1:34)
      คำ ruach (รูอาก) ในภาษาฮีบรูหมายถึงทั้ง “จิต” และ “ลม” ดังนั้นเมื่อพูดถึง “พระจิตเจ้า” ชาวยิวจึงคิดถึง “ฤทธานุภาพ” ดุจเดียวกับกระแสลมอันทรงพลัง  และคิดถึง “ชีวิต” ซึ่งได้จากลมหายใจ  นอกจากนั้น “พระจิตของพระเจ้า” ยังหมายถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าเองด้วย
    สำหรับชาวยิว บทบาทของพระจิตเจ้ามี 3 ประการด้วยกัน กล่าวคือ
1.    นำความจริงของพระเจ้ามาสู่มนุษย์ ทำให้เรามนุษย์รู้จักพระประสงค์และบทบัญญัติของพระองค์ ดังคำของประกาศกเอเสเคียลว่า “เราจะให้จิตใจใหม่แก่เจ้าและใส่วิญญาณใหม่ในเจ้า...โน้มนำเจ้าให้ปฏิบัติตามกฎหมายของเรา และใส่ใจรักษาบทบัญญัติของเรา” (อสค 36:26-27)
2.    ทำให้มนุษย์เข้าใจและรักษาความจริงนั้นไว้ได้ ดังที่พระเจ้าตรัสผ่านประกาศกอิสยาห์ว่า “นี่เป็นพันธสัญญาของเรากับพวกเขา จิตวิญญาณของเราซึ่งอยู่กับเจ้า และถ้อยคำของเราซึ่งเราใส่ไว้ในปากของเจ้า จะไม่พรากไปจากปากของเจ้า หรือจากปากลูก ๆ ของเจ้า หรือจากปากลูกหลานของพวกเขา นับแต่บัดนี้จวบจนนิรันดร์” (อสย 59:21)
3.    ทำให้มนุษย์กล้าประกาศความจริงแก่ผู้อื่น ดังคำของประกาศกที่ว่า “พระจิตของพระเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะพระองค์ทรงเจิมตั้งข้าพเจ้าไว้ ให้ประกาศข่าวดีแก่ผู้ยากไร้” (อสย 61:1) และ “ข้าพเจ้าเปี่ยมด้วยฤทธิ์อำนาจ ด้วยพระจิตของพระเจ้า และด้วยความยุติธรรมกับกำลัง เพื่อประกาศให้ยาโคบทราบถึงการล่วงละเมิดของเขา และให้อิสราเอลทราบถึงบาปของตน” (มคา 3:8)
ปกติเมื่อพระจิตเจ้าเสด็จลงมา เราอาจสัมผัสกับประสบการณ์พิเศษเช่นรู้สึกถึงความสว่างสุกใส พลัง หรือความกล้าหาญเหนือมนุษย์  แต่ประสบการณ์ดังกล่าวคงอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วยามแล้วก็จางหายไป
ตรงกันข้ามกับพระเยซูเจ้า ยอห์นย้ำถึงสองครั้งสองคราว่า พระจิตเจ้าเสด็จลงมา “ประทับ” (ยน 1:32, 33) ซึ่งบ่งบอกถึงการดำรงอยู่เป็นการถาวร ไม่ใช่ชั่วครู่ชั่วยาม ซึ่งเท่ากับว่าความคิด จิตใจ รวมถึงฤทธานุภาพของพระเจ้าสถิตอยู่กับพระองค์ตลอดไป
ส่วน “พิธีล้าง” ตรงกับคำกรีก baptizein (บัพติเซน) หมายถึง “จุ่ม จม แช่ ท่วม” ตัวอย่างเช่น จุ่มเสื้อในน้ำ เรือจมใต้คลื่น หรือพวกเมาหัวราน้ำ ชาวกรีกก็เรียกว่า “เมาเหล้าท่วมหัว” ดังนี้เป็นต้น
เมื่อยอห์นตระหนักว่าพระเยซูเจ้าคือ “ผู้ทำพิธีล้างเดชะพระจิตเจ้า” จึงหมายความว่าพระองค์สามารถนำ “พระจิตของพระเจ้า” มาประทานแก่เราอย่างล้นเหลือจนว่าชีวิตของเราท่วมท้นไปด้วยพระจิตเจ้า ซึ่งผลที่ตามมาคือ
1.    เราได้รับการส่องสว่าง ให้รู้จักพระเจ้าและพระประสงค์ของพระองค์ ตลอดจนความหมายของชีวิตและหน้าที่การงานต่าง ๆ ของเรา
2.    เราได้รับพละกำลัง และความเข้มแข็งอย่างเพียงพอสำหรับดำเนินชีวิตตามความสว่างและความรู้ที่ได้รับจากพระจิตเจ้า และสามารถจัดการกับทุกสิ่งในชีวิตได้อย่างถูกต้องและไม่ผิดหวัง
3.    เราได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ เพราะนอกจากยอห์นจะพูดถึงพิธีล้างเดชะพระจิตเจ้าแล้ว ท่านยังกล่าวถึงพระเยซูเจ้าว่า “เขาจะทำพิธีล้างให้ท่านเดชะพระจิตเจ้าและไฟ” (มธ 3:11; ลก 3:16)
     “ไฟ” ช่วยเผาและหลอมละลายสิ่งเจือปนให้หมดไป คงเหลือไว้แต่ความบริสุทธิ์ผุดผ่อง    
     อาศัยพระเยซูเจ้า “ผู้ทรงทำพิธีล้างเดชะพระจิตเจ้าและไฟ” เราจึงเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง รู้เป้าหมายชีวิต และมีพละกำลังเพียงพอที่จะพิชิตเป้าหมายนั้น !

บัดนี้ เราผุดผ่องและมีพลังเพื่อจะเป็นพยานยืนยันเช่นเดียวกับยอห์นแล้วหรือยังว่า “ท่านผู้นี้เป็นพระบุตรของพระเจ้า” ?! (ยน 1:34)

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk