^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

ยน 3.14-21 พระเจ้าทรงรักโลก

อาทิตย์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต

ข่าวดี    ยอห์น 3:14-21
(14)โมเสสยกรูปงูขึ้นในถิ่นทุรกันดารฉันใดบุตรแห่งมนุษย์ก็จะต้องถูกยกขึ้นฉันนั้น  (15)เพื่อทุกคนที่มีความเชื่อในพระองค์จะมีชีวิตนิรันดร(16)พระเจ้าทรงรักโลกอย่างมากจึงประทานพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระองค์เพื่อทุกคนที่มีความเชื่อในพระบุตรจะไม่พินาศแต่จะมีชีวิตนิรันดร(17)เพราะพระเจ้าทรงส่งพระบุตรมาในโลกนี้มิใช่เพื่อตัดสินลงโทษโลกแต่เพื่อโลกจะได้รับความรอดพ้นเดชะพระบุตรนั้น(18)ผู้ที่มีความเชื่อในพระบุตรจะไม่ถูกตัดสินลงโทษแต่ผู้ที่ไม่มีความเชื่อก็ถูกตัดสินลงโทษอยู่แล้วเพราะเขามิได้มีความเชื่อในพระนามของพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระเจ้า (19)ประเด็นของการตัดสินลงโทษก็คือความสว่างเข้ามาในโลกนี้แล้วแต่มนุษย์รักความมืดมากกว่ารักความสว่าง เพราะการกระทำของเขานั้นชั่วร้าย(20)ทุกคนที่ทำความชั่วย่อมเกลียดความสว่าง และไม่เข้าใกล้ความสว่างเกรงว่าการกระทำของตนจะปรากฏชัดแจ้ง(21)แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามความจริงย่อมเข้าใกล้ความสว่างเพื่อให้เห็นชัดว่าสิ่งที่เขาทำได้ทำโดยพึ่งพระเจ้า”


“โมเสสยกรูปงูขึ้นในถิ่นทุรกันดารฉันใด บุตรแห่งมนุษย์ก็จะต้องถูกยกขึ้นฉันนั้น” (ข้อ 14)
    ชาวยิวบ่นว่าพระเจ้าและโมเสสที่พาพวกเขาออกจากประเทศอียิปต์มารับความทุกข์ทรมานในถิ่นทุรกันดาร  พระเจ้าจึงลงโทษโดยให้งูพิษมากัดประชาชนตายไปเป็นจำนวนมาก  เมื่อพวกเขาสำนึกผิดและร้องขอพระเมตตาจากพระเจ้า  พระองค์ทรงสั่งโมเสสให้ทำรูปงูติดไว้ที่เสาสูงกลางค่าย  ผู้ใดถูกงูกัด ถ้ามองที่รูปงูก็หาย (กดว 21:4-9)
ต่อมาชาวยิวหลงผิดหันไปกราบไหว้และถวายเครื่องบูชาแก่รูปงูแทนพระเจ้า  กษัตริย์เฮเซคียาห์จึงสั่งให้ทำลายรูปงูที่โมเสสสร้างจนไม่เหลือซาก (2 พกษ 18:4)
     พวกรับบีพยายามอธิบายว่า ผู้ที่รักษาชาวยิวให้หายจากพิษงูร้ายคือพระเจ้าซึ่งเป็นผู้สั่งโมเสสให้สร้างรูปงูนี้ขึ้นมา หาใช่เป็นเพราะฤทธิ์อำนาจของรูปงูแต่ประการใดไม่
    ยอห์นนำเรื่องโมเสส “ยกรูปงูขึ้น” มากล่าวที่นี้เพื่อเปรียบเทียบว่า เมื่อชาวยิวมองดูรูปงู จิตใจของพวกเขาจะคิดถึงพระเจ้า และฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าที่พวกเขาวางใจจะช่วยพวกเขาให้รอดฉันใด  “พระเยซูเจ้าทรงถูกยกขึ้น” เพื่อว่าผู้ใดมองกางเขน จะคิดถึงพระองค์ เชื่อพระองค์ และมีชีวิตนิรันดรฉันนั้น
คำ “ยกขึ้น” ตรงกับภาษากรีก hupsoo (ฮุฟซอโอ) ใช้กับพระเยซูเจ้าใน 2 กรณีเท่านั้น คือ
     1.    เมื่อพระองค์ถูกยกขึ้นบนไม้กางเขน  ดังที่พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เมื่อใดที่ท่านยกบุตรแห่งมนุษย์ขึ้น (ฮุฟซอโอ)  เมื่อนั้นท่านจะรู้ว่า เราเป็น และรู้ว่าเราไม่ทำอะไรตามใจตนเอง แต่พูดอย่างที่พระบิดาทรงสั่งสอนเราไว้” (ยน 8:28)
     และอีกตอนหนึ่ง พระองค์ตรัสว่า “เมื่อเราจะถูกยกขึ้นจากแผ่นดิน (ฮุฟซอโอ)  เราจะดึงดูดทุกคนเข้ามาหาเรา” (ยน 12:32)
     2.    เมื่อพระองค์ได้รับการยกขึ้นสู่พระสิริรุ่งโรจน์ในสวรรค์  ดังที่เปโตรปราศรัยต่อหน้าประชาชนในวันเปนเตกอสเตว่า “พระองค์ทรงได้รับการเทิดทูน (ฮุฟซอโอ) ให้ประทับเบื้องขวาของพระเจ้า” (กจ 2:33)  และเปาโลย้ำอีกครั้งว่า “เพราะเหตุนี้ พระเจ้าจึงทรงเทิดทูน (ฮุฟซอโอ) พระองค์ขึ้นสูงส่ง และประทานพระนามให้แก่พระองค์ พระนามนี้ประเสริฐกว่านามอื่นใดทั้งสิ้น” (ฟป 2:9)
     แสดงว่าในชีวิตของพระเยซูเจ้า การ “ยกขึ้น” ในทั้งสองกรณีมีความสัมพันธ์กันชนิดแยกจากกันไม่ออก  นั่นคือ ถ้าไม่มีกางเขนก็ไม่มีความรุ่งโรจน์
     สำหรับพระเยซูเจ้า กางเขนคือหนทางสู่ความรุ่งโรจน์ !
สำหรับเราคริสตชนก็เช่นกัน หากปราศจากกางเขน ก็ปราศจากมงกุฎ – No Cross No Crown !
   
“เพื่อทุกคนที่มีความเชื่อในพระองค์จะมีชีวิตนิรันดร” (ข้อ 15)
    “เชื่อในพระองค์”  มีความหมายอย่างน้อย 3 ประการคือ
     1.    เชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นดังที่พระเยซูเจ้าบอกเรา  นั่นคือ พระองค์ทรงรักเรา ห่วงใยเรา และปรารถนาจะให้อภัยเรา
        ความเชื่อเช่นนี้ไม่ใช่ชาวยิวจะยอมรับได้ง่าย ๆ  เพราะพวกเขามองพระเจ้าเป็นผู้ตราบทบัญญัติที่พร้อมจะลงโทษทุกคนที่ล่วงละเมิด  เป็นผู้ที่เรียกร้องของถวายและเครื่องบูชามากมายจากมนุษย์  เป็นผู้พิพากษาที่จ้องจับผิดมนุษย์  ฯลฯ
        และเพื่อจะบอกว่าพระเจ้าคือ “บิดา” ที่เฝ้ารอบุตรผู้หลงผิดให้กลับบ้าน พระองค์ต้องยืนยันสิ่งนี้ด้วยชีวิตของพระองค์เองบนไม้กางเขน
        ดังนี้ เราจะเป็นคริสตชนไม่ได้เลยหากเราไม่เชื่อด้วยสิ้นสุดจิตใจว่า “พระเจ้ารักเรา”
    2.    เชื่อว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า  ด้วยความสัมพันธ์ใกล้ชิดฉัน “พ่อลูก” นี้เอง พระองค์จึงล่วงรู้ความคิดและจิตใจของพระเจ้า และสามารถบอกความจริงทุกประการเกี่ยวกับพระเจ้าแก่เราได้
     3.    เชื่อฟังและนบนอบพระเยซูเจ้า เพราะทุกสิ่งที่พระองค์ตรัสล้วนเป็นความจริง  เราจึงต้องเดิมพันชีวิตนิรันดรของเราด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งสอนทุกประการของพระองค์อย่างไม่มีเงื่อนไข
    ทั้งหมดนี้คือ “ความเชื่อ” ที่จะนำเราไปสู่ “ชีวิตนิรันดร” !
     ในภาษากรีก คำ “ไอโอนีออส” ซึ่งแปลว่า “นิรันดร” นั้น มีความหมายเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ
เพราะฉะนั้น “ชีวิตนิรันดร” จึงไม่ใช่เพียง “ชีวิตที่ไม่มีวันสิ้นสุด” หรือ “ชีวิตที่ไม่รู้จักตาย” อันเป็นความหมายเชิงปริมาณเท่านั้น  แต่ยังหมายรวมถึง “ชีวิตที่มีคุณภาพเหมาะสมกับองค์พระผู้เป็นเจ้า” หรือพูดง่าย ๆ คือ “ชีวิตแบบพระเจ้า”
สรุปคือ คนที่เชื่อในพระเยซูเจ้าจะมีชีวิตแบบพระเจ้า !
“ชีวิตแบบพระเจ้า” คือชีวิตแห่ง “สันติสุข”
    1.    เรามีสันติสุขกับพระเจ้า  พระองค์ทรงเป็นบิดาของเรา เราไม่ต้องกลัวพระเจ้าที่เรียกร้องเครื่องบูชา และจ้องลงโทษมนุษย์อย่างเคร่งครัดอีกต่อไป
    2.      เรามีสันติสุขกับโลก  หลังจากได้ประสบกับผลพวงจากสึนามิ เฮอริเคน ไต้ฝุ่น แผ่นดินไหว การก่อการร้าย ความทุกข์ยาก อุบัติเหตุ ความตาย ฯลฯ เราอาจเริ่มสงสัยว่าโลกใบนี้น่าอยู่และเป็นมิตรกับเราหรือไม่ ?
        เมื่อพระเยซูเจ้าทรงบอกว่าพระเจ้าผู้ทรงสร้างโลกใบนี้มีหัวใจแบบ “พ่อ”  ความกังวลสงสัยในเรื่องดังกล่าวจึงหมดไป เพราะ “พ่อ” ย่อมไม่สร้างโลกที่เป็นศัตรูให้ลูกอยู่อาศัย
         เมื่อข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ เราจึงเข้าใจความหมายของความทุกข์ยากต่าง ๆ ในชีวิตได้มากขึ้นว่า “ทุกสิ่ง” ล้วนอยู่ในแผนการของ “พ่อ” เพื่อสอนและเตรียมเราให้พร้อมสำหรับโลกใหม่ที่ดีกว่า  เมื่อเข้าใจดังนี้ เราย่อมอดทนและเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากต่าง ๆ ได้อย่างมีสันติสุข
         นอกจากนั้น บางปัญหายังเป็นผลดีกับตัวเราแม้ในโลกนี้เอง เช่น “การเจ็บป่วย” แม้ไม่ใช่สิ่งที่น่าปรารถนาแต่ก็เป็นเสมือน “สัญญาณเตือนภัย” ให้เราไปพบแพทย์ก่อนที่โรคร้ายหรือความตายจะมาเยือนเรา
    3.    เรามีสันติสุขกับเพื่อนมนุษย์  เมื่อเราได้รับการอภัยจากพระเจ้า เราจึงรู้จักให้อภัยและมองเพื่อนมนุษย์อย่างที่พระเจ้าทรงมอง  เรารวมเป็นครอบครัวเดียวกันด้วยความรักและมีสันติสุข
    4.    เรามีสันติสุขกับตัวเอง  ในโลกนี้ไม่มีใครรู้จักตัวเราเองดีไปกว่าตัวเรา  เรารู้ว่าตัวเองเป็นคนบาป อ่อนแอ และเหลวไหลมากเพียงใด จนบางครั้งเรารู้สึกเกลียดตัวเอง ดูหมิ่นตัวเอง และสำนึกว่าตัวเองไร้ค่า
         แต่พระเยซูเจ้าทรงสอนให้เรามี “สันติสุข” กับตัวเอง เพราะแม้เราจะรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่ามากสักเพียงใดก็ตาม เรายังมีค่าเสมอในสายพระเนตรของพระเจ้าผู้ทรงเป็น “พ่อ” ของเรา และพระองค์ยังทรงกางพระหัตถ์ต้อนรับเราในฐานะ “บุตรและทายาทสวรรค์” อยู่เสมอ
    “สันติสุข” เหล่านี้เริ่มต้นแล้วตั้งแต่ในโลกนี้ และยังเป็นความหวัง เป็นแรงบันดาลใจ และเป็นเป้าหมายในการดำเนินชีวิตของเรา เพื่อให้บรรลุถึง “สันติสุข” ที่ครบสมบูรณ์ในโลกหน้า

“พระเจ้าทรงรักโลกอย่างมาก จึงประทานพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่มีความเชื่อในพระบุตรจะไม่พินาศแต่จะมีชีวิตนิรันดร” (ข้อ 16)
    นี่คือสาระสำคัญของพระวรสาร !
    ที่ว่าเป็นสาระสำคัญ เพราะพระวาจานี้เผยให้เราทราบความจริงเกี่ยวกับพระเจ้า “พระบิดา” ชนิดที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน จวบจนพระเยซูเจ้าทรงบอกเราในวันนี้
    1.    พระบิดาคือผู้ริเริ่มแผนการแห่งความรอด
        ในอดีต ศาสนาของเราได้รับการนำเสนอราวกับว่า อับราฮัม โมเสส หรือบรรดาประกาศกต้องคอยทำให้อารมณ์ของพระบิดาสงบ หรือต้องเฝ้าอ้อนวอนขอให้พระองค์รู้จักอภัยโทษ  แม้ทุกวันนี้บางคนยังพูดถึงพระบิดาราวกับว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่น่าเกรงขาม โกรธง่าย และชอบจดจำความผิด
         ส่วนความอ่อนโยน ความรัก และการให้อภัยนั้นเป็นลักษณะเฉพาะของพระเยซูเจ้า  บางคนถึงกับพูดว่า เป็นพระเยซูเจ้าเองที่ทรงอ้อนวอนพระบิดาให้เปลี่ยนทัศนคติจากชอบลงโทษมาเป็นให้อภัยมนุษย์
        แต่วันนี้ พระเยซูเจ้าทรงทุบโต๊ะบอกเราว่า พระเจ้าพระบิดาคือผู้เริ่มต้นแผนการแห่งความรอด โดยทรง “ประทานพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระองค์” เพื่อทำให้ผู้ที่เชื่อในพระองค์มีชีวิตนิรันดร
    2.    พระบิดาคือองค์ความรัก
        มนุษย์มักคิดและเชื่อว่า พระเจ้าคอยเฝ้าจับผิดมนุษย์ที่เลินเล่อ ไม่เชื่อฟัง หรือทรยศพระองค์ แล้วทรงลงโทษเฆี่ยนตีเพื่อให้มนุษย์หันกลับมาหาพระองค์
        บางคนคิดว่า พระเจ้าต้องการให้มนุษย์จงรักภักดีต่อพระองค์ และให้โลกพิภพยอมจำนนต่อพระองค์ เพียงเพื่อจะได้อวดศักดาบารมีของพระองค์เอง
        แต่พระเยซูเจ้าทรงบอกเราชัดเจนว่า พระบิดาทรงกระทำทุกสิ่ง “เพื่อทุกคนที่มีความเชื่อในพระบุตรจะไม่พินาศ แต่จะมีชีวิตนิรันดร”
        หมายความว่าพระองค์ทรงกระทำทุกสิ่งไม่ใช่เพื่ออวดศักดาหรือทำให้โลกสยบอยู่แทบเท้าของพระองค์ แต่ทรงทำทุกสิ่ง “เพื่อเรามนุษย์” จะได้มีชีวิตนิรันดร
        พระองค์จะไม่มีวันมีความสุขเลยจนกว่าบรรดาลูก ๆ ที่เร่ร่อนของพระองค์จะกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย
        ที่เป็นเช่นนี้เพราะธาตุแท้ของพระบิดาคือ “ความรัก”
    3.    สิ่งที่พระเจ้ารักคือโลก
        พระวาจานี้บ่งบอกถึงความกว้าง ความยาว และความลึกแห่งความรักของพระเจ้าว่ายิ่งใหญ่เพียงใด
        พระเจ้าไม่ได้รักเฉพาะชาวยิว เฉพาะคนดี หรือเฉพาะคนที่รักพระองค์เท่านั้น แต่พระองค์รักคนทั้งโลก !
        นั่นคือทุกคน “ไม่เว้นใครเลย” ล้วนรวมอยู่ในความรักอันกว้างใหญ่ไพศาลของพระเจ้าทั้งสิ้น  แม้ผู้นั้นจะน่ารังเกียจ หรือโดดเดี่ยวไร้คนเหลียวแลเพียงใดก็ตาม
     ดังที่นักบุญเอากุสตินเคยพูดไว้ว่า “พระเจ้าทรงรักเราแต่ละคนราวกับว่ามีเราเพียงคนเดียวให้ทรงรัก”

“ผู้ที่มีความเชื่อในพระบุตรจะไม่ถูกตัดสินลงโทษ แต่ผู้ที่ไม่มีความเชื่อก็ถูกตัดสินลงโทษอยู่แล้ว” (ข้อ 18)
    เราพึ่งจะไดยินว่า “พระเจ้าทรงรักโลกมากจนประทานพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระองค์แก่มนุษย์” แล้วอีกสองบรรทัดถัดมายอห์นกลับพูดว่า “ผู้ที่มีความเชื่อในพระบุตรจะไม่ถูกตัดสินลงโทษ แต่ผู้ที่ไม่มีความเชื่อก็ถูกตัดสินลงโทษ”  ยิ่งไปกว่านั้น พระเยซูเจ้าเองยังตรัสว่า “เรามาในโลกนี้เพื่อพิพากษา” (ยน 9:39)
    พระเจ้าจะรักและตัดสินลงโทษมนุษย์ในเวลาเดียวกันได้อย่างไร ?
    เราสามารถอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ดังนี้
    สมมุติว่าเรารักและคลั่งไคล้ละครเรื่อง “แดจังกึม” มาก จึงพยายามเก็บเงินเพื่อพาคนที่เรารักมากที่สุดไปดูสถานที่ถ่ายทำในประเทศเกาหลี  แต่เดินชมได้สักครู่เดียว คนที่เรารักก็ออกอาการเซ็ง หงุดหงิด และเบื่อหน่ายสุด ๆ
    จะเห็นว่า ความรักของเรากลายเป็นการตัดสินคนที่เรารักไปแล้ว !
    และคนที่ตัดสินย่อมไม่ใช่เราแน่ เพราะเรารักเขาอย่างสุด ๆ และปรารถนาดีต่อเขาอย่างสุด ๆ  แต่เป็นคนที่เรารักนั่นแหละที่ตัดสินตัวเองว่าเป็นคนที่ไม่มีศิลปะอยู่ในหัวใจ !
    ปฏิกิริยาของคนที่เรารักนั่นเองคือการตัดสิน !
    กรณีของพระเยซูเจ้าก็เป็นเช่นเดียวกัน  พระบิดาทรงส่งพระองค์มาพร้อมกับความรักและความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยเรามนุษย์ให้รอดและมีชีวิตนิรันดร
    เมื่อเราเผชิญหน้ากับพระองค์แล้วเราเชื่อ ไว้ใจ และรักพระองค์ เราได้ตัดสินตัวเองให้อยู่ในหนทางแห่งความรอด
    ตรงกันข้ามเมื่อเราเผชิญหน้ากับพระองค์แล้วรู้สึกเฉย ๆ  เย็นชา ซ้ำร้ายบางคนยังรู้สึกไม่พอใจที่พระองค์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตของตนมากเกินไป...
ถ้าปฏิกิริยาของเราเป็นดังนี้ เรานั่นแหละตัดสินลงโทษตัวเราเอง
    พระเจ้ามีแต่รัก เป็นเรามนุษย์เองแหละที่ตัดสินและพิพากษาลงโทษตัวเอง !
   
    ผู้ที่เป็นศัตรูกับพระเยซูเจ้าจะเกลียด “ความสว่าง” เพราะความสว่างทำให้เขามองเห็นความเลวร้ายของตนเอง
    ส่วนผู้ที่เชื่อในพระองค์จะอยู่ฝ่ายเดียวกับความจริง และไม่กลัว “ความสว่าง”
    คำถามคือ “เรากลัวความสว่างหรือไม่ ?”

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
233
8144
51129
41160
420929
17945354
Your IP: 34.204.193.85
2020-06-05 01:08

สถานะการเยี่ยมชม

มี 467 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk