foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2019

IMG resize 2019

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

เอกสารฉลอง 350 ปี

350

พระวาจาประจำวัน

word of God 2

เว็บไซต์คาทอลิก

  • bkk

  • haab

  • becthailand

  • santikham

  • pope report-francis

  • bannerpope

  • cc_link2011

  • 0002

  • thaicatholicbible

  • mass

  • bnbec

  • facebook

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
9339
18499
63780
236024
436281
14546813
Your IP: 3.81.29.226
2019-11-14 08:30

สถานะการเยี่ยมชม

มี 207 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

สมโภชพระวรกายและพระโลหิตพระคริสตเจ้า

ข่าวดี      ยอห์น 6:51-58
    (51)เราเป็นปังทรงชีวิต ที่ลงมาจากสวรรค์ ใครที่กินปังนี้จะมีชีวิตอยู่ตลอดไป และปังที่เราจะให้นี้ คือเนื้อของเราเพื่อให้โลกมีชีวิต” (52)ชาวยิวจึงเถียงกันว่า “คนนี้เอาเนื้อของตนให้เรากินได้อย่างไร”  (53)พระเยซูเจ้าตรัสตอบเขาว่า เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านไม่กินเนื้อของบุตรแห่งมนุษย์ และไม่ดื่มโลหิตของเขา ท่านจะไม่มีชีวิตในตนเอง (54)ผู้ที่กินเนื้อของเรา และดื่มโลหิตของเรา ก็มีชีวิตนิรันดร เราจะทำให้เขากลับคืนชีพในวันสุดท้าย (55)เพราะเนื้อของเราเป็นอาหารแท้ และโลหิตของเราเป็นเครื่องดื่มแท้ (56)ผู้ที่กินเนื้อของเรา และดื่มโลหิตของเรา ก็ดำรงอยู่ในเรา และเราก็ดำรงอยู่ในเขา (57)พระบิดาผู้ทรงชีวิตทรงส่งเรามา และเรามีชีวิตเพราะพระบิดาฉันใด ผู้ที่กินเนื้อของเราจะมีชีวิตเพราะเราฉันนั้น (58)นี่คือปังที่ลงมาจากสวรรค์ ไม่เหมือนปังที่บรรดาบรรพบุรุษได้กินแล้วยังตาย ผู้ที่กินปังนี้จะมีชีวิตอยู่ตลอดไป”


    ในสมัยโบราณ ผู้คนถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้าด้วยการเผาสัตว์บางส่วน แล้วมอบเนื้อสัตว์ที่เหลือจากการเผาบูชาแก่พระสงฆ์ผู้ประกอบพิธีส่วนหนึ่ง ที่เหลือทั้งหมดคืนแก่ผู้ถวายบูชาเพื่อทำอาหารรับประทานร่วมกับญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงภายในบริเวณพระวิหาร โดยมีพระเจ้าของตนเป็นแขกรับเชิญ
คนสมัยก่อนเชื่อว่า เมื่อเผาส่วนหนึ่งของสัตว์เป็นเครื่องบูชาแล้ว พระเจ้าจะเสด็จมาประทับในเนื้อสัตว์ทั้งตัวซึ่งรวมถึงส่วนที่นำมาทำอาหารด้วย ดังนั้นผู้ที่กินเนื้อสัตว์ที่ถวายบูชาแล้วก็เท่ากับกำลังกิน “เลือดเนื้อของพระเจ้า”  ซึ่งจะทำให้ชีวิตของพวกเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยพระเจ้า  พวกเขากลายเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า และกลับออกไปจากพระวิหารพร้อมกับจิตใจและพละกำลังของพระเจ้า !!
    เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราเป็นปังทรงชีวิต ที่ลงมาจากสวรรค์ ใครที่กินปังนี้จะมีชีวิตอยู่ตลอดไป และปังที่เราจะให้นี้ คือเนื้อของเราเพื่อให้โลกมีชีวิต” (ยน 6:51) ชาวยิวจึงเข้าใจสิ่งที่พระองค์ตรัสเป็นอย่างดี  พวกเขาไม่สะดุดใจเรื่องกินเนื้อของพระเจ้าแต่อย่างใด  แต่สิ่งที่พวกเขาถกเถียงกันคือ “คนนี้จะเอาเนื้อของตนให้เรากินได้อย่างไร” (ยน 6:52) เพราะ “คนนี้” เป็นเพียงลูกชายของช่างไม้จน ๆ ที่ชื่อโยเซฟเท่านั้น จะมาอวดอ้างตัวเองเป็น “พระเจ้า” ที่สามารถประทานเนื้อของตนให้พวกเขากินได้อย่างไรกัน ???
พูดง่าย ๆ คือ พวกเขาไม่ยอมรับพระองค์เป็นพระเจ้า !
พระองค์จึงตรัสย้ำกับพวกเขาว่า “ผู้ที่กินเนื้อของเรา และดื่มโลหิตของเรา ก็มีชีวิตนิรันดร” (ยน 6:54)

    เราอาจอธิบายสิ่งที่พระองค์ตรัสตามตัวอักษร โดยยังไม่เกี่ยวข้องกับ “ศีลมหาสนิท” ได้ดังนี้
    “เนื้อ” หมายถึง “ความเป็นมนุษย์ของพระเยซูเจ้า”  ดังที่ยอห์นกล่าวว่า “การดลใจใดที่ยอมรับว่า พระเยซูคริสตเจ้าเสด็จมารับธรรมชาติมนุษย์ ก็เป็นการดลใจที่มาจากพระเจ้า” (1 ยน 4:2) แต่การดลใจใดที่ไม่ยอมรับว่าพระองค์เป็นมนุษย์ก็เป็น “การดลใจของผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อพระคริสตเจ้า” (1 ยน 4:3)
    ยอห์นย้ำนักย้ำหนาว่า พระองค์ทรงมีกระดูกและเนื้อหนังเช่นเดียวกับเรา พระองค์ทรงรับเอาชีวิตแบบมนุษย์ทั้งครบไว้ในตัวพระองค์เอง ซึ่งเท่ากับว่าพระองค์ได้เผชิญกับทุกสิ่งที่มนุษย์อย่างเราต้องเผชิญ พระองค์ต้องต่อสู้ฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรค์ต่าง ๆ เหมือนอย่างเรา แม้แต่การประจญล่อลวง พระองค์ก็ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชนะเช่นเดียวกับเราทุกคน
เพราะฉะนั้น เมื่อพระองค์ตรัสว่า “ผู้ที่กินเนื้อของเราจะมีชีวิตเพราะเรา” (ยน 6:57) จึงหมายความว่า “พวกท่านจงหล่อเลี้ยงความคิด จิตใจ และวิญญาณของท่านอาศัยความเป็นมนุษย์ของเราเถิด  เมื่อใดก็ตามที่พวกท่านท้อแท้ สิ้นหวัง หมดกำลังใจ เข่าอ่อน หรือเบื่อหน่ายชีวิต  จงระลึกเสมอว่า เราได้รับเอาชีวิตและการดิ้นรนทั้งหมดของพวกท่านไว้ในตัวเราแล้ว”
และเนื่องจากพระเยซูเจ้าทรงเป็น “พระเจ้า” ผู้รับเอากายเป็นมนุษย์เหมือนเรา  การหล่อเลี้ยงความคิดและจิตใจของเราด้วย “ความเป็นมนุษย์” ของพระองค์ย่อมทำให้ “ชีวิตและร่างกายของเราได้สัมผัสกับพระเจ้าและถูกปกคลุมด้วยความรุ่งโรจน์ของพระองค์” !
เราได้รับพลัง ความสว่าง และกำลังใจอาศัย “เนื้อ” ของพระองค์....
    “โลหิต” คือ “ชีวิต”  เพราะถ้าโลหิตไหลออกจากร่างกายจนหมด ชีวิตย่อมจบสิ้น  และเพราะ “ชีวิต” เป็นของพระเจ้า ชาวยิวผู้เคร่งครัดจึงไม่กินโลหิต (ฉธบ 15:23) หรือเนื้อที่ชุ่มเลือด (ปฐก 9:4)
เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสสั่งให้เราดื่มโลหิตของพระองค์ จึงหมายถึงให้เรา “นำชีวิตของพระองค์เข้ามาเป็นชีวิตของเรา”
บางคนอาจสงสัยว่าจะทำได้อย่างไร ?
    ขอยกตัวอย่างหนังสือพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก  ตราบใดที่หนังสือเล่มนี้ถูกปิดและวางไว้บนหิ้งหนังสือ เราจะไม่มีทางได้ลิ้มรสความไพเราะหรือได้มีโอกาสขัดเกลาจิตใจด้วยคุณธรรมที่แฝงอยู่ในบทพระราชนิพนธ์นี้เลย เพราะทั้งความไพเราะและคุณธรรมนั้นยังอยู่ “ภายนอก” ตัวเรา
    ต่อเมื่อเราหยิบหนังสือพระราชนิพนธ์เล่มนี้ขึ้นมาอ่าน  เมื่อนั้นแหละความประทับใจมากมายจะหลั่งไหลเข้ามาในหัวใจและความรู้สึกนึกคิดของเรา  บางข้อความอาจฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของเราและกลายเป็นส่วนหนึ่ง “ภายใน” ตัวเรา ซึ่งจะถูกนำออกมาหล่อเลี้ยงความคิด จิตใจ และวิญญาณของเราทุกครั้งที่ต้องการ
    ด้วยหลักการเดียวกัน ตราบใดที่เราปล่อยให้พระเยซูเจ้าประทับอยู่ในตู้ศีลหรือในหนังสือพระคัมภีร์ที่ปิดและเก็บไว้บนหิ้ง ตราบนั้นพระองค์ยังคงอยู่ “ภายนอก” ตัวเรา
    แต่เมื่อเราดื่ม “โลหิต” ของพระองค์ด้วยการ “นำชีวิตของพระองค์เข้ามาเป็นชีวิตของเรา” จนว่า “เราดำรงอยู่ในพระองค์ และพระองค์ทรงดำรงอยู่ในเรา” (ยน 6:56)  เมื่อนั้น ความคิด จิตใจ และวิญญาณของเราย่อมได้รับการหล่อเลี้ยงโดยชีวิตของพระองค์
ด้วยวิธีการนี้เท่านั้น เราจึงมี “ชีวิตนิรันดร” (ยน 6:54) ซึ่งก็คือมีชีวิตเหมือนพระเยซูเจ้านั่นเอง !!
นอกจากคำอธิบายตามตัวอักษรแล้ว การกินเนื้อและดื่มโลหิตของพระเยซูเจ้ายังหมายถึงการเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์โดยผ่านทาง “ศีลมหาสนิท”
เมื่อพระองค์ตรัสว่า “ผู้ที่กินเนื้อของเรา และดื่มโลหิตของเรา ก็ดำรงอยู่ในเรา และเราก็ดำรงอยู่ในเขา” (ยน 6:56) จึงเท่ากับพระองค์ทรงปรารถนาจะสื่อความหมายว่า “ถ้าท่านต้องการเป็นหนึ่งเดียวกับเราและมีชีวิตนิรันดร  ท่านต้องมาร่วมโต๊ะศักดิ์สิทธิ์เพื่อรับประทานปังทรงชีวิตและดื่มเหล้าองุ่นซึ่งเป็นเนื้อและโลหิตของเรา เป็นอาหารแท้และเครื่องดื่มแท้  แล้วท่านจะได้สัมผัสกับความรักและชีวิตของเรา”
    อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตสำคัญประการหนึ่งคือ แทนที่ยอห์นจะเขียนเรื่องการกินเนื้อและดื่มโลหิตของพระองค์ต่อจากการเลี้ยงอาหารค่ำมื้อสุดท้ายซึ่งมีการตั้งศีลมหาสนิทในบทที่ 13  ท่านกลับเขียนเรื่องนี้ต่อจากการทำอัศจรรย์ทวีขนมปังและปลาเลี้ยงประชาชนห้าพันคนที่เมืองเบธไซดา ริมทะเลสาบกาลิลีในบทที่ 6
    แสดงว่ายอห์นไม่ต้องการ “จำกัด” การประทับอยู่ของพระเยซูเจ้าและการเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ไว้ที่โต๊ะศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดหรือภายในตู้ศีลเท่านั้น  แต่ต้องการ “ขยาย” ขอบเขตแห่งการประทับอยู่และเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ออกไปทุกสถานที่และทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่โรงเรียน ที่ทำงาน ขณะพักผ่อนหย่อนใจ เดินทาง หรือแม้แต่ขณะรับประทานอาหารบนทุ่งหญ้าริมทะเลสาบกาลิลีซึ่งพระองค์ทรงใช้เป็นสถานที่ทวีขนมปังเองก็ตาม
    อย่าคิดว่ายอห์นกำลังทำให้ศีลมหาสนิทด้อยค่าลง  ตรงกันข้าม ท่านกำลังขยายความหมายและผลของศีลมหาสนิทให้กว้างขวางออกไป เพื่อโลกทั้งใบจะได้เต็มไปด้วยพระคริสตเจ้า !
    และเนื่องจาก “พระบิดาผู้ทรงชีวิตทรงส่งพระองค์มา” (ยน 6:57) การกินเนื้อและดื่มโลหิตซึ่งทำให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์จึงเป็นหลักประกันสำหรับชีวิตนิรันดรของเรา
    พระองค์จึงสรุปแบบฟันธงว่า “ผู้ที่กินเนื้อของเรา และดื่มโลหิตของเรา จะได้รับชีวิตนิรันดร” (ยน 6:54)
    การ “สมโภชพระวรกายและพระโลหิตพระคริสตเจ้า” จะไม่มีประโยชน์อันใดเลยหากเราไม่เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ด้วยการ “กินเนื้อและดื่มโลหิต” ของพระองค์ แล้วสร้างหลักประกันสำหรับชีวิตนิรันดรของเรา !!