foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

Kamson on Live

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
20219
11920
71452
106004
330048
18340246
Your IP: 18.206.194.134
2020-07-10 23:53

สถานะการเยี่ยมชม

มี 274 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

วันอาทิตย์ที่ 4 เทศกาลปัสกา

ข่าวดี    ยอห์น 10:11-18
(11)เราเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดี ผู้เลี้ยงแกะย่อมสละชีวิตเพื่อแกะของตน (12)ลูกจ้างที่ไม่ใช่ผู้เลี้ยงแกะและไม่เป็นเจ้าของแกะ เมื่อเห็นสุนัขป่าเข้ามาก็ละทิ้งบรรดาแกะและหนีไป สุนัขป่าแย่งชิงแกะ และฝูงแกะก็กระจัดกระจายไป (13)ลูกจ้างวิ่งหนีเพราะเขาเป็นเพียงลูกจ้าง ไม่มีความห่วงใยฝูงแกะเลย (14)เราเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดี เรารู้จักแกะของเรา และแกะของเราก็รู้จักเรา(15)พระบิดาทรงรู้จักเราฉันใด เราก็รู้จักพระบิดาฉันนั้น เรายอมสละชีวิตเพื่อแกะของเรา (16)เรายังมีแกะอื่น ๆ ซึ่งไม่อยู่ในคอกนี้ เราต้องนำหน้าแกะเหล่านี้ด้วย แกะจะฟังเสียงของเรา
จะมีแกะเพียงฝูงเดียวและผู้เลี้ยงเพียงคนเดียว (17)พระบิดาทรงรักเรา เพราะเราสละชีวิตของเราเพื่อจะเอาชีวิตนั้นคืนมาอีก (18)ไม่มีใครเอาชีวิตไปจากเราได้ แต่เราเองสมัครใจสละชีวิตนั้น
เรามีอำนาจที่จะสละชีวิตของเรา และมีอำนาจที่จะเอาชีวิตนั้นคืนมาอีก นี่คือพระบัญชาที่เราได้รับจากพระบิดาของเรา


“เราเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดี”
    คนเลี้ยงแกะต้องรับผิดชอบแกะที่ตนเลี้ยงแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด  หากมีอันตรายเกิดขึ้นกับแกะ พวกเขาต้องหาข้อพิสูจน์มายืนยันว่าไม่ใช่ความผิดของพวกเขา ดังที่กฎหมายกำหนดไว้ว่า “ถ้าสัตว์นั้นถูกสัตว์ป่ากัดตาย เขาจะนำซากส่วนที่เหลืออยู่มาให้ดูเป็นหลักฐาน” (อพย 22:12)
    คำพูดของประกาศกอาโมสที่ว่า “ผู้เลี้ยงแกะชิงได้ขาสองขา หรือหูชิ้นหนึ่งมาจากปากสิงห์ได้อย่างไร  คนอิสราเอลผู้อยู่ในสะมาเรีย จะได้รับความช่วยเหลือให้ได้เตียงมุมหนึ่ง และได้หมอนแพรของที่นอนฉันนั้น” (อมส 3:12) ย่อมบ่งบอกความรับผิดชอบของคนเลี้ยงแกะได้เป็นอย่างดีว่า พวกเขาต้องพร้อมเสี่ยงชีวิตเพื่อแกะของตนมากสักเพียงใด
    ดาวิดและอิสยาห์ก็ต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อแกะที่ตนเลี้ยง (1ซมอ 17:34-36; อสย 31:4)
    และจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา คนเลี้ยงแกะหลายคนไม่เพียงเสี่ยงชีวิตเท่านั้น แต่ได้พลีชีวิตจริง ๆ เพื่อแกะของตน
    แต่ใช่ว่าคนเลี้ยงแกะจะซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเหมือนกันหมด  มีคนเลี้ยงแกะจำนวนมากที่พร้อมจะละทิ้งแกะเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของตนเอง !
    ความแตกต่างระหว่างคนเลี้ยงแกะสองประเภทอยู่ตรงที่คนเลี้ยงแกะจริง ๆ เกิดมาเพื่อเลี้ยงแกะโดยเฉพาะ  ทันทีที่มีอายุพอสมควร พวกเขาจะถูกส่งออกไปอยู่กับฝูงแกะและคลุกคลีอยู่กับแกะ  จนแกะกลายเป็นเพื่อนและเป็นเหมือนหุ้นส่วนชีวิตที่พวกเขาคิดถึงก่อนจะคิดถึงตัวเองเสียอีก
    ส่วนคนเลี้ยงแกะที่เป็นลูกจ้างนั้น พวกเขาไม่ได้มีกระแสเรียกเป็นคนเลี้ยงแกะตั้งแต่เริ่มแรก  สาเหตุเดียวที่ทำให้พวกเขาเข้าสู่วงการเลี้ยงแกะคือความต้องการ “งานและเงิน”  พวกเขาจึงขาดสำนึกและความรับผิดชอบต่อหน้าที่อันสูงส่งเช่นนี้
    ในพระธรรมใหม่ ศัตรูของฝูงแกะคือสุนัขป่า ดังที่พระเยซูเจ้าทรงตรัสไว้ว่า “เราส่งท่านไปเหมือนแกะในฝูงสุนัขป่า” (มธ 10:16) หรือดังที่นักบุญเปาโลกล่าวว่า “ข้าพเจ้ารู้ว่า เมื่อข้าพเจ้าจากไปแล้ว สุนัขป่าดุร้ายจะเข้ามาในกลุ่มของท่านและจะทำร้ายฝูงแกะ” (กจ 20:29) หากสุนัขป่าเข้าโจมตีฝูงแกะ ลูกจ้างเลี้ยงแกะจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างหมดนอกจากการวิ่งหนีเอาชีวิตรอดเท่านั้น
    ประเด็นของพระเยซูเจ้าคือ
    - หากเราทำงานเพียงเพราะหวัง “รางวัล” เราจะคิดถึง “เงิน” เป็นส่วนใหญ่
    - แต่ถ้าเราทำงานเพราะ “ใจรัก” เราจะคิดถึง “คน” ที่เราตั้งใจรับใช้เป็นส่วนใหญ่
    พระองค์คือผู้เลี้ยงแกะที่ดีเพราะพระองค์รักแกะของพระองค์ และพร้อมจะเสี่ยงหรือแม้แต่พลีชีวิตของพระองค์เองเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของแกะ !
    มีข้อคิดที่เราควรนำมาใคร่ครวญ 2 ประการด้วยกัน คือ
    1.    พระเยซูเจ้าคือผู้เลี้ยงแกะที่ดี  คำว่า “ดี” ในภาษากรีกใช้ 2 คำ คือ
        - agathos (อากาธอส) หมายถึงสิ่งที่มีคุณภาพ หรือมีคุณสมบัติทางด้านศีลธรรมอยู่ในเกณฑ์ดี
        - kalos (คาลอส) หมายถึงนอกจาก “ดี” แบบ “อากาธอส” แล้ว ยังมีความน่ารัก น่าชื่นชมแฝงอยู่ด้วย และพระองค์ทรงเลือกใช้คำ “คาลอส” เพื่อบอกว่าทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ “ดี”
        หมายความว่า พระเยซูเจ้านอกจากจะเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดี มีประสิทธิภาพและซื่อสัตย์ต่อการปกป้องฝูงแกะของพระองค์แล้ว พระองค์ยังมีความน่ารักอีกด้วย
        เหมือนเวลาเราบอกว่า “คุณพ่อคนนี้ดี” หรือ “คุณหมอคนนั้นดี” เราไม่ได้หมายความเพียงว่าคุณพ่อหรือคุณหมอคนนั้นเก่งเพียงอย่างเดียว แต่เราคิดถึงความใจดี ความเอื้ออาทร ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอันเป็นคุณสมบัติที่น่ารัก น่าชื่นชมของท่านเหล่านั้นด้วย
    2.    คนรับจ้างเลี้ยงแกะคืออันตรายใหญ่สุด  ฝูงแกะคือพระศาสนจักร  อันตรายของพระศาสนจักรมีทั้งจากภายนอกและจากภายใน  จากภายนอกคือสุนัขป่า ขโมย และโจร  จากภายในคือคนรับจ้างเลี้ยงแกะที่ไม่รับผิดชอบและพร้อมทอดทิ้งแกะให้เผชิญภยันตรายตามลำพัง
        หากผู้เลี้ยงแกะมองกระแสเรียกของตนเป็น “อาชีพ” มากกว่าเป็น “การรับใช้” แกะย่อมตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวง เพราะศัตรูจากภายนอกสามารถจู่โจมเข้าทำลายฝูงแกะได้โดยง่าย
        มีทางเดียวที่จะเยียวยาอันตรายนี้ได้คือเราต้องเป็นผู้เลี้ยงแกะตามแบบอย่างของพระเยซูคริสตเจ้า !

“เรายังมีแกะอื่น ๆ ซึ่งไม่อยู่ในคอกนี้ เราต้องนำหน้าแกะเหล่านี้ด้วย แกะจะฟังเสียงของเรา จะมีแกะเพียงฝูงเดียวและผู้เลี้ยงเพียงคนเดียว” (ข้อ 16)
    สิ่งหนึ่งที่เอาชนะได้ลำบากยากเย็นที่สุดคือ “การกีดกัน”  เมื่อชาวยิวได้รับเลือกให้มีอภิสิทธิ์เป็นประชากรของพระเจ้า พวกเขาเชื่อว่าอภิสิทธิ์นี้เป็นของพวกเขาเพียงชาติเดียว  ชาติอื่น ๆ ถูกกีดกันออกไปจากการเป็นประชากรของพระเจ้า  คนชาติอื่นอย่างดีก็เหมาะสำหรับเป็นทาสของพวกเขา อย่างร้ายหน่อยก็เหมาะสำหรับเป็นเชื้อไฟในนรก
    โชคร้ายที่ความรู้สึกกีดกันหรือดูหมิ่นคนต่างศาสนาได้ตกทอดมาสู่เราไม่มากก็น้อย จนบางคนรู้สึก “หวงข่าวดี” และไม่กระตือรือร้นในการประกาศความรักของพระเยซูเจ้า
    แต่พระองค์ทรงใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่ง “จะมีแกะเพียงฝูงเดียวและผู้เลี้ยงเพียงคนเดียว”
    เราต้องไม่สับสนกับคำสั่งเฉพาะกาลอันเนื่องมาจากขาดกำลังคนดังเช่น “อย่าเดินตามทางของคนต่างชาติ อย่าเข้าไปในเมืองของชาวสะมาเรีย แต่จงไปหาแกะพลัดฝูงของวงศ์วานอิสราเอลก่อน” (มธ 10:5-6)
    เพราะก่อนเสด็จสู่สวรรค์ พระองค์ได้ประทานคำสั่งตลอดกาลแก่เราทุกคนว่า “ท่านทั้งหลายจงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา” (มธ 28:19)
    จากวิสัยทัศน์ของพระเยซูเจ้าที่มองว่า สักวันหนึ่ง “จะมีแกะเพียงฝูงเดียวและผู้เลี้ยงเพียงคนเดียว” นี้ ก่อให้เกิดความคิดและพลังบันดาลใจแก่เรา 2 ประการด้วยกัน กล่าวคือ
    1.    โลกจะเป็นหนึ่งเดียวกันได้ก็โดยอาศัยพระเยซูเจ้า  เพราะพระองค์คือ “ผู้เลี้ยงแกะเพียงคนเดียว” คนนั้น !
        มีบันทึกการสนทนาระหว่างมิชชันนารี่คนแรกที่ไปประกาศข่าวดีแก่ชาวอินเดียนแดง กับหัวหน้าเผ่าสูงอายุผู้หนึ่ง
        หลังจากเทศน์สอนเรื่องความรักของพระเจ้าแล้ว  หัวหน้าเผ่าถามมิชชันนารี่ว่า “เมื่อตะกี้ตอนที่พูดถึงเรื่องพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ฉันได้ยินท่านพูดว่า ‘บิดาของเรา’ ใช่ไหม?”
        “ใช่” มิชชันนารี่ตอบ
        “นี่เป็นข่าวใหม่และข่าวดีจริง ๆ” หัวหน้าเผ่ากล่าว “เราไม่เคยคิดว่าพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เป็นบิดาของเรา  เราเคยได้ยินเสียงของพระองค์เวลาฟ้าร้อง เราเห็นพระองค์เวลาฟ้าแลบและฟ้าผ่า  เรากลัวพระองค์”  ชายชราหยุดชั่วครู่ และทันใดเขาโพล่งออกมาด้วยความตื่นเต้น “เอ ท่านมิชชันนารี่ ท่านพูดว่าพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เป็นบิดาของท่านใช่ไหม ?”
        “ใช่” มิชชันนารี่ตอบ
        “แล้ว” หัวหน้าเผ่าถามต่อ “ท่านพูดว่าพระองค์ทรงเป็นบิดาของชาวอินเดียนแดงด้วยใช่ไหม ?”
        “แน่นอน” มิชชันนารี่กล่าว
        “ถ้างั้น” หัวหน้าเผ่าพูดด้วยความดีใจสุดขีด “ท่านและเราก็เป็นพี่น้องกันสิ !”
        ความเป็นหนึ่งเดียวกันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราต่างเป็นบุตรของพระเจ้าร่วมกัน  หาไม่แล้วโลกจะแบ่งแยกเป็นชาติต่าง ๆ  และในชาติเดียวกันยังแบ่งเป็นเผ่า เป็นก๊ก เป็นชนชั้น เป็นพรรค เป็นพวก ฯลฯ ไม่มีวันจบสิ้น
        เราจะเอาชนะเส้นแบ่งความแตกต่างได้ก็โดยอาศัยข่าวดีของพระเยซูคริสตเจ้า พระเจ้าของเราเท่านั้น !
    2.    วิสัยทัศน์ของพระองค์จะเป็นจริงได้ก็โดยอาศัยเราทุกคน  มนุษย์จะได้ยินข่าวดีได้อย่างไรหากไม่มีผู้ประกาศ  แกะจะเป็นฝูงเดียวกันได้อย่างไรหากไม่มีคนเลี้ยงแกะออกไปต้อนมันมารวมกัน
        นี่คือภารกิจอันยิ่งใหญ่ของพระศาสนจักรและของเราทุกคน !
        ไม่ว่าผู้ใดก็ตามที่เจริญชีวิตอยู่ “นอกความรัก” ของพระเยซูเจ้า ทั้งผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเราและอยู่ห่างไกลออกไปคนละมุมโลก  เราต้องช่วยกันพาพวกเขากลับมาสู้อ้อมกอดอันอบอุ่นของพระองค์
        เป็นหน้าที่ของเราจริง ๆ ที่จะช่วยกันทำให้วิสัยทัศน์ของพระองค์ที่ประสงค์จะเห็นแกะฝูงเดียวโดยมีพระองค์เป็นผู้เลี้ยง เป็นจริงขึ้นมา !

“พระบิดาทรงรักเรา เพราะเราสละชีวิตของเราเพื่อจะเอาชีวิตนั้นคืนมาอีก”
    คำพูดสั้น ๆ นี้แสดงให้เห็นตัวตนของพระเยซูเจ้าได้ดีที่สุด
    1.    ชีวิตของพระองค์คือการนบนอบพระบิดา  พระองค์พร้อมน้อมรับภารกิจทุกอย่างที่พระบิดาทรงมอบหมายแก่พระองค์แม้จะต้องพลีชีพก็ตาม  ความเป็น “พระบุตร” ของพระองค์มิได้หมายความว่าพระองค์นึกจะทำอะไรตามใจชอบก็ได้ แต่พระองค์ทรงเลือกกระทำเฉพาะสิ่งที่พระบิดาทรงพอพระทัยเท่านั้น
        หากเราปรารถนาเป็นบุตรของพระเจ้า เราต้องนบนอบต่อน้ำพระทัยของพระบิดาเช่นเดียวกัน !
    2.    พระองค์มองกางเขนเป็นหนทางสู่ความรุ่งโรจน์  พระองค์ไม่เคยสงสัยเลยว่าจะต้องสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และในเวลาเดียวกัน พระองค์ก็ไม่สงสัยเลยว่าจะกลับคืนพระชนมชีพ  เหตุผลคือพระองค์ทรงวางพระทัยในพระบิดาอย่างเต็มเปี่ยม  พระองค์ทราบดีว่าพระบิดาจะไม่มีวันทอดทิ้งพระองค์
        การมีทัศนคติเช่นเดียวกับพระเยซูเจ้าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเราทุกคน เพราะทุกสิ่งที่มีคุณค่าล้วนต้องขวนขวายแสวงหามาด้วยความยากลำบากทั้งนั้น  หรือพูดง่าย ๆ คือ เราต้องลำบากก่อนจึงจะสบายทีหลัง  หากเราไม่อุตส่าห์ร่ำเรียนแล้วจะได้ปริญญาอย่างไร  หรือหากเราไม่เพียรฝึกฝนเราจะเป็นนักกีฬาที่มีชื่อเสียงได้อย่างไร
        ที่สำคัญเราจะบรรลุความรุ่งโรจน์เช่นเดียวกับพระเยซูเจ้าได้อย่างไร หากเรามีแต่สร้างกางเขนให้ผู้อื่นแบก ?!
    3.    พระองค์สิ้นพระชนม์ด้วยความสมัครพระทัย  พระองค์ตรัสว่า “ท่านคิดว่า เราจะอ้อนวอนพระบิดาเจ้าให้ส่งทูตสวรรค์มากกว่าสิบสองกองพลมาช่วยเราบัดนี้มิได้หรือ” (มธ 26:53) และ “ไม่มีใครเอาชีวิตไปจากเราได้” (ยน 10:18)
        แปลว่าพระองค์ไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์จนตรอก หรือเป็นเหมือนลูกแกะที่ถูกลากจูงไปฆ่าเป็นเครื่องบูชาโดยไม่เต็มใจและไม่รู้เรื่องรู้ราวใด ๆ ทั้งสิ้น
        ตรงกันข้าม พระองค์เองเลือกและเต็มใจพลีชีพของพระองค์เอง...
        เพื่อเรา !!!

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk