foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

Kamson on Live

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
1933
19060
20993
139728
330048
18373970
Your IP: 3.235.22.210
2020-07-13 02:30

สถานะการเยี่ยมชม

มี 306 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

วันอาทิตย์ที่ 4 เทศกาลปัสกา

ข่าวดี    ยอห์น 10:27-30
    (27)แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา
เรารู้จักมัน และมันก็ตามเรา
(28)เราให้ชีวิตนิรันดรกับแกะเหล่านั้น
และมันจะไม่พินาศเลยตลอดนิรันดร
ไม่มีใครแย่งชิงแกะเหล่านั้นไปจากมือเราได้
(29)พระบิดาของเรา ผู้ประทานแกะเหล่านี้ให้เรา ทรงยิ่งใหญ่กว่าทุกคน
และไม่มีใครแย่งชิงไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาได้
(30)เรากับพระบิดาเป็นหนึ่งเดียวกัน


    ชาวยิวทูลถามพระเยซูเจ้าว่า “ท่านจะปล่อยให้ใจของพวกเราสงสัยอยู่นานเท่าใด ถ้าท่านเป็นพระคริสตเจ้า ก็จงบอกพวกเราให้ชัดเจนเถิด” (ยน 10:24)
พระองค์ตรัสตอบว่า “เราบอกท่านทั้งหลายแล้วแต่ท่านไม่เชื่อ กิจการที่เราทำในนามของพระบิดาของเราก็เป็นพยานให้เรา แต่ท่านไม่เชื่อ เพราะท่านไม่ใช่แกะของเรา” (ยน 10:25-26)
อันที่จริง พระเยซูเจ้าได้ทรงบอกหญิงชาวสะมาเรียแล้วว่าทรงเป็น “พระเมสสิยาห์” (ยน 4:26) และทรงบอกคนตาบอดแต่กำเนิดว่าทรงเป็น “พระบุตรของพระเจ้า” (ยน 9:37)
และก่อนหน้าพระองค์ ประกาศกอิสยาห์ได้ทำนายถึงยุคสมัยของพระเมสสิยาห์ไว้ว่า “นัยน์ตาของคนตาบอดจะเปิดออก หูของคนหูหนวกจะเปิด คนง่อยจะกระโดดได้อย่างกวาง และลิ้นของคนใบ้จะร้องเพลงด้วยความชื่นบาน” (อสย 35:5-6)
สิ่งที่อิสยาห์กล่าวทำนายไว้ทั้งหมด พระองค์ได้ทรงกระทำแล้ว !
ยิ่งไปกว่านั้น โมเสสยังได้ทำนายไว้ก่อนหน้าอิสยาห์เสียอีกว่า พระเจ้าจะทรงแต่งตั้ง “ประกาศกของพระเจ้า” ที่ทุกคนจะต้องเชื่อฟัง (ฉธบ 18:15)
ทั้ง ๆ ที่ชาวยิวได้เห็นและได้ฟังแล้วว่าพระองค์ทรงสอนอย่างผู้ทรงอำนาจทั้งในน้ำเสียงและในเนื้อหา ต่างจากประกาศกก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
แต่พวกเขาไม่เชื่อว่าพระองค์คือประกาศกของพระเจ้า และไม่ยอมรับว่าพระองค์คือพระเมสสิยาห์หรือพระคริสตเจ้า ผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้า !
ทั้งนี้เพราะ พวกเขาไม่ใช่แกะของพระองค์ ! (ยน 10:26)
ตรงกันข้าม หากเป็นแกะของพระองค์ มันย่อมฟังเสียงของพระองค์ ติดตามพระองค์ และพระองค์ทรงรู้จักมันทุกตัวด้วย (เทียบ ยน 10:27)
ในปาเลสไตน์ ชาวยิวเลี้ยงแกะไว้เพื่อตัดขนมากกว่าเป็นอาหาร  แกะแต่ละตัวจึงมีอายุยืนนานและอยู่กับคนเลี้ยงจนต่างฝ่ายต่างรู้จักและจำกันได้หมด  คนเลี้ยงนิยมตั้งชื่อแกะตามลักษณะของมันเช่น ไอ้ขาลาย นางหูดำ เป็นต้น  ปกติคนเลี้ยงจะเดินนำหน้าฝูงแกะเพื่อดูให้แน่ใจว่าหนทางข้างหน้าปลอดภัย และคอยส่งเสียงร้องเป็นครั้งคราวเพื่อให้แกะรู้ตำแหน่ง  แกะจะฟังเสียงและติดตามคนเลี้ยงเสมอ  หากได้ยินเสียงที่ไม่คุ้นเคย พวกมันจะหยุดอยู่กับที่ และจะหันหลังวิ่งหนีทันทีหากเสียงที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
สำหรับ “แกะของพระเยซูเจ้า” ที่ฟังเสียงและติดตามพระองค์ นั่นคือเชื่อและยอมรับว่าพระองค์คือ “พระคริสตเจ้าผู้เป็นบุตรของพระเจ้า”  พระองค์ทรงสัญญาจะประทาน 3 สิ่งคือ
    1.    ชีวิตนิรันดร  ดังที่ทรงตรัสว่า “เราให้ชีวิตนิรันดรกับแกะเหล่านั้น” (ยน 10:28)
        หากเราเชื่อและยอมรับพระองค์เป็นพระคริสตเจ้า เราจะกลายเป็นสมาชิกในฝูงแกะของพระองค์ และเมื่อนั้นเราจะตระหนักดีว่าสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ด้อยค่าเพียงใดเมื่อเทียบกับความรุ่งโรจน์ยิ่งใหญ่ของชีวิตนิรันดร
     เพราะชีวิตนิรันดรก็คือ “ชีวิตแบบเดียวกับพระเจ้า” นั่นเอง !
    2.    ชีวิตที่ไม่สิ้นสุด เพราะแกะของพระองค์ “จะไม่พินาศเลยตลอดนิรันดร” (ยน 10:28)
         ผู้ที่ฟังเสียงของพระองค์จึงมั่นใจได้ว่า “ความตาย” ไม่ใช่การจบสิ้น แต่เป็นการเริ่มต้นของ “ชีวิต” อันรุ่งโรจน์ที่ไม่มีผู้ใดสามารถทำลายให้พินาศได้
    3.    ชีวิตที่มั่นคง ชนิดที่ “ไม่มีใครแย่งชิงแกะเหล่านั้นไปจากมือเราได้” (ยน 10:28)
        เมื่อพระองค์ทรงปกป้องแกะของพระองค์มิให้ผู้ใดแย่งชิงไปได้เช่นนี้  ชีวิตของเราจึงมีความมั่นคงสูงสุด !
         แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าชีวิตของเราจะรอดพ้นจากความเศร้าโศกเสียใจ หรือจากความทุกข์ยากและความตาย  แต่หมายความว่าในห้วงเวลาอันแสนมืดมิดและเจ็บปวด เรามั่นใจได้เต็มร้อยว่า “พระหัตถ์อันอบอุ่นและทรงฤทธิ์ของพระองค์ทรงโอบอุ้มเราอยู่เสมอ”

    คำถามคือ ทำไมพระเยซูเจ้าจึงมั่นใจและกล้าสัญญาประทานสิ่งที่ยิ่งใหญ่ปานนี้ ?  พระองค์ทรงวางใจในฤทธิ์อำนาจของพระองค์เองมากเกินไปหรือไม่ ?
    เกี่ยวกับประเด็นนี้ พระองค์ทรงตอบคำถามไว้อย่างชัดเจนว่า “พระบิดาของเรา ผู้ประทานแกะเหล่านี้ให้เรา ทรงยิ่งใหญ่กว่าทุกคน และไม่มีใครแย่งชิงไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาได้” (ยน 10:29)
    แปลว่า เบื้องหลังความวางใจอย่างเต็มเปี่ยมของพระองค์คือ “พระบิดา” !
    เป็นพระบิดาเองที่ทรงมอบแกะให้แก่พระองค์ !
    เป็นพระบิดาเองที่ทรงยื่นพระหัตถ์ออกมาปกป้องแกะของพระองค์ !
    พระบิดาทรงเปี่ยมด้วยฤทธิ์อำนาจและทรงยิ่งใหญ่ที่สุด !
    เพราะฉะนั้น พระองค์ไม่ได้วางใจในฤทธิ์อำนาจของพระองค์เอง  แต่ทรงวางใจในพระบิดาล้วน ๆ !!!
    นี่คือพระเยซูเจ้า !!!
    พระองค์แสนสุภาพและวางใจในพระบิดาอย่างสุด ๆ
    แล้วเรายังคิดจะเป็นศิษย์ล้างครู ด้วยการวางใจและพึ่งพาความสามารถตามประสามนุษย์ของตนเองล้วน ๆ ต่อไปอีกหรือ ?

    ที่สุด พระเยซูเจ้าทรงเปิดเผยความจริงอันยิ่งใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับพระองค์เอง นั่นคือ “พระองค์กับพระบิดาทรงเป็นหนึ่งเดียวกัน” (เทียบ ยน 10:30)   
    นักปรัชญาและนักเทวศาสตร์ได้คิดค้นคำเฉพาะคือ hypostatic union ขึ้นมาเพื่ออธิบายว่าทั้งสองพระองค์ทรงมีพระธรรมชาติเดียวกัน ต่างกัน และเท่ากัน
    ฟังดูรื่นหู แต่ก็ยังเป็นธรรมล้ำลึกที่เข้าใจได้ยาก หรืออาจไม่มีทางเข้าใจได้เลย !
    จึงอยากให้เราหันกลับมาอ่านพระวรสาร เพื่อค้นหาความหมายที่ง่ายและชัดเจนว่าพระองค์ทรงหมายถึงสิ่งใดเมื่อตรัสว่า “เรากับพระบิดาทรงเป็นหนึ่งเดียวกัน”
    หลังอาหารค่ำครั้งสุดท้าย พระเยซูเจ้าทรงอธิษฐานภาวนาเพื่อบรรดาศิษย์ของพระองค์ว่า “ข้าแต่พระบิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ โปรดเฝ้ารักษาบรรดาผู้ที่ทรงมอบให้ข้าพเจ้าไว้ในพระนามของพระองค์ เพื่อเขาจะได้เป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนกับพระองค์และข้าพเจ้า” (ยน 17:11)
    และอีกตอนหนึ่ง พระองค์กล่าวว่า “พระสิริรุ่งโรจน์ที่พระองค์ประทานให้ข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าได้ให้กับเขา เพื่อให้เขาเป็นหนึ่งเดียวกันเช่นเดียวกับที่พระองค์และข้าพเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน” (ยน 17:22)
    แปลว่า พระองค์ทรงมองความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างบรรดาศิษย์ว่า “เหมือน” กันกับความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างพระองค์กับพระบิดา !
    แต่เนื่องจากความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างบรรดาศิษย์มีเคล็ดลับอยู่ที่คำสั่ง “ให้ท่านรักกัน เรารักท่านทั้งหลายอย่างไร ท่านก็จงรักกันอย่างนั้นเถิด” (ยน 13:34)
    “ความรัก” จึงเป็นบ่อเกิดของความเป็น “หนึ่งเดียว” !
    บรรดาศิษย์เป็นหนึ่งเดียวกันเพราะ “รักกัน” ฉันใด  พระเยซูเจ้าและพระบิดาทรงเป็นหนึ่งเดียวกันก็เพราะทรง “รักกัน” ฉันนั้น !
    นี่คือคำอธิบายว่า “เรากับพระบิดาทรงเป็นหนึ่งเดียวกัน” หมายความว่าอะไร !
    ประเด็นถัดไปคือ แล้วเราจะพิสูจน์ “ความรัก” ของเราได้อย่างไร ?
    พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ถ้าท่านปฏิบัติตามบทบัญญัติของเรา ท่านก็จะดำรงอยู่ในความรักของเรา เหมือนกับที่เราปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระบิดาของเรา และดำรงอยู่ในความรักของพระองค์” (ยน 15:10)  และอีกครั้งหนึ่งว่า “ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา ท่านจะปฏิบัติตามบทบัญญัติของเรา” (ยน 14:15)
    เห็นได้ชัดเจนว่า บทพิสูจน์ความรักที่พระองค์ทรงเรียกร้องจากเราคือการปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระองค์
    หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือทรงปรารถนาให้เรา “นบนอบเชื่อฟัง” พระองค์ !
    ทั้งหมดนี้นำมาสู่บทสรุปที่ว่า...
เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสว่า “เรากับพระบิดาเป็นหนึ่งเดียวกัน”  พระองค์กำลังบอกเราว่า “พระองค์ทรงรักพระบิดาจนถึงที่สุด และทรงพิสูจน์ความรักของพระองค์ด้วยการนบนอบเชื่อฟังพระบิดาจนกระทั่งยอมตาย แม้เป็นความตายบนไม้กางเขนก็ตาม”
สำหรับพระองค์ ความเป็นหนึ่งเดียวกันจึงหมายถึง ความรัก และการนบนอบเชื่อฟัง !
    เมื่อ “เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูเจ้า” โดยเฉพาะทางศีลมหาสนิท  เรากล้าทูลพระองค์หรือไม่ว่า...
    ลูกรักพระองค์สุดชีวิต
    ลูกพร้อมนบนอบเชื่อฟังพระองค์
        ลูกพร้อมดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์
ลูกพร้อมดำเนินชีวิตเหมือนพระองค์ ?

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk