^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

ยน 20.19-31 พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์กับบรรดาศิษย์

วันอาทิตย์ที่ 2 เทศกาลปัสกา

ข่าวดี    ยอห์น 20:19-31
(19)ค่ำวันนั้นซึ่งเป็นวันต้นสัปดาห์ ประตูห้องที่บรรดาศิษย์กำลังชุมนุมกันปิดอยู่เพราะกลัวชาวยิว พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามาประทับยืนอยู่ตรงกลาง ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “สันติสุขจงสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด”  (20)ตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ทรงให้บรรดาศิษย์ดูพระหัตถ์และด้านข้างพระวรกาย เมื่อเขาเหล่านั้นเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็มีความยินดี  (21)พระองค์ตรัสกับเขาอีกว่า “สันติสุขจงสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งท่านทั้งหลายไปฉันนั้น”
(22)ตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ทรงเป่าลมเหนือเขาทั้งหลาย ตรัสว่า “จงรับพระจิตเจ้าเถิด
(23)ท่านทั้งหลายอภัยบาปของผู้ใด บาปของผู้นั้นก็ได้รับการอภัย ท่านทั้งหลายไม่อภัยบาปของผู้ใด บาปของผู้นั้นก็ไม่ได้รับการอภัยด้วย”
(24)โทมัส ซึ่งเรียกกันว่า “ฝาแฝด” เป็นคนหนึ่งในบรรดาอัครสาวกสิบสองคน ไม่ได้อยู่กับอัครสาวกคนอื่น ๆ เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมา  (25)ศิษย์คนอื่นบอกเขาว่า “พวกเราเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว” แต่เขาตอบว่า “ถ้าข้าพเจ้าไม่ได้เห็นรอยตะปูที่พระหัตถ์ และไม่ได้เอานิ้วแยงเข้าไปที่รอยตะปู และไม่ได้เอามือคลำที่ด้านข้างพระวรกายของพระองค์ ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อเป็นอันขาด”  (26)แปดวันต่อมา บรรดาศิษย์อยู่ด้วยกันในบ้านนั้นอีก โทมัสก็อยู่กับเขาด้วย ทั้ง ๆ ที่ประตูปิดอยู่ พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามาประทับยืนอยู่ตรงกลาง ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “สันติสุขจงสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด”  (27)แล้วตรัสกับโทมัสว่า “จงเอานิ้วมาที่นี่ และดูมือของเราเถิด จงเอามือมาที่นี่ คลำที่สีข้างของเรา อย่าสงสัยอีกต่อไป แต่จงเชื่อเถิด”  (28)โทมัสทูลพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า และพระเจ้าของข้าพเจ้า”  (29)พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า
“ท่านเชื่อเพราะได้เห็นเรา ผู้ที่เชื่อแม้ไม่ได้เห็น ก็เป็นสุข”
(30)พระเยซูเจ้ายังทรงกระทำเครื่องหมายอัศจรรย์อื่นอีกหลายประการให้บรรดาศิษย์เห็น แต่ไม่ได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้  (31)เรื่องราวเหล่านี้ถูกบันทึกไว้เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า พระเยซูเจ้าเป็นพระคริสตเจ้า พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อมีความเชื่อนี้แล้ว ท่านทั้งหลายก็จะมีชีวิตเดชะพระนามของพระองค์


“พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งท่านทั้งหลายไปฉันนั้น” (ยน 20:21)
    หลังจากพระเยซูเจ้าทรงถูกตรึงตายบนไม้กางเขนแล้ว  บรรดาอัครสาวกกลับมาหลบซ่อนอยู่ในห้องที่เคยใช้เลี้ยงอาหารค่ำมื้อสุดท้าย คอยเงี่ยหูฟังเสียงคนขึ้นบันไดหรือเคาะประตูด้วยความหวาดกลัว เกรงว่าเจ้าหน้าที่ของสภาสูงจะมาจับกุม และคงไม่แคล้วถึงเวรของพวกตนที่จะถูกตัดสินประหารชีวิตให้ตายตามพระอาจารย์ไป
ทันใดนั้น ทั้ง ๆ ที่ประตูห้องยังปิดอยู่ พระเยซูเจ้าเสด็จมาประทับยืนอยู่ท่ามกลางพวกเขาตรัสว่า “สันติสุขจงสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด” (ยน 20:19)
คำ “สันติสุข” หรือ shalōm (ชาโลม) ในภาษาฮีบรู ไม่ได้หมายถึงเพียง “พ้นทุกข์” แต่หมายรวมถึง “ขอให้บรรลุความดีและความสมบูรณ์สูงสุด” ด้วย
พระองค์จึงไม่เพียงวอนขอให้บรรดาอัครสาวกรอดพ้นจากภยันตรายเท่านั้น แต่ทรงวอนขอพระบิดาเจ้าโปรดประทานสิ่งที่ “ดีที่สุด” แก่พวกเขาด้วย
หลังจากประทานพรและให้บรรดาอัครสาวกดูพระหัตถ์และด้านข้างพระวรกายจนพวกเขาเชื่อว่าทรงเป็น “องค์พระผู้เป็นเจ้า” แล้ว (ยน 19:20) พระองค์ทรงเข้าสู่ประเด็นสำคัญทันที นั่นคือทรงตรัสสั่งว่า “พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งท่านทั้งหลายไปฉันนั้น”
คำสั่งนี้แฝงนัยสำคัญ 3 ประการ คือ
    1.    พระเยซูเจ้าทรงต้องการพระศาสนจักร เพราะพระองค์กำลังจะเสด็จกลับไปหาพระบิดา พระองค์จึงต้องการให้พระศาสนจักรเป็นดั่งปาก มือ และเท้าของพระองค์เพื่อนำข่าวดีไปสู่มนุษย์ทุกคน โดยไม่เลือกชาติ ศาสนา เพศ วัย หรือฐานะ
        พระศาสนจักรจึงเป็น “พระวรกาย” ของพระองค์ โดยมีพระองค์ทรงเป็น “ศีรษะ” (อฟ 1:23; 1คร 12:12)
    2.    พระศาสนจักรต้องการพระเยซูเจ้า เพราะพระองค์คือ “ผู้ส่ง” พระศาสนจักรออกไป เหมือนดังที่พระบิดาทรงส่งพระองค์มา
         นอกจากเป็น “ผู้ส่ง” แล้ว พระองค์ยังทรงเป็นผู้มอบข่าวดี ผู้สนับสนุน ผู้ส่องสว่างจิตใจ และผู้ประทานพละกำลังและความกล้าหาญในการปฏิบัติภารกิจของพระศาสนจักร
         หากปราศจาก “ผู้ส่ง” ดังเช่นพระองค์ พระศาสนจักรย่อมไม่มีข่าวดีจะประกาศ และย่อมไม่มีอำนาจอันใดเลยที่จะอภัยบาปแก่มนุษย์
    3.    พระศาสนจักรต้องนบนอบพระเยซูเจ้า เพราะพระองค์ตรัสว่า “พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งท่านทั้งหลายไปฉันนั้น”
          พระบิดาทรงส่งพระองค์มาประกาศข่าวดีและไถ่บาปมนุษย์  พระองค์ทรงน้อมรับภารกิจดังกล่าวด้วยความรักและความนบนอบเชื่อฟังสูงสุดจนถึงกับยอมสิ้นพระชนม์ แม้เป็นการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน
         เช่นเดียวกัน พระศาสนจักรจะปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จลุล่วงได้ก็ต่อเมื่อ “รักและนบนอบเชื่อฟังพระองค์ด้วยสิ้นสุดจิตใจ” เท่านั้น
         ความรักและความนบนอบนี้เอง เรียกร้องให้พระศาสนจักรประกาศข่าวดีของพระเยซูเจ้า ไม่ใช่ข่าวดีของพระศาสนจักร   อีกทั้งต้องพร้อมเผชิญหน้าและแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามพระประสงค์ของพระองค์ ไม่ใช่ตามนโยบายหรือตามความนึกคิดประสามนุษย์ของพระ ศาสนจักรเอง
    หากยึดพระประสงค์ของพระองค์เป็นที่ตั้งดังนี้แล้ว ปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าพระ ศาสนจักรไม่ว่าจะเป็น การหย่าร้าง การทำแท้ง การคุมกำเนิด ฯลฯ ก็จะคลี่คลายลง

“จงรับพระจิตเจ้าเถิด” (ยน 20:22)
    นอกจากส่งบรรดาอัครสาวกซึ่งเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของ “พระกายของพระคริสตเจ้า” ไปประกาศข่าวดีแล้ว  พระองค์ยังทรงเป่าลมเหนือเขาทั้งหลายตรัสว่า “จงรับพระจิตเจ้าเถิด”
เมื่อพูดถึง “เป่าลม” ยอห์นกำลังคิดถึงการสร้างมนุษย์ในพระธรรมเก่าที่มีบันทึกไว้ว่า “พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผงคลีดิน ระบายลมปราณเข้าทางจมูก มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต” (ปฐก 2:7)  และเรื่องกระดูกแห้งในหุบเขามรณะที่พระเจ้าตรัสกับลมว่า “ลมปราณเอ๋ย จงมาจากลมทั้งสี่ทิศ และเข้าสู่ร่างที่ถูกสังหารเหล่านี้เพื่อพวกเขาจะมีชีวิต” (อสค 37:9)
    เห็นได้ชัดว่า “ลม” คือ “ชีวิต”
    เมื่อพระเยซูเจ้าทรงเป่า “ลม” เหนือบรรดาอัครสาวกพร้อมกับตรัสว่า “จงรับพระจิตเจ้าเถิด” จึงแปลเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก “ลม” คือ “พระจิตเจ้า”
เราจึงสรุปได้ว่า “พระจิตเจ้า” คือ “ชีวิต”
     เท่ากับว่า พระองค์ทรงประทานชีวิตใหม่ให้แก่บรรดาอัครสาวกและพระศาสนจักร โดยทางพระจิตเจ้า
    พูดง่าย ๆ คือ พระจิตเจ้าทรงทำให้พระศาสนจักรและเราทุกคนมีชีวิต
    เมื่อได้รับชีวิตใหม่อาศัยพระจิตเจ้าแล้ว บรรดาอัครสาวกเลิกกลัว เลิกหลบซ่อน  ทุกคนต่างแยกย้ายไปปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย
    แล้วเราจะใช้ชีวิตใหม่ที่ได้รับมาอย่างไร ?

“ท่านทั้งหลายอภัยบาปของผู้ใดบาปของผู้นั้นก็ได้รับการอภัย” (ยน 20:23)
    ภารกิจแรกของพระเยซูเจ้าหลังกลับคืนพระชนมชีพคือการส่งพระศาสนจักรออกไปประกาศข่าวดี และข่าวดีแรกที่พระองค์ทรงสั่งให้ประกาศคือ “การอภัยบาป”
    แต่การจะอภัยบาปหรือไม่อภัยบาปแก่ผู้ใด หาได้ขึ้นกับอำเภอใจของพระศาสนจักรหรือของพระสงฆ์องค์ใดองค์หนึ่งแต่ประการใดไม่
    ย้อนกลับไปเมื่อพระเยซูเจ้าทรงเริ่มภารกิจเปิดเผย พระองค์ทรงประกาศว่า “จงกลับใจเถิด เพราะอาณาจักรสวรรค์อยู่ใกล้แล้ว” (มธ 4:17)
    เพราะฉะนั้น พระศาสนจักรต้องประกาศการอภัยบาปแก่ผู้ที่เป็นทุกข์กลับใจ !!
ส่วนผู้ที่ยังไม่เป็นทุกข์กลับใจ พระศาสนจักรต้องตักเตือน ต้องสั่งสอน และต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้เขาเป็นทุกข์กลับใจและได้รับการอภัยบาป
    เราจึงต้องหันกลับมาดูตัวเองว่า เราได้เป็นทุกข์กลับใจและได้ช่วยผู้อื่นให้เป็นทุกข์กลับใจและได้รับการอภัยบาปบ้างแล้วหรือยัง ?

 “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า และพระเจ้าของข้าพเจ้า” (ยน 20:28)
    โทมัสเป็นศิษย์ผู้กล้าหาญและรักพระเยซูเจ้ามาก ท่านเคยชักชวนบรรดาอัครสาวกไปกรุงเยรูซาเล็มกล่าวว่า “พวกเราจงไปตายพร้อมกับพระองค์เถิด” (ยน 11:16)
     แต่เมื่อยูดาสนำทหารมาจับกุมพระองค์ โทมัสกลับหลบหน้าหนีไป
    บทเรียนจากชีวิตของโทมัสคือ
    1.    โทมัสทำผิดพลาดอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือ หลังจากทอดทิ้งพระเยซูเจ้าและหนีไปแล้ว  ท่านบังเกิดความละอายใจ ไม่กล้าสู้หน้าคนอื่น และหลบไปอยู่ตามลำพัง
     การหลบไปอยู่ตามลำพังทำให้ท่านพลาดโอกาสพบกับพระเยซูเจ้าเมื่อคราวเสด็จมาหาบรรดาอัครสาวกครั้งแรก
        ดังนั้น หากเกิดความละอายใจไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม เราต้องไม่หลบหน้าจากผู้คนหรือ “ทิ้งวัด” ไปเลย หาไม่แล้วเราจะพลาดโอกาสดี ๆ ดังที่โทมัสเคยพลาดมาแล้ว
        “วัด” อันเป็นสถานที่ชุมนุมของบรรดาคริสตชนนี่แหละ ที่เราจะได้พบกับองค์พระเยซูคริสตเจ้าผู้กลับคืนพระชนมชีพ !
    2.    โทมัสมีข้อดีคือความ “ตรงไปตรงมา”  สำหรับท่าน เชื่อคือเชื่อ สงสัยคือสงสัย และความสงสัยนี้เองที่นำท่านไปสู่ความเชื่อที่แน่นอน มั่นใจ และมั่นคง
        คนที่ชอบพูดซ้ำซากว่า “ฉันเชื่อ” ในขณะที่จิตใจยังเต็มไปด้วยความสงสัย หรือไม่เข้าใจ  แถมยังไม่พยายามแสวงหาความรู้และความเข้าใจเพิ่มเติม  เขาจะไม่มีทางเชื่อแบบที่โทมัสเชื่อได้เลย
    3.    ข้อดีอีกประการหนึ่งของโทมัสคือ เมื่อเชื่อแล้ว ท่านทุ่มเทชีวิตให้สุดๆ  ท่านยอมรับว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็น “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า และพระเจ้าของข้าพเจ้า !”
        ในหนังสือกิจการของโทมัส (The Acts of Thomas) มีเรื่องเล่าว่า แม้ไม่เต็มใจนัก แต่โทมัสก็ยอมไปประกาศข่าวดีที่อินเดียตามที่บรรดาอัครสาวกมอบหมาย  พระราชาของอินเดียมีบัญชาให้ท่านสร้างพระราชวังให้หลังหนึ่ง พร้อมกับมอบเงินจำนวนมากเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย  แต่ท่านกลับนำเงินทั้งหมดไปแจกจ่ายคนจน  มิหนำซ้ำยังรายงานพระราชาว่าการก่อสร้างกำลังรุดหน้าไปเรื่อย ๆ  ที่สุดพระราชาขอให้ท่านพาไปดูพระราชวังหลังใหม่ ท่านทูลว่า “ตอนนี้พระองค์ไม่อาจทอดพระเนตรเห็นได้ ต้องรอให้จากโลกนี้ไปก่อน จึงจะทรงเห็นได้”  พระราชาทรงกริ้วมาก เกือบสั่งประหารชีวิตท่าน  แต่เมื่อได้ฟังข่าวดีจากปากของท่านแล้ว พระองค์ทรงกลับใจและเชื่อในพระเยซูคริสตเจ้า
        ด้วยการเสี่ยงนำชีวิตเข้าแลก โทมัสนำคริสตศาสนามาสู่อินเดีย !

เรื่องราวเหล่านี้ถูกบันทึกไว้เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อ (ยน 20:31)
    วัตถุประสงค์ในการเขียนพระวรสารของยอห์น คือ
    1.    ไม่ใช่บอกรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับพระเยซูเจ้าแต่ คัดเลือกมาเพียงบางเรื่องเพื่อให้ทราบว่าพระองค์เป็นใคร และทรงทำอะไร
        ท่านระบุว่า “พระเยซูเจ้ายังทรงกระทำเครื่องหมายอัศจรรย์อื่นอีกหลายประการให้บรรดาศิษย์เห็น แต่ไม่ได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้” (ยน 20:30)
    2.    ไม่ใช่ต้องการให้เป็นหนังสือประวัติศาสตร์หรืออัตชีวประวัติของพระเยซูเจ้า แต่ “เป็นหนังสือเพื่อชีวิต” ที่มีจุดมุ่งหมายให้ผู้อ่านเห็นและเข้าใจว่าบุคคลที่สามารถพูด สอน และทำได้ดังเช่นพระเยซูเจ้า จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจาก “พระบุตรของพระเจ้า”
     เมื่อเชื่อเช่นนี้แล้ว ผู้นั้นจะผูกพันตนกับพระเยซูเจ้า แล้วคิดเหมือนพระองค์ ปรารถนาเหมือนพระองค์ และมีชีวิตเหมือนพระองค์ ซึ่งเป็น “ชีวิตนิรันดร” !
         ด้วยเหตุนี้ วัตถุประสงค์ประการแรกสุดในการอ่านพระคัมภีร์จึงไม่ใช่การแสวงหาข้อมูล แต่เป็นการ แสวงหาพระเจ้า !!!!

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
3742
9291
3742
61886
420929
17966080
Your IP: 18.206.187.81
2020-06-07 10:54

สถานะการเยี่ยมชม

มี 158 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk