แผนกคริสตศาสนธรรม  อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

CATECHETICAL CENTER OF BANGKOK ARCHDIOCESE

thzh-CNenfritjako

อาทิตย์ที่ 32 เทศกาลธรรมดา

ข่าวดี    มัทธิว 25:1-13
อุปมาเรื่องหญิงสาวสิบคน
(1)อาณาจักรสวรรค์เปรียบได้กับหญิงสาวสิบคนถือตะเกียงออกไปรอรับเจ้าบ่าว (2) ห้าคนเป็นคนโง่ อีกห้าคนเป็นคนฉลาด (3) หญิงโง่นำตะเกียงไปแต่มิได้นำน้ำมันไปด้วย (4) ส่วนหญิงฉลาดนำน้ำมันใส่ขวดไปพร้อมกับตะเกียง (5) ทุกคนต่างง่วงและหลับไปเพราะเจ้าบ่าวมาช้า  (6) ครั้นเวลาเที่ยงคืน มีเสียงตะโกนบอกว่า ‘เจ้าบ่าวมาแล้ว จงออกไปรับกันเถิด’ (7) หญิงสาวทุกคนจึงตื่นขึ้นแต่งตะเกียง (8) หญิงโง่พูดกับหญิงฉลาดว่า ‘ขอน้ำมันให้เราบ้าง เพราะตะเกียงของเราจวนจะดับแล้ว’ (9) หญิงฉลาดจึงตอบว่า ‘ไม่ได้ เพราะน้ำมันอาจไม่พอสำหรับเราและสำหรับพวกเธอด้วย จงไปหาคนขายแล้วซื้อเอาเองดีกว่า’ (10) ขณะที่หญิงเหล่านั้นกำลังไปซื้อน้ำมัน เจ้าบ่าวก็มาถึง หญิงสาวที่เตรียมพร้อมจึงเข้าไปในห้องงานแต่งงานพร้อมกับเจ้าบ่าว แล้วประตูก็ปิด (11) ในที่สุด พวกหญิงโง่ก็มาถึงพูดว่า ‘นายเจ้าขา นายเจ้าขา  เปิดรับพวกเราด้วย’ (12) แต่เขาตอบว่า ‘เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เราไม่รู้จักท่าน’ (13) เพราะฉะนั้นจงตื่นเฝ้าระวังไว้เถิด เพราะท่านไม่รู้วันและเวลา


    นิทานเปรียบเทียบเรื่องนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องยกเมฆ  แต่จริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสมัยของพระเยซูเจ้า และยังสืบเนื่องต่อมาจนถึงทุกวันนี้
    การแต่งงานถือเป็นงานใหญ่ของหมู่บ้าน  ทุกคนจะพยายามมีส่วนร่วม ไม่โดยการเข้าขบวนแห่ของเจ้าบ่าวไปสู่บ้านใหม่ ก็จะโดยการรอแสดงความยินดีสองข้างทางที่ขบวนเจ้าบ่าวจะผ่าน ซึ่งเจ้าบ่าวทุกคนจะพยายามเลือกเส้นทางที่ยาวที่สุด เพื่อให้ชาวบ้านมีโอกาสร่วมอวยพรและแสดงความยินดีมากที่สุด
    ความสำคัญของการแต่งงานมีมากจนพวกคัมภีราจารย์ยอมอนุญาตให้ชาวยิวลาหยุดจากการศึกษาธรรมบัญญัติ เพื่อไปร่วมงานแต่งงานได้

    นักท่องเที่ยวผู้หนึ่งบันทึกไว้ว่า  เขาเห็นหญิงสาวสิบคนแต่งกายสีสดใสเล่นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งพร้อมกับเต้นรำไปตามถนนหน้ารถยนต์ของเขา  ล่ามอธิบายว่าพวกเขากำลังเดินทางไปเป็นเพื่อนเจ้าสาวจนกว่าเจ้าบ่าวจะมาถึง  นักท่องเที่ยวสนใจที่จะดูพิธีแต่งงานของชาวยิว  แต่ล่ามส่ายหัวพร้อมกับตอบว่า เป็นไปไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าพิธีจะมีคืนนี้  พรุ่งนี้  หรืออีกสองสัปดาห์ข้างหน้า  สิ่งเดียวที่พอจะหาดูได้ระหว่างงานแต่งงานของคนชั้นกลางก็คือ “เพื่อนเจ้าสาวงีบหลับ”
แม้ชาวยิวจะตกลงกันว่าต้องมีคนส่งข่าวก่อนเจ้าบ่าวจะมา แต่สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้นได้ทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวัน หัวค่ำ หรือเที่ยงคืน  และเมื่อเจ้าบ่าวมาถึง บรรดาเพื่อนเจ้าสาวจะต้องออกไปต้อนรับ โดยมีกฎอยู่ข้อหนึ่งว่าเมื่อพระอาทิตย์ตกดินแล้ว ห้ามทุกคนออกนอกบ้านโดยไม่มีตะเกียงติดไฟไปด้วย
    เมื่อเจ้าบ่าวเข้าบ้านพร้อมกับปิดประตูแล้ว ผู้ที่มาทีหลังจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมงานเลี้ยงเด็ดขาด
    และที่แตกต่างจากบ้านเรามากก็คือ หลังวันแต่งงานคู่บ่าวสาวจะไม่ออกไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่ไหนเลย  แต่จะอยู่ที่บ้านเพื่อเลี้ยงฉลองร่วมกับเพื่อนเจ้าสาวและเพื่อนอื่น ๆ ที่เลือกสรรอีกหนึ่งสัปดาห์  ตลอดเจ็ดวันคู่บ่าวสาวจะแต่งตัวและได้รับการปฏิบัติราวกับเป็นเจ้าชายและเจ้าหญิง  นับเป็นเจ็ดวันแห่งความทรงจำอันน่าประทับใจที่สุดเท่าที่ชายหญิงคู่หนึ่งพึงจะได้รับ
    สิ่งที่หญิงโง่พลาดจึงไม่ใช่เฉพาะพิธีแต่งงานเท่านั้น  แต่รวมถึงความยินดีตลอดสัปดาห์แห่งความประทับใจนี้ด้วย !

    พระเยซูเจ้าทรงเล่านิทานเปรียบเทียบเรื่องนี้ด้วยจุดมุ่งหมายประการแรกคือ “ตักเตือนชาวยิว”
    ชาวยิวเป็นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน พวกเขาควรจะได้เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเสด็จมาของพระบุตรของพระเจ้า  แต่เหตุการณ์กลับตรงกันข้าม พวกเขาไม่ได้เตรียมตัวให้พร้อมจึงถูกปิดกั้นจากพระอาณาจักรของพระเจ้า
    นอกจากตักเตือนชาวยิวแล้ว พระองค์ยังทรงเตือนพวกเราทุกคนด้วย
    1.    มีบางสิ่งที่เราไม่สามารถหามาได้ในนาทีสุดท้าย
        คงเป็นการสายเกินไปสำหรับนักเรียนที่ไม่เรียนแต่มาเตรียมสอบในวันสุดท้าย  และคงเป็นการสายเกินไปสำหรับเราที่จะแสวงหาความชำนาญ หรือนิสัยบางประการในทันทีทันใดโดยไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน
        เป็นการง่ายมากที่เราจะปล่อยให้หลายสิ่งหลายอย่างผ่านไปจนสายเกินกว่าจะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการพบกับพระเจ้า
        การสายเกินไปย่อมเป็นโศกนาฏกรรมเสมอ !
    2.    มีบางสิ่งที่เราไม่สามารถขอยืมได้
        หญิงโง่ไม่สามารถขอยืมน้ำมันได้เมื่อพวกเขาต้องการมันฉันใด  เราก็ไม่สามารถขอยืม “ความสัมพันธ์กับพระเจ้า” เมื่อวาระสุดท้ายของเรามาถึงฉันนั้น
        นอกจากความสัมพันธ์กับพระเจ้าแล้ว  นิสัยและความประพฤติต่าง ๆ ของเราก็ไม่สามารถขอยืมหรือสั่งซื้อจากที่ใดได้เลย
        เป็นเราที่ต้องสร้างและสะสมเอาเองตั้งแต่บัดนี้ !

    เมื่อเสียงระฆังส่งวิญญาณดังกังวานขึ้น  คงไม่มีสิ่งใดน่าเศร้าใจเท่ากับเสียงของคำว่า “สายเกินไป”.......