แผนกคริสตศาสนธรรม  อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

CATECHETICAL CENTER OF BANGKOK ARCHDIOCESE

thzh-CNenfritjako

บทเทศน์บทรำพึง

อาทิตย์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา ปี B

"จงไปประกาศพระวาจาแก่ประชากรของเรา" ("Go, prophesy to my people")

15th Sunday 1

การเผชิญหน้าต่อการแบ่งแยก (Confronting  division)

 

ในบทอ่านแรกวันนี้เราจะได้รับรู้ถึงหนึ่งในคุณลักษณะยิ่งใหญ่ของการเล่าเรื่องในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม  ฆราวาสที่ชื่อว่าอาโมส ซึ่งเป็นชาวไร่ชาวนาได้กลับกลายเป็นประกาศก  อาโมสมาจากหมู่บ้านเล็กๆ ในดินแดนเทือกเขาของยูดาห์  ห่างจากเมืองเบธเลเฮมไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 5 ไมล์(หรือประมาณ 8 กิโลเมตร)  ท่านได้รับการเรียกจากพระเจ้า (จะเป็นในรูปแบบไหนเราไม่รู้)  ที่เรารู้คือท่านต้องผละจากงานและแผ่นดินของท่าน  และถูกผลักดันให้ไปทำงานในฐานะประกาศกในดินแดนอื่น  อาโมสเป็นคนซื่อๆ  แต่ก็ไม่ใช่คนโง่เง่ากับคำพูดไร้สาระที่มากระทบหูท่าน  ท่านเป็นผู้ที่สังเกตและวิเคราะห์สภาพทางสังคมและศาสนา  เป็นประกาศกคนแรกที่อุทิศตนในงานเขียน  เป็นนักเล่าเรื่องที่รู้ว่าจะประกาศข่าวสารออกมาอย่างไรให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง

 

ช่วงเวลานั้นเป็นราวๆกลางศตวรรษที่ 8  ก่อนคริสตกาล อาโมสถูกส่งไปยังอาณาจักรทางเหนือ  คือ อิสราเอล (อาณาจักรทางใต้คือ ยูดาห์ - ผู้แปล) ซึ่งในขณะนั้นกำลังรุ่งเรืองสุดขีดทั้งขุมอำนาจและความร่ำรวย  ผืนดินมีความสมบูรณ์มาก  บ้านเมืองถูกสร้างอย่างงดงามตระการตา  พระราชวังต่างๆมีสิ่งปลูกสร้างคอยป้องกันอย่างแน่นหนา  คนที่ร่ำรวยมีบ้านพักฤดูร้อนและฤดูหนาวประดับประดาด้วยงาช้างที่มีค่ามาก  แต่ในขณะเดียวกันก็มีการคอรัปชั่นและการผิดศีลธรรมอย่างแพร่หลาย  คนยากจนต้องทุกข์ทนมาก  ถูกแสวงหาผลประโยชน์  แม้แต่ถูกขายไปเป็นทาส  เป็นดินแดนที่ปราศจากความยุติธรรมและความสงสาร  บรรดาผู้พิพากษาก็รับสินบน  คนบริสุทธิ์ถูกทรยศหักหลัง

15th Sunday 2

ในท่ามกลางความฟุ้งเฟ้อและความทุกข์ยากลำเค็ญ  ประชาชนหลั่งไหลกันไปที่สักการสถานในช่วงเทศกาลเพื่อทำตามระเบียบทางพิธีกรรม  อาโมสถือว่าการปฏิบัติศาสนาของพวกเขาเป็นการลงทุนที่จอมปลอม  และเป็นที่เกลียดชังในสายพระเนตรของพระเจ้า  ดังนั้นท่านได้พูดถึงพระวาจาของพระเจ้าดังนี้

 

"เราเกลียด  เรารังเกียจเทศกาลฉลองของพวกท่าน

เราไม่พอใจการประชุมสง่างามของท่าน

แม้ท่านทั้งหลายถวายเครื่องเผาบูชา

เราก็ไม่พอใจธัญบูชาของท่าน

เราไม่มองสัตว์อ้วนพีที่ท่านถวายเป็นศานติบูชา

จงให้เสียงอึกทึกของบทเพลงของท่านอยู่ห่างจากเรา

เราทนฟังเสียงพิณใหญ่ของท่านไม่ได้

แต่จงให้ความยุติธรรมหลั่งไหลลงเหมือนน้ำ

และให้ความชอบธรรมเป็นเหมือนธารน้ำที่ไม่มีวันเหือดแห้ง" (อมส 5:21-24)

 

ให้คงความซื่อสัตย์ไว้ (Staying loyal)

ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของอาโมสซึ่งเป็นคนนอก(ถิ่น) ที่จะใช้พรสวรรค์ของตนทำลายความสงบสุขนั้นเสีย  ท่านได้ไปที่สักการสถานเบธเอล  ซึ่งเป็นสักการสถานของกษัตริย์ และเป็นพระวิหารของอาณาจักร  ที่นั่นท่านต้องเผชิญหน้ากับอามาซิยาห์ สมณะแห่งเบธเอล  ซึ่งเมื่อได้ฟังคำเทศน์ของอาโมสก็มีความโกรธอย่างยิ่ง  เขากล่าวหาอาโมสว่าเป็นคนที่ไม่จงรักภักดี  ซึ่งเป็นเล่ห์กลแบบเก่าๆที่จะลบความน่าเชื่อถือของประกาศกที่มาทำให้ตำแหน่งของเขาสั่นสะเทือน  จึงฟ้องไปยังกษัตริย์ว่า "อาโมสวางแผนต่อต้านพระองค์... แผ่นดินนี้ไม่สามารถทนฟังคำพูดของเขาได้อีกต่อไป"

15th Sunday 3

ในบทอ่านของวันนี้ สมณะได้บอกให้ประกาศกกลับบ้านไป และปล่อยให้สักการสถานของกษัตริย์อยู่อย่างสงบ  อาโมสได้ตอบโดยเล่าเรื่องชีวิตจริงของท่าน  ว่าท่านไม่ได้เคยเป็นสมาชิกใดๆของกลุ่มประกาศก  ท่านเป็นคนเลี้ยงสัตว์และบัดนี้ท่านเป็นเหมือนโฆษกของพระเจ้า  สาเหตุเดียวที่ท่านต้องเปลี่ยนไปจากการประกอบอาชีพเดิมก็คือ  พระเจ้าทรงให้ท่านเลิกต้อนฝูงแพะแกะ  และให้ท่านไปประกาศพระวาจาแก่อิสราเอลประชากรของพระองค์

 

อาโมสได้ตอบซื่อๆว่าท่านไม่ได้เป็นประกาศกโดยแต่งตั้งตัวเอง  หรือโดยการแต่งตั้งจากกษัตริย์  แต่ท่านถูกเกณฑ์โดยพระเจ้าให้มาประกาศข่าวสารของพระองค์  เพราะฉะนั้นท่านไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับสมณะเรื่องความซื่อสัตย์  หรือความจงรักภักดีต่อกษัตริย์  ท่านขอซื่อสัตย์ต่อพระวาจาของพระเท่านั้น  ซึ่งท่านถือว่าสำคัญมากที่สุดในชีวิตของท่าน

 

อำนาจของ(การประกาศ)พระวรสาร (The authority of the Gospel)

 

พระวรสารของวันนี้  พระเยซูเจ้าทรงเรียกอัครสาวกทั้งสิบสองเข้ามาพบ  และทรงส่งพวกเขาออกเดินทางไปทำงานธรรมทูต  เช่นเดียวกับประกาศกอาโมส  สานุศิษย์ที่ได้รับเลือกสรรให้ทำหน้าที่นี้จะต้องนำพระวาจาของพระเจ้าไปมอบให้กับคนอื่นๆ  ในภารกิจนี้บรรดาอัครสาวกได้รับอำนาจและพลังจากพระเยซูเจ้า  พวกเขาต้องเดินทางไปบนพื้นฐานนี้เท่านั้น

 

ดังนั้น พวกเขาต้องไม่ขึ้นกับทรัพยากรใดๆของตนเอง  แต่ขึ้นกับอำนาจที่พวกเขาได้รับมอบ  และมิตรไมตรีที่อาจได้รับจากผู้ที่เขาไปประกาศข่าวดีเท่านั้น  ไม่ต้องเอาอาหาร  ย่าม  เงิน  และเสื้อผ้าสำรองไปด้วย ให้มีแต่ไม้เท้า  และสวมรองเท้าได้ (สังเกต ของสองสิ่งนี้ คือไม้เท้า กับ รองเท้า  เป็นสิ่งที่เหมาะกับการเดินทางไปในที่ต่างๆ)  ถ้าพวกอัครสาวกจะมีขนมปังกิน  หมายความว่าประชาชนไม่เพียงแสดงน้ำใจดีต่อพวกเขาเท่านั้น  แต่หมายถึงยอมเปิดใจต่อพระวาจาที่พวกเขานำไปประกาศด้วย  ถ้าพวกเขาไม่ได้รับการต้อนรับ  ก็ไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่น  นอกจากออกจากที่นั่นไปที่อื่น  และเมื่อเมืองไหนที่ปฏิเสธ  ก็จงสลัดฝุ่นจากเท้าไว้เป็นพยานกล่าวโทษเขา (การสลัดฝุ่นจากเท้า เป็นการแสดงออกถึงสัญลักษณ์ที่ชาวยิวผู้เคร่งครัดทั้งหลายได้กระทำเมื่อพวกเขาได้กลับคืนสู่ดินแดนปาเลสไตน์  หลังการเดินทางไปเมืองนอกกลับมา)

 

ทั้งบรรดาประกาศก และบรรดาอัครสาวกจะต้องพึ่งพาอำนาจและพลังที่พวกเขาได้รับมอบ  ในการเดินทางไปตามถนนต่างๆ พวกเขาจะได้ทดสอบว่าข่าวสารของเขาในต่างแดนจะเป็นอย่างไร  พวกเขาจะเห็นว่าความมั่นใจของพวกเขาสามารถผ่านพ้นขีดจำกัดของชาติที่แตกต่าง  และบุคคลที่เย็นเฉยได้หรือไม่  พวกเขาจะค้นพบว่ากระแสเรียกของพวกเขาจะยังยืนยงคงอยู่ได้แม้บางครั้งอาจจะไม่ได้รับการยอมรับ  เพราะว่าไม่ใช่เพียงเรื่องข่าวสารที่นำไปประกาศเท่านั้นที่จะถูกทดสอบ  แต่ตัวผู้ไปประกาศก็ถูกประเมินด้วย

 

กระบวนการนี้ยังคงดำเนินต่อเนื่องไปทุกเมื่อเชื่อวันในชีวิตของพระศาสนจักรและของโลกนี้  - ทุกๆครั้งที่ผู้เทศน์ยืนหยัดตนเองว่าจะประกาศพระวาจาของพระเจ้า  - ทุกๆครั้งที่คริสตชนคนใดคนหนึ่งปฏิบัติตนตามคุณค่าแห่งพระวรสารต่อสาธารณะ  - ทุกๆครั้งที่ไม่ว่าหญิงหรือชายคนใดที่ยืนหยัดขึ้นต่อสู้กับความอยุติธรรม ฯลฯ

 

(คุณพ่อวิชา  หิรัญญการ เขียนเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2018

Based on : Seasons of the Word, by Denis McBride)

15th Sunday 415th Sunday 515th Sunday 615th Sunday 815th Sunday 7