แผนกคริสตศาสนธรรม  อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

CATECHETICAL CENTER OF BANGKOK ARCHDIOCESE

thzh-CNenfritjako

ข้อคิดข้อรำพึง

อาทิตย์ที่ 13  เทศกาลธรรมดา ปี B

พระเจ้าไม่ทรงสร้างความตาย (ปชญ 1 : 13)

13th Sunday 1

การตายก่อนเวลาอันควรของพระสงฆ์เยสุอิตองค์หนึ่งที่ชื่อว่า Peter Arokaidoss (61 ปี)  ในช่วงสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ในปี 2008  ทำให้ญาติๆ และลูกศิษย์ทั้งหลาย (เขาเป็นอาจารย์ทางด้านเทววิทยา) ตกใจพอสมควร  เริ่มจากอาการไออย่างต่อเนื่อง  ต่อมามีอาการติดเชื้อ  และแพร่กระจายไปยังท่อน้ำดี  ภายในเวลาไม่กี่วันอาการกำเริบหนักมาก  หนึ่งวันก่อนที่เขาจะจากไป  พวกญาติถามเขาว่าทำไมองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงให้เขา  ซึ่งเป็นสงฆ์ของพระองค์  ต้องประสบโรคภัยไข้เจ็บเช่นนี้  Arokaidoss  ตอบทันทีว่า  "ไม่ใช่เช่นนั้น  องค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงมอบความเจ็บไข้นี้ให้ฉัน  เราทุกคนต่างก็มีเซลล์มะเร็งในตัวเราที่เราควบคุมได้  แต่ที่เกิดขึ้นเช่นนี้ต้องเกิดจากการใช้ชีวิตของฉัน  หรือจากการกินอาหาร  หรือจากนิสัยการนอนหลับ  ฉันอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เซลล์เหล่านี้เจริญเติบโตขึ้น  และมาทำลายเซลล์ที่ดีๆ  องค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงเป็นสาเหตุของความเจ็บไข้ได้ป่วย  เราต่างหากที่เป็นสาเหตุทำให้มันเกิดขึ้น”

 

พระวาจาของพระประจำวันอาทิตย์นี้เล่าเรื่องความตายกับพระเยซูเจ้า  และแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงมีชัยชนะเหนือความตาย  ในบทอ่านแรกจากหนังสือปรีชาญาณได้พูดเกริ่นไว้ก่อนหน้าแล้วถึงชัยชนะเช่นนี้  กล่าวโดยสรุปคือ  องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเนรมิตทุกสิ่งให้ดำรงอยู่ (ปชญ 1: 14  ;  ดูเพิ่มเติมใน ปฐก 1)  สำหรับมนุษย์นั้น  พระองค์ทรงสร้างให้เป็นอมตะ  ทรงสร้างเขาตามภาพลักษณ์แห่งพระธรรมชาติของพระองค์ (เทียบ ปฐก 1:26)  ความตายเข้ามาในโลก  เพราะความอิจฉาของปีศาจ

 

ความตายเท่าที่กล่าวมานี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงความตายฝ่ายกายเท่านั้น  แต่ยังหมายถึงทางด้านฝ่ายจิต  และทางด้านศีลธรรมด้วย  กล่าวคือ  ความตายของคนเราขยายขอบเขตไปถึงการเจริญชีวิตที่ไร้ศีลธรรม  และไร้ชีวิตจิตด้วย  จริงๆ แล้วพระคริสตเจ้ามิได้มีชัยชนะเพียงแค่ความตายทางกายภาพโดยการกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์เท่านั้น  แต่ทรงไถ่เราให้รอดจากบาปโดยการสอนว่าเราจะเอาชนะความชั่วได้อย่างไร

 

บทสร้อยซึ่งมาจากบทสดุดีที่ 30  ได้เชื่อมต่อบทอ่านแรกกับบทพระวรสารเข้าไว้ด้วยกัน  "ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า  พระองค์ทรงฉุดข้าพเจ้าขึ้นมาจากแดนมรณะ ( = ความตาย )  พระองค์ประทานชีวิต...."  บริบทที่แท้จริงก็คือ  "ความตาย"  ที่ชาวอิสราเอลได้ประสบเมื่อพระวิหารได้ถูกทำให้เสื่อมความศักดิ์สิทธิ์โดยกษัตริย์  อันทิโอคัส  เอปีฟาเนส  และตามมาด้วยการชำระและการถวายพระวิหารในสมัยของมัคคาบี (164 B.C.)  ดังนั้น  จึงเป็นบทสดุดีแห่งการขอบพระคุณของชาติ (national thanksgiving)  อย่างไรก็ตาม ณ ที่นี้เป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะของพระคริสตเจ้าเหนือความตาย

13th Sunday 2

ในพระวรสารของวันนี้  นักบุญมาระโกได้สอดเรื่องพระเยซูเจ้าทรงรักษาหญิงตกเลือดไว้ตรงกลางระหว่างสองภาคที่เล่าเรื่องการปลุกบุตรหญิงของไยรัสให้กลับคืนชีพ  การสอดไส้เข้ามาตรงกลางนี้ อาจตีความได้อย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้  (1) เป็นวิธีที่จะอธิบายว่าทำไมพระเยซูเจ้าจึงทรงล่าช้าในการเสด็จไปบ้านของไยรัส  ความล่าช้าหมายถึงทำให้เด็กหญิงเล็กๆ คนนั้นได้ตายไปแล้ว  หรืออาจจะหมายถึง (2) อัศจรรย์ที่สอดเข้ามาช่วยอธิบายอีกอัศจรรย์หนึ่ง - ซึ่งยิ่งใหญ่กว่า  แต่ไม่ว่าจะตีความอย่างไร  อัศจรรย์ทั้งสองก็บอกเราว่า  พระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดพ้นจากความเจ็บไข้ได้ป่วยและความตาย

 

สองเรื่องที่เล่าในพระวรสารวันนี้  มีร่องรอยที่เคยพบมาก่อนในสองธรรมประเพณี  การปลุกบุตรหญิงของไยรัส  เตือนความจำเราในเรื่องที่ประกาศกเอลียาห์ได้ขอพระเจ้าทรงทำให้บุตรของหญิงม่ายกลับคืนชีพ (1 พกษ 17 : 17-24)  และประกาศกเอลีชาได้อธิษฐานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทำให้ลูกชายของหญิงชาวชูเนมฟื้นขึ้นมา (2 พกษ 4 : 32-37)  ทั้งนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่าพระเยซูเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่าบรรดาประกาศก  ส่วนเรื่องของหญิงตกเลือดนั้นมีร่องรอยจากธรรมประเพณีของชาวกรีก  การที่หญิงนั้นได้สัมผัสฉลองพระองค์ชี้นำให้เรารู้ว่า  นางมีความคิดว่าพระองค์ทรงเป็น  "พระเจ้าที่อยู่ในรูปมนุษย์" (divine man)  จึงเล่าว่า  พระเยซูเจ้าทรงรู้สึกว่ามีอิทธิฤทธิ์ออกจากพระองค์เมื่อหญิงนั้นสัมผัสพระองค์  แต่จุดศูนย์กลางของทั้งสองเรื่องนี้คือ ทั้งไยรัส  และหญิงคนนั้น  ต่างก็ได้ประสบพบองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดด้วยความเชื่อที่ลึกซึ้ง

 

ผู้คนทั้งหลายมักคิดกันว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นสาเหตุของการเกิดและการตายทั้งหมด  แต่พระอัครสังฆราชฟุลตัน ชีน (Archbishop Fulton Sheen) ผู้มีชื่อเสียง  เมื่อท่านได้ให้คำบรรยายเกี่ยวกับพระชนมชีพของพระเยซูเจ้า  ได้กล่าว่า  "มนุษย์ทุกคนถือกำเนิดมาในโลกนี้เพื่อมีชีวิตอยู่  แต่บุรุษผู้นี้ คือพระเยซูเจ้า  พระองค์เสด็จมาเพื่อจะสิ้นพระชนม์"  เป็นคำคมที่ฟังดูแล้วงดงาม และเห็นคล้อยไปตามนั้น  เราคงจำคำตรัสของพระเยซูเจ้าได้ที่ว่า  "เรามาเพื่อให้แกะ ( = ท่าน ) มีชีวิต  และมีชีวิตอย่างสมบูรณ์" (ยน 10:10)  โดยแท้จิรงแล้ว  องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของชีวิต  และดังนั้น  พระเจ้าไม่ทรงสร้างความตาย  พวกเราต่างหาก  ที่เป็นสาเหตุของความตายในรูปแบบต่างๆ อย่างมากมายมหาศาล  - โดยบาปของเรา  โดยความเห็นแก่ตัว  โดยความหยิ่งจองหอง  โดยใช้อำนาจ  โดยความโลภ  และโดยไม่มีพระเจ้า  อย่างไรก็ดี  องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเป็นเจ้าของชีวิตตรัสสั่งเราให้เข้าไปสัมผัสกับประชาชน  และไปเยียวยารักษาพวกเขา

 

ขอให้เราพร้อมที่จะจับมือของประชาชน  และร้องออกมาด้วยฤทธิอำนาจของพระจิตเจ้าว่า  "ทาลิธาคุม"  ( = หนูเอ๋ย เราสั่งให้หนูลุกขึ้น )  ให้แก่ เด็กเล็กๆ  คนเจ็บไข้ได้ป่วย  เยาวชนที่ติดยาเสพติด  แม่ม่ายที่น่ารันทด  พระสงฆ์ที่พบกับความผิดหวัง  เด็กนักเรียนที่สอบตก ฯลฯ  ให้พวกเขาได้ลุกขึ้น  ลุกขึ้นมา  ลุกขึ้นมา  ให้เราเป็นผู้มีปรีชาญาณเหมือนคุณพ่อ  Arokaidass  ที่ให้ความร่วมมือกับองค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อต่อสู้กับความตาย  และส่งเสริมให้มีชีวิต

 

( คุณพ่อวิชา  หิรัญญการ  เขียนเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 2021

Based on : Sunday Seeds For Daily Deeds ;  by Francis Gonsalves, S.J. )

13th Sunday 313th Sunday 413th Sunday 513th Sunday 6